ไม่มีจริง ! Thai PBS Verify ตรวจสอบคลิปอ้าง หมอพื้นบ้านป้ายยาแก้ปวดฟัน ทำ “หนอนกินฟัน” หลุดออกกระพุ้งแก้ม

Thai PBS Verify พบแหล่งข้อมูลข่าวปลอมจาก : Facebook
คลิปอ้าง “หมอพื้นบ้านรักษาหนอนกินฟัน”
Thai PBS Verify พบคลิปวิดีโอบนแพลตฟอร์ม Facebook ของผู้ใช้งานที่ชื่อว่า Chanchira Pridasak โพสต์คลิปของชายสูงอายุคนหนึ่ง ที่นำบางอย่างมาป้ายบริเวณแก้มของเด็กนักเรียนหญิง ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะมีหนอนหลุดออกมาจากบริเวณที่แก้ม โดยโพสต์ดังกล่าวระบุข้อความว่า
เหลือเชื่อที่เค้าเรียกว่าหนอนกินฟัน หนอนเยอะมากมันออกมาได้ยังไง
#วิธีการรักษาอาการเจ็บฟันแบบโบราณ
มาดูกันอีกทีว่าหายเจ็บจริงมั้ย@ไฮไลท์
#ใครรู้ช่วยไขข้อส่งสัยให้หน่อยคะว่ามันมาได้อย่างไร
อย่างไรก็ตามหลักจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เข้าชมไปกว่า 1.9 ล้านครั้ง รวมถึงมีผู้ที่สนใจจำนวนมาก โดยเข้ามาแสดงความคิดเห็นส่วนหนึ่งเชื่อว่า การกระทำดังกล่าวเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการปวดฟันของเด็กหายไปจริง ๆ
ภาพบันทึกหน้าจอแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าชม
นักวิชาการเตือนอย่าหลงเชื่อ
หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกพูดถึง Thai PBS Verify สัมภาษณ์กับ รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ หรือ อ.เจษฎ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้ให้ความคิดเห็นของกรณีที่เกิดขึ้นว่า สิ่งที่ดูน่าแปลกนี้ แท้จริงแล้วคือ “ทริกมายากล” ที่อาศัยความไวของมือและการเตรียมการล่วงหน้า โดยผู้ที่อ้างว่าทำการรักษา จะอาศัยทักษะความไวในการกำหนอนไว้ในมือก่อนเริ่มทำพิธี แล้วแสร้งทำเป็นถูบริเวรที่คนไข้เจ็บ ซึ่งที่ผ่านมามักพบว่า ผู้ทำพิธีมักซ่อนหนอนขนาดเล็ก (เช่น หนอนแมลงหรือตัวอ่อน) ไว้ในก้อนสำลีหรือวัสดุที่ใช้ถูแก้ม เมื่อเริ่มกดและถู หนอนจะค่อย ๆ หลุดออกมาจากวัสดุเหล่านั้น ไม่ใช่หลุดออกมาจากผิวหนัง
รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นอกจากวิธีตามคลิปที่เห็นแล้ว ที่ผ่านมายังพบวิธีอื่น ๆ เช่น เทคนิครอบกะลาและควัน ที่มักจะมีการใช้กะลามะพร้าวครอบไว้แล้วเป่าควันเข้าไป โดยมีการวางหนอนไว้ในช่องลับของกะลาหรือตัวอุปกรณ์แต่แรก เมื่อเป่าลมหรือควัน หนอนจะตกลงมาในภาชนะตามจังหวะที่กำหนด
“ความอันตรายที่แท้จริงไม่ใช่ตัวหนอนปลอมเหล่านั้น แต่คือการเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หากผู้ปกครองมัวแต่พาลูกไปทำพิธี แทนที่จะมาพบทันตแพทย์เพื่ออุดฟัน อาการจะลุกลามจนติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด หรือต้องสูญเสียฟันแท้ไปอย่างน่าเสียดาย”
แพทย์ระบุหนอนในปากไม่ใช่แบบในคลิป
เรานำเรื่องนี้ไปสอบถามกับ ผศ. ทพ.ชนกันต์ แผ้วพาลชน อาจารย์สาขาทันตกรรมบูรณะและทันตกรรมเพื่อความสวยงาม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งระบุว่า จากที่ดูคลิปและพบว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีหนอนออกมาจากกระพุ้งแก้ม และจากการสังเกตคลิปดังกล่าว เชื่อว่าสิ่งที่ถูกอ้างว่าเป็นหนอนแท้จริงแล้วคือ “อุบาย” ที่ถูกเตรียมการเอาไว้ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของแมลงกินฟันตัวเล็ก ๆ ให้ปรากฏแก่สายตา
แม้ “หนอนกินฟัน” จะเป็นเรื่องหลอกลวง แต่ในทางการแพทย์ “หนอนในช่องปาก” นั้น มีบันทึกอยู่ในตำราวิชาการจริง แต่เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งและ “ไม่เกี่ยวข้องกับโรคฟันผุ” แม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์การรักษาของตนเอง แม้จะไม่เคยพบเคสที่มีหนอนจริง ๆ ในช่องปากเลย เนื่องจากสภาวะนี้จะพบเฉพาะในเงื่อนไขที่วิกฤตและจำเพาะเจาะจงเท่านั้น ได้แก่
- สภาวะผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้: เช่น ผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องนอนอ้าปากตลอดเวลาและขาดการดูแล
- การมีเศษอาหารหมักหมมเป็นเวลานาน: จนเกิดการเน่าเสียในระดับรุนแรง
- แมลงเข้าไปวางไข่ในช่องปาก: เมื่อผู้ป่วยอ้าปากค้างไว้และไม่รู้สึกตัว แมลง (เช่น แมลงวัน) อาจเข้าไปวางไข่จนฟักตัวเป็นตัวอ่อนหรือหนอนจริง ๆ ในเนื้อเยื่อที่อักเสบ
ผศ. ทพ.ชนกันต์ แผ้วพาลชน อาจารย์สาขาทันตกรรมบูรณะและทันตกรรมเพื่อความสวยงาม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สภาวะดังกล่าวเป็นเรื่องของสุขอนามัยที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่กลไกของการเกิด “รูฟันผุ” ที่เราคุ้นเคยกัน และจะต้องเป็นกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว นอนอ้าปากทิ้งไว้ ไม่ได้กินอาหารทางปาก และไม่ได้รับการดูแลรักษาความสะอาดช่องปากเลย สภาพดังกล่าวจึงจะสามารถทำให้ช่องปากเกิดการหมักหมม จนมีแมลงบินเข้าไปวางไข่ในเศษอาหารที่ติดอยู่ และฟักตัวออกมาเป็นหนอน
กลไกการเกิด “ฟันผุ” ที่แท้จริงเป็นอย่างไร ?
ผศ.ทพ.ชนกันต์ ระบุว่า ตามหลักทันตแพทยศาสตร์สาเหตุที่ทำให้เกิดฟันผุ เกิดขึ้นเนื่องจาก “ความไม่สมดุลของแร่ธาตุบนผิวฟัน” ที่เกิดขึ้นเนื่องจาก แบคทีเรียซึ่งอยู่ภายในช่องปาก ย่อยแป้ง หรือน้ำตาล และปล่อยกรดออกมาทำลายผิวฟัน ซึ่งกรดเหล่านี้จะส่งผลลัพธ์ต่อผิวฟัน ทำให้ผิวฟันละลายตัว อ่อนแอ และสูญเสียโครงสร้างผลึก
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ตัวแบคทีเรีย แต่คือ “ความถี่” ในการกิน โดยเฉพาะหากรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ไม่ว่าจะเป็น การจิบน้ำหวาน กาแฟใส่น้ำตาล หรือแม้แต่ “นม” ต่อเนื่องทุก 20-30 นาทีตลอดทั้งวัน คือพฤติกรรมที่อันตรายที่สุด เพราะน้ำตาลจากนมและเครื่องดื่มจะถูกแบคทีเรียเปลี่ยนเป็นกรดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฟันอยู่ในสภาวะละลายตัวตลอดเวลาจนไม่มีโอกาสให้น้ำลายทำหน้าที่ซ่อมแซมฟันได้เลย ในระยะยาวผิวฟันจะเริ่มเปราะบาง จนถึงจุดที่โครงสร้างพังทลายกลายเป็น “หลุม” ซึ่งเมื่อเป็นหลุมแล้ว ฟันก็จะไม่สามารถคืนกลับแร่ธาตุเพื่อปิดหลุมนั้นได้เองอีกต่อไป
ภาพของลักษณะฟันผุ (สร้างจาก AI)
การดูแลรักษาฟันที่ดีควรปฏิบัติดังนี้
การดูแลรักษาฟันที่แนะนำคือการแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้า และก่อนนอน โดยปัจจุบันยาสีฟันมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ 1,500 ppm ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันฟันผุได้เป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งสำคัญคือการใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ และหลีกเลี่ยงการรับประทานของหวาน การทานขนม หรือน้ำผลไม้ต่าง ๆ ที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เพราะหากรับประทานอาหารเหล่านี้บ่อย ๆ หรือเป็นระยะเวลานาน ๆ จะยิ่งเป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เกิดฟันผุได้ จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้หากทำได้ หรือให้ทานเฉพาะในมื้ออาหารเพียงเท่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงฟันผุ
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
คลิปดังกล่าวเป็น “การหลอกลวง” ไม่ใช่เรื่องจริง: ข้อความและการกระทำในคลิปวิดีโอที่อ้างว่าสามารถดึงหนอนออกจากกระพุ้งแก้มเพื่อรักษาอาการปวดฟันนั้น “ไม่เป็นความจริง” สิ่งที่เห็นเป็นเพียงกลลวงตา ที่อาศัยความไวของมือและการเตรียมการไว้ล่วงหน้าของผู้ทำพิธี โดยการซ่อนหนอนขนาดเล็กเอาไว้ในก้อนสำลีหรือวัสดุที่ใช้ถูแก้มตั้งแต่แรก เมื่อออกแรงกดและถู หนอนจึงหลุดออกมาให้เห็น ไม่ได้หลุดออกมาจากผิวหนังหรือช่องปากของเด็กแต่อย่างใด
หนอนกินฟันไม่มีจริงในทางการแพทย์: แม้ในอดีตหรือตามความเชื่อโบราณจะเรียกแมลงกินฟัน แต่ในทางทันตแพทยศาสตร์ชี้ชัดว่า “โรคฟันผุไม่ได้เกิดจากตัวหนอน” แต่เกิดจาก “ความไม่สมดุลของแร่ธาตุบนผิวฟัน” จากพฤติกรรมสุขอนามัย โดย “แบคทีเรียในช่องปาก” จะย่อยเศษแป้งและน้ำตาลที่ตกค้าง แล้วปล่อย “กรด” ออกมาทำลายโครงสร้างผลึกผิวฟันจนเปราะบางและกลายเป็นหลุมฟันผุในที่สุด
หนอนในปากมีจริง แต่เกิดจากสุขอนามัยล้มเหลวขั้นวิกฤต ไม่เกี่ยวกับฟันผุ: แพทย์ระบุว่าภาวะหนอนในช่องปากมีบันทึกในตำราจริง แต่พบได้ยากมาก ๆ และจะเกิดเฉพาะกับ ผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ที่จะต้องนอนอ้าปากทิ้งไว้ตลอดเวลา และขาดการดูแลความสะอาดอย่างสิ้นเชิง จนมีเศษอาหารหมักหมมเน่าเสีย ส่งผลให้แมลงวันบินเข้าไปวางไข่และฟักเป็นตัวหนอนในเนื้อเยื่ออักเสบเท่านั้น ไม่ใช่กรณีเด็กนักเรียนหญิงที่มีอาการปวดฟันผุทั่วไปตามที่คลิปกล่าวอ้าง
กระบวนการตรวจสอบ
-
ตรวจสอบด้านชีววิทยาและความสมจริงของคลิป: รศ. ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ (อ.เจษฎ์) อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่า พฤติกรรมในคลิปคือ “อุบายและมายากลความไวของมือ” ที่ซ่อนหนอนไว้ เช่นเดียวกับพิธีกรรมโบราณบางพื้นที่ที่ใช้กะลามะพร้าวครอบรมควันแล้วทำช่องลับให้หนอนร่วงหล่นลงมาเพื่อหลอกลวงเรียกเงินหรือสร้างความน่าเชื่อถือ
-
ทวนสอบด้านทันตแพทยศาสตร์: ผศ. ทพ.ชนกันต์ แผ้วพาลชน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยืนยันว่า จากภาพวิดีโอไม่มีทางเป็นไปได้ที่หนอนจะมุดทะลุกระพุ้งแก้มออกมา และชี้แจงกลไกที่ถูกต้องว่าฟันผุเกิดจากกรดของแบคทีเรีย โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมอันตรายอย่าง “การกินหวานบ่อย ๆ” เช่น จิบกาแฟ น้ำหวาน หรือดื่มนมต่อเนื่องทุก 20-30 นาที ทำให้ฟันอยู่ในสภาวะละลายแร่ธาตุตลอดเวลาจนน้ำลายไม่สามารถซ่อมแซมได้ ท้ายที่สุดโครงสร้างฟันจะทลายลงจนเกิดฟันผุ
ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้
-
เสี่ยงอาการลุกลามจนติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด: ความอันตรายที่สุดของการหลงเชื่อข่าวลวงนี้ คือการทำให้ผู้ป่วย (โดยเฉพาะเด็กเล็ก) “สูญเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้องจากทันตแพทย์” การมัวแต่ไปทำพิธีป้ายแก้มดึงหนอนปลอม แต่ตัวโรคฟันผุและรากฟันอักเสบไม่ได้รับการบูรณะหรืออุดฟัน จะทำให้อาการลุกลามอักเสบเป็นหนองหนาแน่น เกิดการติดเชื้อรุนแรงเข้าสู่กระแสเลือด หรือต้องสูญเสียฟันแท้ไปอย่างน่าเสียดาย
-
ส่งเสริมการหลอกลวงและสุขอนามัยที่ผิด: ยอดวิวที่สูงเกือบ 2 ล้านครั้งสะท้อนว่าประชาชนบางส่วนยังขาดความรู้เท่าทัน และอาจหันไปพึ่งพาความเชื่อผิด ๆ เหล่านี้ ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อนจากวัสดุหรือตัวหนอนสกปรกที่ถูกนำมาป้ายลงบนใบหน้าและบาดแผล
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
-
หลีกเลี่ยงพิธีกรรมความเชื่อที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยหรือสุขลักษณะ: หากมีอาการเจ็บหรือปวดฟัน ควรพาไปพบทันตแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกทันตกรรมทันที เพื่อทำการเอกซเรย์ ตรวจสอบเนื้อเยื่อ และรักษาด้วยการอุดฟัน รักษารากฟัน หรือถอนฟันตามหลักการแพทย์
-
ปรับพฤติกรรมการกินและดูแลช่องปากอย่างถูกวิธี:
-
หลีกเลี่ยงการกินจุบจิบ: ไม่รับประทานของหวาน ขนม หรือน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลบ่อย ๆ ระหว่างวัน ให้เลือกทานเฉพาะในมื้ออาหาร เพื่อเปิดโอกาสให้น้ำลายช่วยคืนกลับแร่ธาตุป้องกันฟันผุ
-
แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง: แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง (เช้าและก่อนนอน) โดยเลือกใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของ ฟลูออไรด์เข้มข้น 1,500 ppm เพื่อเสริมสร้างโครงสร้างฟันให้แข็งแรง
-
-
หยุดแชร์และแจ้งเบาะแสข่าวลวง: เมื่อเจอคลิปอ้างการรักษาพื้นบ้านที่ดูเหนือธรรมชาติและแปลกประหลาดเกินจริง ให้ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นหลอกลวงหรือมายากล ห้ามกดแชร์ต่อเพื่อไม่ให้เกิดการตื่นตระหนก และสามารถส่งข้อมูลมาให้ทาง Thai PBS Verify ตรวจสอบเพื่อช่วยกันตัดวงจรข่าวปลอมในสังคมออนไลน์
บทความที่เกี่ยวข้อง












