Profile icon

โพสต์อ้าง “สส.รอมฎอน” ชี้ “BRN ไม่ผิด รัฐไม่มีสิทธิ์จับกุม” หลังเหตุลอบยิงทหารพราน ตรวจสอบแล้วถูกบิดเบือนคำพูดสร้างข่าวปลอม

ข่าวปลอมDateClock icon19:58|การเมือง
แชร์ว่อนอ้าง สส.รอมฎอน พรรคประชาชน ปกป้อง BRN เหตุลอบยิงทหารพรานนราธิวาส Thai PBS Verify เช็กแล้วเป็นการบิดเบือนคลิปเก่าปี 67 พร้อมสร้างข้อความปลอม-ปลุกกระแสเกลียดชัง

Thai PBS Verify พบแหล่งข่าวปลอมจาก: Facebook

โพสต์ข้อความพร้อมภาพของ นายรอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

หลังเหตุการณ์คนร้ายลอบยิงถล่มจุดตรวจทหารพรานครั้งล่าสุดในจังหวัดนราธิวาส เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 69 Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ อารยาอิสรีย์ เอกอุชุกร  โพสต์ภาพของ นายรอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมข้อความระบุว่า ถ้าตามหลักเรขาคณิต จากประโยคนี้เราก็สามารถก่อการร้ายที่บ้านและครอบครัวของเขาเพื่อสันติภาพและความเห็นต่างได้เช่นกันหรือไม่ ซ.ต.พ. ภาพดังกล่าวยังปรากฎข้อความระบุว่า

ก่อการร้ายก็เพื่อแสดง สันติภาพความเห็นต่าง ก็แค่นั้นเอง BRN ไม่ผิด รัฐไม่มีสิทธิ์ไปตามล่าจับกุมเขา

โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา หลังถูกเผยแพร่มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก รวมถึงถูกแชร์นับสิบครั้ง ซึ่งผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เชื่อ ข้อความดังกล่าวเป็นคำพูดของ สส.รอมฎอน ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ครั้งล่าสุด

สส.รอมฎอน กล่าวข้อความดังกล่าวจริงหรือไม่ ?

Thai PBS Verify สัมภาษณ์ นายรอมฎอน ถึงข้อความที่ถูกกล่าวถึง ซึ่ง สส.จากพรรคประชาชน ยืนยันว่า ข้อความที่ปรากฎในช่วงนี้นั้น เป็นการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนบนสื่อสังคมออนไลน์ ที่พยายามทำลายความน่าเชื่อถือของตน โดยมีการนำคำพูดจากบทสัมภาษณ์เรื่อง คดีตากใบ เมื่อสองปีก่อนมาตัดต่อเพื่อสร้างความเข้าใจผิด ว่าเขาสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

“ข้อความที่ถูกตัดมานั้นแท้จริงแล้วเป็นการเน้นย้ำถึง หลักนิติรัฐ ซึ่งระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีสิทธิ์ละเมิดความเป็นมนุษย์หรือพรากชีวิตผู้ควบคุมตัวแม้บุคคลเหล่านั้นจะเป็นผู้เห็นต่างก็ตาม”

ทั้งนี้ สส. รอมฎอน มองว่าการปั่นกระแสด้วย ข่าวปลอม ดังกล่าวไม่ได้มุ่งทำร้ายเพียงตัวบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อความพยายามในกระบวนการสร้าง สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกด้วย เขาจึงเรียกร้องให้ผู้ที่แชร์ข้อมูลคำนึงถึงความเสียหายต่อส่วนรวมและตระหนักว่าการสร้างความเกลียดชังจะทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ทำได้ยากยิ่งขึ้น

นายรอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

ทั้งนี้เราตรวจสอบคลิปการสัมภาษณ์ของ สส.รอมฎอน ปันจอร์ ในรายการประชาธิปไตยสองสี : ใบตองแห้ง EP 29 ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 ต.ค.67 ซึ่งเป็นตอนที่ชื่อว่า “ผมหวังว่าพี่พิศาลจะกลับมาสู้คดีตากใบ” ที่เผยแพร่ผ่านช่อง YouTube ของมติชนทีวี โดยในช่วงนาทีที่ 57 ของคลิปที่มีความยาวกว่า 1 ชม. 4 นาที มีช่วงที่ สส.รอมฎอน ระบุว่า

“ต่อให้พวกเขาเป็น BRN หรือเหมาทั้ง 58 คน ที่เป็นแกนนำแต่เป็นทั้ง 1,300 กว่าคน หากพวกเขาซุมเปาะฮ์ หรือให้สัตยาบันจะเป็นสมาชิกของ BRN อย่างเป็นเรื่องเป็นราวทุกคน รัฐไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนั้น รัฐที่ชอบธรรมไม่มีสิทธิ์ฆ่าประชาชน ฆ่าผู้เห็นต่างทางการเมืองแบบนั้น”

ภาพจากรายการประชาธิปไตยสองสี : ใบตองแห้ง EP 29 ตอน “ผมหวังว่าพี่พิศาลจะกลับมาสู้คดีตากใบ”

จากข้อความดังกล่าว ทำให้เห็นว่ามีการนำเอาข้อความเพียงบางส่วนมาใช้ในการเผยแพร่ รวมถึงบิดเบือนข้อความที่สร้างขึ้นมาเอง เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

คลิปรายการ

ทำไมโพสต์นี้จึงเกิดขึ้น ?

Thai PBS Verify ยังพบการเผยแพร่ข้อความเท็จจำนวนมากที่อ้างว่าเป็นคำพูดของ สส.รอมฎอน และ นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ที่ออกมาแสดงความเห็นปกป้องผู้ก่อเหตุลอบยิงทหารพราน ซึ่งล้วนแต่มีการบิดเบือนคำพูด และการสร้างข้อความเท็จขึ้นเอง เพื่อให้เชื่อมโยงกับความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นักวิชาการเตือนหากปล่อยไว้ไม่ควบคุมอาจกลายเป็นภัยคุกคามเชิงระบบในโลกดิจิทัล

ผศ. ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์และนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ รวมถึงวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ ประจำคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ชี้ให้เห็นว่า มลพิษทางข้อมูลในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น “ขบวนการเชิงระบบ” ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งมิติทางปัญญาและโครงสร้างทางสังคมไทย การทำความเข้าใจ “กลไกประทุษร้าย” ในระบบนิเวศนี้จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการกอบกู้สุขภาวะของสังคมข่าวสารให้กลับคืนมา

ผศ. ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์และนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ รวมถึงวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ ประจำคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

ชำแหละระบบนิเวศมลพิษทางข้อมูล

ผศ. ดร.วลักษณ์กมล มองข้อมูลดังกล่าวว่าเป็นมลพิษทางข้อมูล ที่ทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นพลวัตผ่าน 3 องค์ประกอบหลักที่สร้างสภาวะ Information Disorder Ecosystem ได้อย่างสมบูรณ์ ได้แก่

  • ผู้สร้าง (The Creators): กลุ่มปฏิบัติการที่มีเจตนาเชิงลบ (Malintent) มุ่งเน้นการผลิตข้อมูลเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามในเชิงอุดมการณ์และการเมือง โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดทอนความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลหรือองค์กรที่เห็นต่าง
  • ตัวข้อมูลและรูปแบบ (The Content & Format): มีการใช้เทคนิค สลับบริบท (Decontextualization) เช่น การนำภาพหรือคลิปเหตุการณ์จริงมาผูกโยงกับเรื่องเล่าใหม่ที่เป็นเท็จ รวมถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างข้อมูลสังเคราะห์ที่ทำให้พรมแดนระหว่างความจริงและความลวงพร่าเลือนจนยากจะแยกแยะ
  • ผู้รับสารในฐานะผู้ร่วมสร้าง (The Receivers as Co-creators): ปัจจัยที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ผู้รับสารไม่ได้เป็นเพียง “เหยื่อ” แต่กลายเป็น “ฟันเฟือง” ในกระบวนการผลิตซ้ำความเกลียดชัง โดยอาศัยพื้นฐานจากอคติ (Bias) ความเชื่อดั้งเดิม หรือความกลัวที่ฝังรากลึก เมื่อข้อมูลใดสอดรับกับความเชื่อหรือ “ยืนยันความกลัว” ของตน สัญชาตญาณในการส่งต่อจะทำงานทันทีโดยปราศจากการตรวจสอบ
    การประสานกันของทั้งสามส่วนนี้ทำให้น้ำเสียทางข้อมูลไหลทลักเข้าสู่หัวใจของผู้คน กลายเป็นวงจรที่ทำลายระบบคัดกรองทางสังคมและสร้างความเสียหายในระดับฐานราก

ต้องระวัง ‘ชาตินิยม’ บดบัง ‘ความเป็นมนุษย์’

ปรากฏการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในสังคมมลพิษข้อมูล คือการที่ “ความเห็นอกเห็นใจ” ถูกบดขยี้ด้วยแว่นตาแบบ “ชาตินิยมสุดโต่ง” สังคมไทยที่เคยภูมิใจในความมีเมตตาและรอยยิ้ม กลับแสดงออกด้วยการ “แช่งชักหักกระดูก” บนโลกออนไลน์อย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นสภาวะ “การทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในพื้นที่ดิจิทัล”

ผศ. ดร.วลักษณ์กมล ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการสร้าง “ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์” ผ่านการประทับตราในพื้นที่ชายแดนใต้ เช่น การตราหน้าว่า “สส. BRN”, “นักวิชาการโจร” หรือการกล่าวหาภาคประชาสังคมว่าเป็น “โฆษกกลุ่มขบวนการ” การใช้ถ้อยคำเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อ “ลดทอนคุณค่าความเป็นคน” ของฝ่ายตรงข้าม ทำให้ความเกลียดชังดูมีความชอบธรรม และเปลี่ยนพื้นที่ข่าวสารให้กลายเป็นสมรภูมิที่ข้อมูลไหลทลักแต่สังคมกลับไร้ซึ่งสติ

ภาษาได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นอาวุธ

ในสมรภูมิข้อมูลข่าวสาร ภาษาได้ถูกยกระดับให้กลายเป็นอาวุธ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงความหมายเชิงมโนทัศน์” ได้แก่

  • วาทกรรม “สันติภาพ”: จากคำที่มีความหมายงดงามและเป็นสากล กลับถูกบิดเบือนให้กลายเป็นคำที่น่าระแวงสงสัยเมื่อถูกใช้ในบริบทชายแดนใต้
  • วาทกรรม “BRN”: ถูกเปลี่ยนสภาพจากชื่อเรียกกลุ่มขับเคลื่อนทางการเมืองให้กลายเป็น “วาทกรรมที่ใช้สร้างสภาวะปีศาจ” (Demonization) เพื่อกระตุ้นอารมณ์โกรธแค้นและอคติในวงกว้าง

การบิดเบือนเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของการกำกับดูแล ที่ปล่อยให้ภาษาซึ่งควรเป็นเครื่องมือแห่งความเข้าใจ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือประหารทางสังคมผ่าน Hate Speech

เศรษฐศาสตร์ยอดคลิก สู่การขยายความเท็จ

ปัจจัยเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ข้อมูลแพร่กระจายเร็วอย่างรวดเร็ว คือ “เศรษฐศาสตร์ของสื่อดิจิทัล” ที่ผูกติดกับยอดคลิกและค่าโฆษณา ระบบนี้ทำให้ “โพสต์ปลอม” ที่เน้นการปั่นอารมณ์กลายเป็นสินค้าที่สร้างกำไรมหาศาล

มลพิษข้อมูลในชายแดนใต้มีมิติที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องเงินทอง แต่มันคือ “การแย่งชิงพื้นที่ในการนิยามความจริง” ในสภาวะสงครามข้อมูลข่าวสาร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงกลายเป็นดาบสองคมที่บั่นทอนสิทธิในการสื่อสารที่ถูกต้องของประชาชน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการเรียกร้องให้ “แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย” เข้ามารับผิดชอบผ่านกลไกการกำกับดูแลที่เข้มงวดกว่าเดิม

จริยธรรมสื่อและการคุ้มครองผู้เปราะบาง

เมื่อกระบวนการทางสังคมล้มเหลว การใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับนักกิจกรรมภาคประชาสังคม และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพียงคนธรรมดา ที่ไม่ได้มีฐานะทางเศรษฐกิจสูง

ประเด็นเร่งด่วนและร้ายแรงที่สุด: ผศ.ดร.วลักษณ์กมล เรียกร้องไปยังสื่อกระแสหลัก ที่ต้องทำหน้าที่เป็น “ตัวกรอง” ที่เข้มแข็ง ให้ร่วมกันยับยั้งการละเมิดสิทธิอย่างผิดมนุษยธรรม กรณีการนำรูปภาพ “เด็กอายุเพียง 4-5 ขวบ” ซึ่งเป็นบุตรของนักการเมืองหรือผู้สูญเสียมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง การกระทำเช่นนี้คือความล้มเหลวทางจริยธรรมที่ให้อภัยไม่ได้ และเป็นการละเมิดพื้นที่ส่วนตัวขั้นสูงสุดที่สังคมต้องร่วมกันตราหน้าว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยอมรับ

การแก้ปัญหามลพิษทางข้อมูลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถพึ่งพาเพียง “ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ” ในเชิงเทคนิคได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัยการกู้คืน “ความเป็นมนุษย์” ให้กลับมาเป็นแกนกลางของการสื่อสาร สังคมไทยต้องก้าวข้ามแว่นตาอคติและชาตินิยมที่บิดเบือน เพื่อมองเห็นความเจ็บปวดที่แท้จริงของเพื่อนร่วมสังคม

พันธกิจสำคัญของนักวิชาการและสื่อมวลชน คือการสร้าง “สุขภาวะของระบบนิเวศสื่อ” ให้กลับมาเป็นพื้นที่แห่งความรู้และสติ สันติภาพที่แท้จริงต้องการ “ลมหายใจที่สะอาด” ของข้อมูลข่าวสารที่เป็นธรรม เพื่อเป็นเกราะป้องกันความเกลียดชังและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ทุกคนในพื้นที่ขัดแย้งอย่างยั่งยืน

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?

สส.รอมฎอน ปันจอร์ “ไม่ได้กล่าวข้อความดังกล่าว” หลังเหตุการณ์นราธิวาส: ข้อความที่ระบุว่า สส.รอมฎอน กล่าวว่า “BRN ไม่ผิด รัฐไม่มีสิทธิ์ไปตามล่าจับกุม” เป็นการสร้างข้อความเท็จขึ้นมาเองผสมกับการตัดต่อ เพื่อทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าเขาสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ

เป็นการนำคลิปเก่าปี 2567 เรื่อง “คดีตากใบ” มาตัดต่อสลับบริบท (Decontextualization): คลิปต้นฉบับมาจากรายการ ประชาธิปไตยสองสี : ใบตองแห้ง EP 29 ช่องมติชนทีวี เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2567 ซึ่งเป็นการอภิปรายเรื่องคดีตากใบ โดยบริบทที่แท้จริง สส.รอมฎอน ต้องการเน้นย้ำถึง “หลักนิติรัฐ” ว่า รัฐที่ชอบธรรมไม่มีสิทธิ์พรากชีวิตหรือละเมิดความเป็นมนุษย์ของผู้ควบคุมตัว แม้บุคคลเหล่านั้นจะเป็นผู้เห็นต่างทางการเมืองก็ตาม

พบการสร้างข่าวปลอมโจมตีเป็นแพ็กเกจ: นอกเหนือจาก สส.รอมฎอน แล้ว ยังพบข้อความเท็จในลักษณะเดียวกันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโจมตี นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยบิดเบือนว่าออกมารับรองหรือปกป้องผู้ก่อเหตุลอบยิงทหารพราน ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลปลอมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อโยงเข้ากับความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

  • การสัมภาษณ์ตรงกับผู้ถูกกล่าวหา: นายรอมฎอน ปันจอร์ ยืนยันว่าข้อความดังกล่าวเป็นการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนบนสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อมุ่งทำลายความน่าเชื่อถือส่วนบุคคล และส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การตัดต่อดังกล่าวเป็นการเอาคำพูดเรื่องนิติรัฐในคดีตากใบเมื่อสองปีก่อนมาสวมรอย
  • การตรวจเทียบกับวิดีโอต้นฉบับ (Fact & Video Verification): ทีมข่าวได้เข้าตรวจสอบเทปรายการ ประชาธิปไตยสองสี : ใบตองแห้ง EP 29 ยอดหลังเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2567 บน YouTube ของมติชนทีวี นาทีที่ 57 พบประโยคจริงที่ระบุว่า: “ต่อให้พวกเขาเป็น BRN หรือเหมาทั้ง 58 คน ที่เป็นแกนนำแต่เป็นทั้ง 1,300 กว่าคน หากพวกเขาซุมเปาะฮ์ หรือให้สัตยาบันจะเป็นสมาชิกของ BRN อย่างเป็นเรื่องเป็นราวทุกคน รัฐไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนั้น รัฐที่ชอบธรรมไม่มีสิทธิ์ฆ่าประชาชน ฆ่าผู้เห็นต่างทางการเมืองแบบนั้น” ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการพูดถึงขอบเขตอำนาจรัฐตามกฎหมาย ไม่ใช่การบอกว่า BRN ไม่มีความผิดหรือห้ามจับกุมตามที่โพสต์ปลอมกล่าวอ้าง
  • การวิเคราะห์เชิงวิชาการด้านเทคโนโลยีสื่อ: ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล นักวิชาการอาวุโส คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ร่วมชำแหละระบบนิเวศมลพิษทางข้อมูล (Information Disorder Ecosystem) พบว่าเคสนี้เป็นการทำงานประสานกัน 3 ส่วน คือ ผู้สร้าง ที่มีเจตนาลบ (Malintent), ตัวเนื้อหา ที่ใช้เทคนิคสลับบริบท (Decontextualization), และ ผู้รับสาร ที่กลายเป็นผู้ส่งต่อซ้ำเพราะอคติและความกลัว

ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้

  • กระทบต่อกระบวนการสร้างสันติภาพชายแดนใต้: การปั่นข่าวลวงไม่ได้ทำร้ายแค่ตัวบุคคล แต่สร้างความตระหนกและเพิ่มรอยแตกร้าว ทำให้การแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ทำได้ยากยิ่งขึ้น
  • การใช้ภาษาเป็นอาวุธและลดทอนความเป็นมนุษย์ (Demonization & Hate Speech): มลพิษทางข้อมูลใช้คำว่า “สันติภาพ” หรือ “BRN” เป็นวาทกรรมสร้างสภาวะปีศาจ กระตุ้นอารมณ์โกรธแค้น จนเกิดการแปะป้ายประทับตรา เช่น “สส. BRN” หรือ “นักวิชาการโจร” เพื่อลดทอนคุณค่าความเป็นคนของผู้เห็นต่าง
  • ละเมิดสิทธิเด็กและบุคคลเปราะบาง: การขยายตัวของความเกลียดชังในระบบนิเวศสื่อ นำไปสู่ความล้มเหลวทางจริยธรรม เช่น การนำภาพเด็กอายุเพียง 4-5 ขวบ ซึ่งเป็นบุตรของนักการเมืองหรือผู้สูญเสีย มาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมืองบนโลกออนไลน์

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

  • ไม่เป็นฟันเฟืองส่งต่อความเกลียดชัง: ผู้รับสารต้องหยุดสัญชาตญาณการแชร์ทันทีเมื่อเจอเนื้อหาที่ “เน้นย้ำความกลัว” หรือ “ตรงกับอคติส่วนตัว” ควรตั้งสติและตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนส่งต่อ
  • เช็กบริบทและคลิปเต็มก่อนด่วนตัดสิน: หากพบข้อความอ้างว่าเป็นคำพูดของนักการเมืองหรือภาคประชาสังคมในคดีความมั่นคง ให้ค้นหาวิดีโอต้นฉบับเต็มเพื่อดูบริบทที่แท้จริง ไม่เชื่อเพียงข้อความพาดหัวบนรูปภาพ
  • เรียกร้องจริยธรรมสื่อและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย: สื่อกระแสหลักต้องทำหน้าที่เป็นตัวกรองที่เข้มแข็ง ยับยั้งการนำรูปเด็กและครอบครัวมาโจมตีทางการเมือง ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มต้องมีกลไกกำกับดูแลขบวนการปั่นมลพิษทางข้อมูลอย่างจริงจัง
  • ช่วยกันรายงานภัยข่าวลวง: หากพบเห็นโพสต์บิดเบือนคำพูดเพื่อสร้าง Hate Speech ในพื้นที่ชายแดนใต้ สามารถส่งลิงก์มาให้ทีมงาน Thai PBS Verify ช่วยทำการตรวจสอบเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยร่วมกัน
Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน