คลิป “อนุทิน” ให้สัมภาษณ์คดีฮั้ว สว. พบเป็นภาพ Deepfake ตัดต่อผสมเสียงสัมภาษณ์เก่า

Thai PBS Verify พบที่มาของข่าวบิดเบือนจาก: Facebook
ภาพโพสต์คลิปบิดเบือนจาก Facebook
Thai PBS Verify พบโพสต์จากบัญชีผู้ใช้รายหนึ่งเผยแพร่คลิป อ้างว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นเอกสารสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยในคลิปมีการระบุข้อความและเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ว่า “รัฐบาลนี้ไม่รู้จักคำว่ามีนอกมีใน มีแต่ให้ประชาชน พวกผมมาทำงานจะไม่ทนเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว…”
โดยข้อความประกอบคลิประบุว่า พวกผมมันคนตอแหล นายกฯ ชี้ คนปล่อย เอกสารสำนวนคดีฮั้ว สว. เจตนาไม่ดีแน่นอน
โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 และมียอดรับชมมากกว่า 12,000 ครั้ง
ตรวจสอบคลิปนายกฯ “อนุทิน” ให้สัมภาษณ์ ถูกบิดเบือนอย่างไร ?
เมื่อนำภาพมาแยกคีย์เฟรมจากคลิปก่อนไปตรวจสอบด้วย Google Lens พบว่าภาพดังกล่าวตรงกับรายงานข่าวของสำนักข่าว One News เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบต้นฉบับของ One News พบว่าเป็นภาพนิ่ง ไม่ใช่คลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์ตามที่โพสต์ดังกล่าวกล่าวอ้าง
ค้นหาที่มาของภาพพบตรงกับรายงานของสำนักข่าว One News
ภาพต้นฉบับ รายงาน อนุทิน ชาญวีรกุล ให้สัมภาษณ์กรณีเอกสารสำนวนคดีฮั้ว สว.
รานงาน One News ระบุ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ยอมรับว่าสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีฮั้ว สว.หลุด ว่า มันมีกฎหมายอยู่แล้วว่า ใครเอาเอกสารทางราชการออกมา ก็มีการระบุความผิดไว้อยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับตน อยู่ที่หน่วยงานจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร
.
เมื่อถามว่า ข้อมูลดังกล่าวหลุดมาจากรัฐมนตรีคนก่อนใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนจะไปรู้ได้อย่างไร ซึ่งกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เขาต้องทำ เพราะถ้าเขาไม่ทำ เขาจะโดนกล่าวหาว่าทำเอกสารรั่วออกไป ตรงนี้ก็ดีอย่าง เพราะเมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดีแล้วทุกคนก็จะได้มีช่องที่จะบอกได้ว่าเอกสารมันรั่วออกไปได้อย่างไร
.
“มันไม่ควรนะ มันเป็นเอกสารทางราชการ ใครเอาออกไปมันหาไม่ยากหรอก เราก็จะดำเนินคดีอย่างเต็มที่เท่านั้นเอง”
.
ส่วนจะมองเจตนาของคนปล่อยข้อมูลอย่างไร เป็นการหวังทำลายรัฐบาลใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่ใช่เจตนาดีแน่นอน ไม่เห็นต้องถามเลย”
ทั้งนี้รายงานของสำนักข่าว One News เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 ซึ่งตรงกับวันที่มีรายงานข่าวจาก Thai PBS ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นเอกสารสำนวนคดีฮั้วเลือก สว.
ตรวจสอบแล้วสร้างจาก AI-Deepfake
นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบด้วยคำสำคัญที่เกี่ยวข้องและค้นหาภาพย้อนกลับผ่าน Google Lens ยังไม่พบแหล่งที่มาของคลิปวิดีโอต้นฉบับ
เมื่อนำภาพส่วนหนึ่งจากคลิปวิดีโอดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบ AI จากเว็บไซต์ Hive Moderation พบว่า คลิปดังกล่าวมีแนวโน้มสร้างจาก AI-Deepfake
นอกจากนี้ ยังพบข้อสังเกตว่า การขยับปากของนายกรัฐมนตรีไม่สอดคล้องกับเสียงที่ปรากฏในคลิป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่อาจบ่งชี้ว่าภาพดังกล่าวถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วยเทคโนโลยี AI-Deepfake
ตรวจสอบภาพ AI
เปรียบเทียบระหว่างคลิปที่สร้างจาก AI-Deepfake และภาพต้นฉบับจากสำนักข่าววันนิวส์
นอกจากนี้ Thai PBS Verify ตรวจสอบเสียงในคลิปที่ระบุว่าเป็นคำให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน “รัฐบาลนี้ไม่รู้จักคำว่ามีนอกมีใน มีแต่ให้ประชาชน พวกผมมาทำงานจะไม่ทนเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว…”
เมื่อค้นหาด้วยคำสำคัญจากเสียงในคลิป พบว่าเป็นบางช่วงของการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 69 ซึ่งเผยแพร่โดย มติชน โดยเนื้อหาต้นฉบับระบุพาดหัวข่าวว่า นายกตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีโครงการ TH-AI Pssapaort จะบานปลายหรือไม่
ภาพจาก มติชน
นอกจากนี้ ยังพบช่วงการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเผยแพร่ผ่านสำนักข่าว Nation ด้วย ระบุ นายกฯ ลั่น รัฐบาลนี้ไม่รู้จักคำว่ามีนอกมีใน ยันเดินหน้า TH-AI Passport บอก “รมว.-ปลัดดีอี” แจงหมดแล้ว
ภาพจากสำนักข่าว Nation
ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่า ภาพในคลิปถูกนำมาดัดแปลงเพิ่มเติมด้วย AI-Deepfake ขณะที่เสียงสัมภาษณ์จากเหตุการณ์ในอดีตถูกนำมาตัดต่อประกอบกัน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินในเหตุการณ์เดียวกัน จึงเข้าข่ายเป็นการบิดเบือนข้อมูล
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
ตรวจสอบพบว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปบิดเบือน โดยนำภาพขณะนายอนุทินให้สัมภาษณ์กรณีเอกสารคดีฮั้ว สว. มาดัดแปลงด้วย Deepfake และนำเสียงจากการให้สัมภาษณ์คนละเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 69 ซึ่งเป็นประเด็นการเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport มาตัดต่อประกอบ ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นคำสัมภาษณ์ของนายอนุทินเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. ในวันเดียวกัน ทั้งที่นายอนุทินให้สัมภาษณ์เรื่องเอกสารคดีฮั้ว สว. จริงเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69
กระบวนการตรวจสอบ
1.ตรวจสอบด้วย Google Lens: พบว่าภาพดังกล่าวตรงกับรายงานข่าวของสำนักข่าว One News เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 69 อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบต้นฉบับของ One News พบว่าเป็นภาพนิ่ง ไม่ใช่คลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์ตามที่โพสต์ดังกล่าวกล่าวอ้าง
2.ตรวจสอบภาพ AI: เมื่อนำภาพส่วนหนึ่งจากคลิปวิดีโอดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบ AI จากเว็บไซต์ Hive Moderation พบว่า คลิปดังกล่าวมีแนวโน้มสร้างจาก AI-Deepfake
3.ค้นหาด้วยคำสำคัญ: Thai PBS Verify ตรวจสอบเสียงในคลิปที่ระบุว่าเป็นคำให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน “รัฐบาลนี้ไม่รู้จักคำว่ามีนอกมีใน มีแต่ให้ประชาชน พวกผมมาทำงานจะไม่ทนเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว…”
เมื่อค้นหาด้วยคำสำคัญจากเสียงในคลิป พบว่าเป็นบางช่วงของการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 69 ซึ่งเผยแพร่โดย มติชน โดยเนื้อหาต้นฉบับระบุพาดหัวข่าวว่า นายกตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีโครงการ TH-AI Pssapaort จะบานปลายหรือไม่
ผลกระทบจากการได้รับข้อมูลนี้
1.ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับคำพูดของบุคคล
การนำเสียงจากคนละเหตุการณ์มาตัดต่อกับภาพเหตุการณ์ใหม่ อาจทำให้ผู้รับสารเข้าใจว่า บุคคลในคลิปพูดข้อความดังกล่าวในบริบทเดียวกัน ทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นคนละช่วงเวลา
2.ทำให้เข้าใจบริบทของข่าวคลาดเคลื่อน
เมื่อภาพและเสียงไม่ใช่เหตุการณ์เดียวกัน ผู้ชมอาจเชื่อมโยงคำพูดกับประเด็นข่าวผิดเรื่อง และเข้าใจจุดยืนหรือท่าทีของบุคคลนั้นแตกต่างจากข้อเท็จจริง
3.ส่งผลต่อการรับรู้ประเด็นทางการเมือง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและคดีสำคัญ หากถูกนำเสนอด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงกับเหตุการณ์จริง อาจทำให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์ทางการเมืองจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
4.สร้างความเข้าใจผิดต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ผู้ที่รับชมโดยไม่ทราบว่าเป็นคลิปตัดต่อ อาจเข้าใจว่าบุคคลดังกล่าวมีถ้อยคำหรือท่าทีตามที่ปรากฏในคลิป และนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ตรวจสอบ
5.ทำให้ข้อมูลบิดเบือนแพร่กระจายต่อได้ง่าย
คลิปที่ใช้ภาพบุคคลจริงและเสียงที่ฟังดูสอดคล้องกับเหตุการณ์ สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้สูง หากมีการแชร์ต่อโดยขาดการตรวจสอบ อาจทำให้ข้อมูลบิดเบือนเข้าถึงผู้คนในวงกว้าง
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
1.อย่าเพิ่งเชื่อหรือแชร์ทันที
หากเป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะหรือประเด็นอ่อนไหว ควรหยุดตรวจสอบก่อน โดยเฉพาะเมื่อมีข้อความประกอบที่ชี้นำหรือเร้าอารมณ์
2.ตรวจสอบว่าภาพมาจากเหตุการณ์ใด
ลองจับภาพคีย์เฟรมที่เห็นใบหน้า สถานที่ หรือฉากหลังชัดเจน แล้วค้นหาด้วย Google Lens หรือระบบค้นหาภาพย้อนกลับ เพื่อดูว่าภาพเคยถูกเผยแพร่ที่ใดและเมื่อใด
3.ค้นหาคำพูดจากเสียงในคลิป
เลือกประโยคที่เป็นคำพูดเฉพาะหรือประโยคสำคัญไปค้นหาใน Google และสื่อข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อดูว่าคำพูดนั้นมาจากการสัมภาษณ์ครั้งใด
4.เปรียบเทียบกับคลิปหรือรายงานข่าวต้นฉบับ
หากพบข่าวที่ตรงกัน ควรตรวจสอบวัน เวลา สถานที่ และบริบทของการสัมภาษณ์ เพราะภาพและเสียงอาจถูกนำมาจากคนละเหตุการณ์แล้วตัดต่อเข้าด้วยกัน
5.สังเกตความผิดปกติของภาพและเสียง และตรวจสอบเพิ่มเติม
หากพบการขยับปากไม่สัมพันธ์กับเสียง ใบหน้าหรือรายละเอียดภาพผิดธรรมชาติ หรือบุคคลพูดข้อความที่ไม่พบในรายงานข่าวต้นฉบับ ควรสงสัยว่าอาจมีการตัดต่อหรือใช้ AI-Deepfake และควรตรวจสอบกับแหล่งข่าวต้นทางก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ










