ตรวจสอบ: ข้อความอ้างผู้สูงอายุห้ามกิน “ข้าวกล้อง-ไรซ์เบอร์รี” เพราะจะทำให้ไตเสื่อม-หัวใจโต

Thai PBS Verify ตรวจสอบพบแหล่งข่าวบิดเบือน: LINE
ช่วงที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ข้อความส่งต่อบนสื่อสังคมออนไลน์ และมีผู้แจ้งข้อมูลเข้ามายังช่องทางของ Thai PBS Verify เพื่อให้ตรวจสอบคำกล่าวอ้างว่า ผู้สูงอายุที่เริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของไต ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานข้าวไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้องและข้าวไรซ์เบอร์รี เป็นจริงหรือไม่
คำกล่าวอ้างที่แชร์ต่อกันมา ระบุว่า
หลายบ้านรักสุขภาพ สรรหาข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวกล้อง ให้คุณตาคุณยายทานเพราะคิดว่าดี แต่ สมาคมแพทย์โรคไตและผู้เชี่ยวชาญ ออกมาเตือนแล้วว่า “ไม่จริงเสมอไป!” สำหรับผู้สูงอายุวัย 70 ปีขึ้นไป ที่ระบบไตเริ่มทำงานช้าลงตามวัยจ้า!
ทำไมสูงวัยต้องกลับมาทาน “ข้าวขาว”?
ในจมูกข้าวและรำข้าวของข้าวไรซ์เบอร์รี/ข้าวกล้อง มีแร่ธาตุที่เรียกว่า “ฟอสฟอรัส” สูงมากๆ เมื่อไตของผู้สูงอายุเริ่มกรองได้น้อยลง แร่ธาตุตัวนี้จะสะสมในเลือด ทำให้ กระดูกพรุน เปราะหักง่าย และหลอดเลือดหัวใจแข็งตัว
คุณหมอจึงแนะนำว่า สูงวัยควรทาน “ข้าวขาวขัดสี” (เช่น ข้าวหอมมะลิ) ดีที่สุด! เพราะฟอสฟอรัสต่ำมาก ช่วยเซฟไต ไม่ให้ไตต้องทำงานหนักเกินไปจ้า
ภาพข้อความอ้างข้าวกล้อง–ไรซ์เบอร์รี่ ทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยง “ไตเสื่อม–หัวใจโต”
ข้าวกล้อง–ไรซ์เบอร์รี ทำผู้สูงอายุ “ไตเสื่อม–หัวใจโต” จริงหรือ?
Thai PBS Verify ไขข้อสงสัยนี้ กับ อ.ดร.วัชรพล ขุนอินทร์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล ซึ่งระบุว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อมูลบิดเบือน อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากเป็นการนำคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไตมาใช้กับคนอีกทั่วไป
จริง ๆ แล้ว ข้อความนี้เหมือนเป็นการนำคำแนะนำของผู้ป่วยโรคไตมาใช้ผิดกลุ่ม คือ นำมาบอกให้คนที่ยังไม่เป็นโรคไตต้องจำกัดอาหารแทนครับ
โพสต์ที่แชร์ต่อกันจำนวนมากเตือนว่าผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปไม่ควรกินข้าวกล้องและข้าวไรซ์เบอร์รี เพราะฟอสฟอรัสสูงจะทำให้ไตเสื่อม กระดูกพรุน และหัวใจโต แต่การตรวจสอบกับแนวทางเวชปฏิบัติสากลและงานวิจัย ดร.วัชรพลกล่าวว่า คำแนะนำให้จำกัดฟอสฟอรัสนี้ใช้กับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังตามที่มีการวินิจฉัยผลตรวจเลือดแล้วเท่านั้น ไม่ได้กำหนดตามอายุ และหากผู้สูงอายุเปลี่ยนไปกินข้าวขาวทั้งหมดตามโพสต์ อาจเสียประโยชน์จากการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ ด้านการควบคุมน้ำตาล และระบบขับถ่าย
อ.ดร.วัชรพล ขุนอินทร์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล
“จากการตรวจสอบกับแนวทางเวชปฏิบัติด้านโรคไตระดับสากล ข้อมูลองค์ประกอบอาหาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่าข้อความดังกล่าวมีข้อมูลจริงเพียงบางส่วน แต่กลับนำไปใช้สรุปแบบเหมารวม และคลาดเคลื่อน และอาจก่อผลเสียหากผู้อ่านปฏิบัติตาม”
ข้าวกล้องมีฟอสฟอรัสมากกว่าข้าวขาวจริง แต่ส่วนต่างน้อย
อ.ดร.วัชรพล ขุนอินทร์ ระบุว่า ฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ ใช้สร้างกระดูกและฟัน และเป็นส่วนประกอบของสารให้พลังงานในเซลล์ ส่วนรำข้าวและจมูกข้าวซึ่งยังคงอยู่ในข้าวกล้องและข้าวไรซ์เบอร์รีมีฟอสฟอรัสมากกว่าข้าวขาวที่ผ่านการขัดสีแล้ว
ข้อมูลองค์ประกอบอาหารระบุว่า ข้าวกล้องหุงสุก 1 ทัพพีมีฟอสฟอรัสประมาณ 50–80 มิลลิกรัม ขณะที่ข้าวขาวมีประมาณ 20–35 มิลลิกรัม เมื่อเทียบกับปริมาณที่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรได้รับวันละประมาณ 700 มิลลิกรัม ส่วนต่างระหว่างข้าวสองชนิดจึงเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยของความต้องการในแต่ละวัน ไม่ใช่ระดับที่เรียกว่า “สูงมาก” ตามที่ข้อความดังกล่าวระบุ
อายุมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าต้องจำกัดฟอสฟอรัส
อ.ดร.วัชรพล ขุนอินทร์ อธิบายถึงการทำงานของไตลดลงตามอายุว่าเป็นเรื่องจริง แต่ในผู้สูงอายุที่ไม่ได้เป็นโรคไตเรื้อรัง หรือเป็นในระยะเริ่มต้น ร่างกายยังควบคุมระดับฟอสฟอรัสในเลือดได้ตามปกติ ฟอสฟอรัสส่วนเกินสามารถถูกขับออกทางปัสสาวะได้
“ภาวะฟอสฟอรัสในเลือดสูงมักพบในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ไตทำงานลดลงมาก แนวทางเวชปฏิบัติระดับสากลทั้งฉบับโภชนบำบัดโรคไต (KDOQI 2020) และฉบับล่าสุดของ KDIGO ปี 2024 จึงแนะนำให้ปรับการได้รับฟอสฟอรัสตามผลตรวจเลือดของผู้ป่วยแต่ละราย โดยไม่ได้กำหนดเกณฑ์ตามอายุ”
ฟอสฟอรัสจากข้าวกล้อง-ไรซ์เบอร์รี่ มีน้อยกว่าในอาหารแปรรูป
อ.ดร.วัชรพล ขุนอินทร์ อธิบายในประเด็นของฟอสฟอรัสในข้าวไม่ขัดสีว่ามีปริมาณที่ไม่น่ากังวลเท่าในอาหารแปรรูป
ในรำข้าวส่วนใหญ่อยู่ในรูปสารที่เรียกว่า “ไฟเตต” ซึ่งร่างกายมนุษย์ย่อยได้จำกัด งานวิจัยพบว่าฟอสฟอรัสจากพืชดูดซึมได้ประมาณร้อยละ 20–50 ขณะที่สารเติมแต่งฟอสเฟตในอาหารแปรรูปดูดซึมได้มากกว่าร้อยละ 90 งานวิจัยในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังพบว่า ผู้ที่ได้รับโปรตีนจากพืชมีระดับฟอสฟอรัสในเลือดต่ำกว่าผู้ที่ได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ แม้ได้รับฟอสฟอรัสในปริมาณใกล้เคียงกัน แนวทางโภชนบำบัดโรคไตจึงแนะนำให้พิจารณาทั้ง “ปริมาณ” และ “แหล่งที่มา” ของฟอสฟอรัส และไม่ได้ห้ามธัญพืชไม่ขัดสีแบบเหมารวม
แหล่งฟอสฟอรัสที่ควรระวังมากกว่าคืออาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูป ได้แก่ ไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น หมูยอ เนื้อหมัก อาหารแช่แข็ง ขนมกรุบกรอบ และน้ำอัดลมสีเข้ม ซึ่งมักใช้สารฟอสเฟตเป็นสารปรุงแต่ง
“กระดูกพรุน–หัวใจโต” เป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคไต ไม่ใช่ผลจากข้าวกล้อง
ในประเด็นภาวะกระดูกเปราะและหลอดเลือดแข็งตัวจากความผิดปกติของแร่ธาตุ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง อาจารย์ภาควิชาโภชนวิทยา กล่าวว่า ไม่ใช่ผลจากการกินข้าวกล้องในผู้ที่ไตทำงานปกติ
ส่วนภาวะหัวใจโต หรือหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัว มีสาเหตุหลักจากความดันโลหิตสูง ภาวะน้ำเกิน และภาวะซีด ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังยังพบว่าฮอร์โมน FGF23 ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นจากเซลล์กระดูก ที่มีหน้าที่หลักในการควบคุมสมดุลของฟอสเฟตและวิตามินดีในร่างกาย จะมีระดับสูงขึ้นเมื่อไตเสื่อม และมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจโตด้วย ซึ่งนี่เป็นผลจากตัวโรคไตเอง ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่เชื่อมโยงการกินข้าวกล้องกับภาวะหัวใจโตในคนทั่วไป
สรุปใครกินได้ ใครต้องหลีกเลี่ยง “ข้าวกล้อง-ไรซ์เบอร์รี่”
กลุ่มคนทั่วไปที่สุขภาพดี กินข้าวกล้อง–ไรซ์เบอร์รีได้ ไตสามารถขับฟอสฟอรัสส่วนเกินได้ตามปกติ และการกินข้าวไม่ขัดสี ร่างกายจะได้ประโยชน์จากใยอาหาร
ผู้สูงอายุที่ไตปกติหรือเสื่อมเล็กน้อย กินข้าวกล้อง–ไรซ์เบอร์ได้ตามปกติ อายุที่มากขึ้นไม่ได้แปลว่าฟอสฟอรัสในเลือดสูง สิ่งที่ต้องปรับคือความนุ่มและปริมาณ ไม่ใช่เลิกกิน
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ต้องขึ้นกับระยะโรคและผลเลือดระยะต้นมักไม่ต้องจำกัดการกินข้าวกล้อง-ไรซ์เบอร์รี แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยโรคไตระยะท้ายต้องดูเรื่องฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในเลือด
ในส่วนผู้ป่วยหัวใจโต กินข้าวกล้อง–ไรซ์เบอร์รี่ได้ หัวใจโตไม่ได้เกิดจากข้าวกล้อง สิ่งที่ต้องควบคุมคือโซเดียมและปริมาณน้ำ
- คนทั่วไปที่สุขภาพดี
ไม่มีความเสี่ยงจากฟอสฟอรัส และมีหลักฐานว่าได้ประโยชน์ งานวิจัยติดตามประชากรขนาดใหญ่พบว่าการกินข้าวกล้องแทนข้าวขาวสัมพันธ์กับความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ลดลง และการกินธัญพืชไม่ขัดสีสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ลดลง
- ผู้สูงอายุ
สิ่งที่ควรปรับไม่ใช่การเลิกกิน แต่เป็นวิธีเตรียมและปริมาณ ผู้สูงอายุที่ฟันไม่ครบหรือเคี้ยวลำบาก ควรแช่ข้าวก่อนหุง 1–2 ชั่วโมง เพิ่มน้ำในการหุง หรือผสมข้าวกล้องกับข้าวขาวในสัดส่วน 1 ต่อ 1 แล้วค่อยเพิ่มสัดส่วนข้าวกล้อง ส่วนผู้สูงอายุที่ผอม น้ำหนักลด หรือมีภาวะขาดสารอาหาร ควรระวังว่าใยอาหารที่มากอาจทำให้อิ่มเร็วจนได้พลังงานไม่เพียงพอ
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
โรคไตเรื้อรังระยะต้นส่วนใหญ่ยังมีระดับฟอสฟอรัสในเลือดปกติและไม่จำเป็นต้องจำกัดฟอสฟอรัสจากอาหารธรรมชาติ ส่วนระยะท้ายและผู้ฟอกไตต้องปรับตามผลเลือด โดยต้องพิจารณาโพแทสเซียมด้วย เพราะข้าวกล้องมีโพแทสเซียมสูงกว่าข้าวขาว ซึ่งสำคัญมากในผู้ที่ได้รับยาลดความดันกลุ่มยับยั้งเอนไซม์บางชนิด หรือยาขับปัสสาวะบางชนิด
ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ควรงดอาหารเองตามข้อมูลในสื่อออนไลน์ เพราะภาวะขาดสารอาหารและมวลกล้ามเนื้อลดลงเป็นปัญหาสำคัญที่สัมพันธ์กับผลการรักษาที่แย่ลง
- ผู้ป่วยหัวใจโต
อาหารที่ต้องควบคุมอย่างเคร่งครัดคือโซเดียมและปริมาณน้ำตามที่แพทย์กำหนด ได้แก่ เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงปรุงรส และอาหารแปรรูป ส่วนข้าวกล้องและข้าวไรซ์เบอร์รี่ไม่มีโซเดียม จึงกินได้ตามปกติ หากมีโรคไตร่วมด้วยให้ยึดผลตรวจเลือดเป็นหลัก
“ข้าวกล้องและข้าวไรซ์เบอร์รี่มีใยอาหาร แมกนีเซียม และวิตามินบี 1 ไนอาซิน และวิตามินบี 6 มากกว่าข้าวขาว ใยอาหารช่วยลดปัญหาท้องผูกซึ่งพบบ่อยในผู้สูงอายุ และข้าวไม่ขัดสีทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นช้ากว่าข้าวขาว
“หากผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานเปลี่ยนมากินข้าวหอมมะลิขัดสีทั้งหมดตามคำแนะนำในโพสต์ อาจทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดยากขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงเรื่องฟอสฟอรัสที่โพสต์เตือนนั้นไม่ได้มีอยู่จริงในผู้ที่ไตทำงานปกติ
“คำแนะนำเรื่องการจำกัดฟอสฟอรัสเป็นของผู้ป่วยโรคไตที่มีผลเลือดผิดปกติ ไม่ใช่ของผู้สูงอายุทุกคน การนำมาใช้ข้ามกลุ่มทำให้ผู้สูงอายุที่แข็งแรงต้องเลิกอาหารที่เป็นประโยชน์โดยไม่จำเป็น สิ่งที่ช่วยลดภาระไตได้มากกว่าคือการลดอาหารแปรรูปที่เติมสารฟอสเฟต ไม่ใช่การเลิกข้าวกล้อง” อ.ดร.วัชรพล กล่าว
ข้อความอ้างระบุว่า สมาคมโรคไตฯ แนะนำเรื่องดังกล่าว เป็นความจริงหรือไม่?
Thai PBS Verify ได้ติดต่อสอบถามไปยัง นพ.วุฒิเดช โอภาศเจริญสุข นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับคำกล่าวอ้างดังกล่าวที่อ้างถึงทางสมาคมฯ ยืนยันว่า สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ไม่เคยแถลงเนื้อหาดังกล่าว
นอกจากนี้จากการค้นหาคำสำคัญ พบเพียงรายงานคำแนะนำสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2565 (ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม) ซึ่งเป็นเนื้อหาที่แนะนำเรื่องการรักษาระดับฟอสเฟตในเลือดสูงในโรคไตเรื้อรัง ระบุดังนี้
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3a-5 ควรได้รับคำแนะนำหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบ ฟอสฟอรัสชนิดอนินทรีย์ (inorganic phosphorus) สูง โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมทางเคมีที่ใช้ในกา ถนอมอาหารและปรุงอาหาร
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะ 3a-4 ที่มีระดับฟอสเฟตในเลือดสูงกว่า 4.5 มก./ดล. และระยะ 5 ที่มีระดับฟอสเฟตในเลือดสูงกว่า 5.5 มก./ดล. ควรได้รับการประเมินองค์ประกอบของโปรตีนและฟอสฟอรัสในอาหารและยา โดยควรวางแผนโภชนาการและการใช้ยาเพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับปริมาณฟอสฟอรัสมากเกินจำเป็น แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีฟอสเฟตเป็นส่วนประกอบไม่เกิน 800-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
สรุป คือ ผู้ป่วยโรคไตบางกลุ่มต้องควบคุมปริมาณฟอสฟอรัสที่ได้รับ โดยเฉพาะผู้ที่มีฟอสเฟตในเลือดสูง แต่คำแนะนำนี้เป็นคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไต ที่ให้ระวัง อาหารที่เติมสารฟอสฟอรัสเพื่อใช้ในการถนอมอาหารหรือปรุงแต่งอาหาร
รายงานคำแนะนำสำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต พ.ศ. 2565 (ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม)
นอกจากนี้ ยังพบรายงานจากสาสุขชัวร์ ของกรมอนามัย เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 69 ซึ่งเคยตรวจสอบคำกล่าวอ้างดังกล่าวและระบุว่าเป็นข้อมูลบิดเบือน
ระบุ
ปัจจัยที่ทำให้ไตเสื่อมได้เร็ว ได้แก่ โรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ไม่ดี เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การใช้ยาหรือยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน การดื่มน้ำน้อย การสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง พันธุกรรม กินอาหารเค็มหรือมีฟอสฟอรัสสูง เช่น ไส้กรอก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
แต่ในข้าวไรซ์เบอร์รี่-ข้าวกล้องหุงสุก 100 กรัม มีฟอสฟอรัสที่น้อยมากจนกลายเป็น 0 มก. ในข้าวเจ้านึ่ง มีฟอสฟอรัส 11 มก. ผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ควรได้รับฟอสฟอรัส 3 กรัมต่อวัน หากขาดจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานผิดปกติ อาจเกิดอาการ เบื่ออาหาร ซีด ปวดกระดูก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ ดังนั้น ผู้สูงอายุควรกินอาหารตามคำแนะนำของธงโภชนาการและปฏิบัติตามโภชนบัญญัติ 9 ประการ แต่สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต หรือ เบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อปรับปริมาณอาหารให้เหมาะสมกับสุขภาพ
ภาพรายงาน สาสุขชัวร์ กรมอนามัย
เรื่องจริงเป็นอย่างไร
- ผู้สูงอายุอายุ 70 ปีขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องงดข้าวกล้องหรือข้าวไรซ์เบอร์รี หากไม่ได้มีภาวะที่แพทย์แนะนำให้จำกัดฟอสฟอรัส
- ข้าวกล้องและข้าวไรซ์เบอร์รีมีฟอสฟอรัสมากกว่าข้าวขาวจริง แต่เป็นสัดส่วนที่เล็กน้อย ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ไตเสื่อมหรือหัวใจโต
- การจำกัดฟอสฟอรัสเป็นคำแนะนำสำหรับ ผู้ป่วยโรคไตบางกลุ่ม โดยพิจารณาจากระยะของโรคและผลเลือด ไม่ได้กำหนดจากอายุเพียงอย่างเดียว
- ผู้ป่วยโรคไตควรระวังฟอสฟอรัสจาก อาหารแปรรูปและสารเติมแต่งฟอสเฟต ซึ่งอันตรายกว่าข้าวไม่ขัดสี
- ส่วนการกล่าวว่า ข้าวกล้องหรือข้าวไรซ์เบอร์รีทำให้ “หัวใจโต” ไม่ถูกต้อง เพราะภาวะหัวใจโตมีสาเหตุและปัจจัยร่วมหลายอย่าง รวมถึงโรคไตเรื้อรัง
- สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยยืนยัน ไม่ได้ออกคำแนะนำให้ผู้สูงอายุทั่วไปงดข้าวกล้องหรือข้าวไรซ์เบอร์รี ตามที่ข้อความดังกล่าวอ้าง
- ดังนั้น ผู้สูงอายุทั่วไป ไม่ควรงดข้าวไม่ขัดสีเพียงเพราะอายุ 70 ปีขึ้นไป หากมีโรคไตหรือโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนปรับอาหาร
เอกสารอ้างอิง
- สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.
- U.S. Department of Agriculture, Agricultural Research Service. FoodData Central.
- สำนักโภชนาการ กรมอนามัย. ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563.
- Glassock RJ, Rule AD. The implications of anatomical and functional changes of the aging kidney. Kidney Int. 2012;82(3):270–277.
- Ikizler TA, Burrowes JD, Byham-Gray LD, et al. KDOQI Clinical Practice Guideline for Nutrition in CKD: 2020 Update. Am J Kidney Dis. 2020;76(3 Suppl 1):S1–S107.
- KDIGO CKD-MBD Update Work Group. KDIGO 2017 Clinical Practice Guideline Update for CKD–Mineral and Bone Disorder. Kidney Int Suppl. 2017;7(1):1–59.
- Kalantar-Zadeh K, Gutekunst L, Mehrotra R, et al. Understanding sources of dietary phosphorus in the treatment of patients with chronic kidney disease. Clin J Am Soc Nephrol. 2010;5(3):519–530.
- Moe SM, Zidehsarai MP, Chambers MA, et al. Vegetarian compared with meat dietary protein source and phosphorus homeostasis in chronic kidney disease. Clin J Am Soc Nephrol. 2011;6(2):257–264.
- Calvo MS, Uribarri J. Public health impact of dietary phosphorus excess on bone and cardiovascular health in the general population. Am J Clin Nutr. 2013;98(1):6–15.
- Sun Q, Spiegelman D, van Dam RM, et al. White rice, brown rice, and risk of type 2 diabetes in US men and women. Arch Intern Med. 2010;170(11):961–969.
- Aune D, Keum N, Giovannucci E, et al. Whole grain consumption and risk of cardiovascular disease, cancer, and all cause and cause specific mortality. BMJ. 2016;353:i2716.
- KDIGO CKD Work Group. KDIGO 2024 Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. Kidney Int. 2024;105(4S):S117–S314.
- Faul C, Amaral AP, Oskouei B, et al. FGF23 induces left ventricular hypertrophy. J Clin Invest. 2011;121(11):4393–4408.
- EFSA Panel on Contaminants in the Food Chain (CONTAM). Update of the risk assessment of inorganic arsenic in food. EFSA Journal. 2024;22(1):e8488.
กระบวนการตรวจสอบ
1.สอบถามผู้เชี่ยวชาญ: อ.ดร.วัชรพล ขุนอินทร์ ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล ซึ่งระบุว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อมูลบิดเบือน อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากเป็นการนำคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไตมาใช้กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง
2.ตรวจสอบเอกสารของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย: ไม่พบข้อมูลที่ระบุว่า ผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการรับประทานข้าวไม่ขัดสี เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต แต่พบคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไตบางกลุ่มให้ควบคุมปริมาณฟอสฟอรัส โดยเฉพาะจากอาหารแปรรูปที่มีการเติมสารฟอสเฟต
3.ตรวจสอบจากรายงานของสำนักโภชนาการ: พบรายงานจากสาสุขชัวร์ ของกรมอนามัย เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 69 ซึ่งเคยตรวจสอบคำกล่าวอ้างดังกล่าวและระบุว่าเป็นข้อมูลบิดเบือน ซึ่งยืนยันโดยสำนักโภชนาการ
ผลกระทบจากการได้รับข้อมูลนี้
1.ทำให้ผู้สูงอายุเข้าใจผิดว่าต้องหลีกเลี่ยงข้าวกล้องและข้าวไรซ์เบอร์รี
ข้อความระบุว่า ผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปควรกลับไปรับประทานข้าวขาว เนื่องจากข้าวไม่ขัดสีมีฟอสฟอรัสสูง อาจทำให้ผู้สูงอายุที่ไม่ได้เป็นโรคไตเข้าใจว่า อายุที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียวเป็นเหตุให้ต้องจำกัดฟอสฟอรัส ทั้งที่การควบคุมฟอสฟอรัสเป็นคำแนะนำที่ต้องพิจารณาตามภาวะโรคและผลตรวจของแต่ละบุคคล ซึ่งข้อความดังกล่าวอาจทำให้ผู้สูงอายุเลิกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์โดยไม่จำเป็น ทั้ง ๆ ที่ข้าวไม่ขัดสีเป็นแหล่งใยอาหารและสารอาหารหลายชนิด หากผู้สูงอายุเปลี่ยนไปบริโภคข้าวขาวทั้งหมดเพราะกังวลเรื่องไต อาจทำให้ได้รับใยอาหารและสารอาหารบางชนิดลดลง
2.อาจทำให้ผู้ป่วยโรคไตเข้าใจคำแนะนำเรื่องฟอสฟอรัสไม่ครบถ้วน ข้อความอาจทำให้เข้าใจว่าเพียงแค่เปลี่ยนจากข้าวกล้องเป็นข้าวขาวก็สามารถควบคุมโรคไตได้ ในความเป็นจริง ผู้ป่วยโรคไตต้องพิจารณาหลายปัจจัย เช่น ระยะของโรค ผลเลือด ปริมาณฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม และสารอาหารอื่น ๆ ซึ่งการปรับอาหารจึงควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์
3.คนปกติอาจทำให้เข้าใจผิดว่า “ฟอสฟอรัส” จากข้าวไม่ขัดสีมีอันตรายในระดับเดียวกับฟอสฟอรัสจากอาหารแปรรูป
ฟอสฟอรัสในอาหารไม่ได้มีแหล่งที่มาและการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเหมือนกันทั้งหมดฟอสฟอรัสจากสารเติมแต่งในอาหารแปรรูปเป็นประเด็นที่ผู้ป่วยโรคไตควรระวังเป็นพิเศษ การเหมารวมว่าอาหารทุกชนิดที่มีฟอสฟอรัสเป็นอันตรายจึงอาจทำให้เลือกอาหารผิดกลุ่ม อาจทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับโรคไตและหัวใจโดยไม่มีข้อมูลทางการแพทย์เพียงพอ
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
1.ตรวจสอบว่าคำแนะนำดังกล่าวใช้กับคนกลุ่มใด
อย่าเพิ่งนำคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไตมาใช้กับผู้สูงอายุทั่วไป พร้อมสังเกตว่าต้นทางระบุชัดหรือไม่ว่าเป็นคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะใด หรือผู้ที่มีผลเลือดผิดปกติหรือไม่
2.ตรวจสอบว่าเป็นคำแนะนำจากหน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญจริงหรือไม่
หากข้อความอ้างชื่อสมาคมหรือหน่วยงาน ควรตรวจสอบจากเว็บไซต์หรือเอกสารทางการของหน่วยงานนั้นโดยตรง
3.ดูว่าข้อมูลมีเงื่อนไขหรือถูกตัดออกจากบริบทหรือไม่
คำแนะนำด้านโภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคไตมักขึ้นอยู่กับระยะโรค ผลตรวจเลือด และโรคร่วม หากโพสต์นำเพียงข้อความว่า “ต้องจำกัดฟอสฟอรัส” มาใช้กับคนทั่วไป โดยไม่มีเงื่อนไขประกอบ ควรตรวจสอบเพิ่มเติม
4.ไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนอาหารตามข้อมูลออนไลน์ทันที
หากเป็นผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต เบาหวาน หรือโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับอาหารอย่างจริงจัง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตไม่ควรงดอาหารหลายชนิดเอง เพราะอาจทำให้ได้รับพลังงานหรือสารอาหารไม่เพียงพอ และควรพิจารณาอาหารโดยรวมและผลตรวจสุขภาพของแต่ละคน
5.ก่อนแชร์ ควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและดูวันที่ของข้อมูล
ตรวจสอบกับหน่วยงานด้านสุขภาพ สมาคมวิชาชีพ หรือเอกสารแนวทางเวชปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง หากข้อความไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน ไม่ควรการแชร์ต่อ และหากยังไม่แน่ใจ ควรค้นหาข้อมูลจากแหล่งทางการเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้กับตนเองหรือคนในครอบครัว
บทความที่ได้รับความนิยม








