พายุ “คัลแมกี” ไม่ได้เคลื่อนเข้าไทยวันนี้ พบโพสต์นำประกาศกรมอุตุฯ ปี 68 มาใช้

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของข่าวบิดเบือนจาก: Facebook
ภาพบัญชีเฟซบุ๊กแชร์ภาพระบุว่า “อึ้งทั้งประเทศ แย่แล้ว! คัลแมกี เคลื่อนเข้าไทยพรุ่งนี้ เปิดจังหวัดโดนเต็ม ๆ
Thai PBS Verify พบบัญชีเฟซบุ๊กแชร์ภาพระบุว่า “อึ้งทั้งประเทศ แย่แล้ว! คัลแมกี เคลื่อนเข้าไทยพรุ่งนี้ เปิดจังหวัดโดนเต็ม ๆ “ พร้อมทั้งระบุว่า “ประกาศด่วน!! เปิดรายชื่อจังหวัด เจอฝนถล่มคืนนี้” ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 69
พายุ คัลแมกี เข้าประเทศไทยจริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify ใช้การค้นหาคำสำคัญ “ฝนตกหนัก” ในเว็บไซต์กรมอุตุวิทยา พบว่า ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย มีผลกระทบจนถึงวันที่ 27 ก.ย. 69 ภาคเหนือ อีสานตอนล่าง ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง
ทะเลอันดามันและอ่าวไทยคลื่นแรงขึ้น โดยคลื่นสูง 23 เมตร และมากกว่า 3 เมตรในบริเวณฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในพื้นที่ที่กำหนดถึง 27 ก.ย. 69

ขณะเดียวกัน Thai PBS Verify ใช้การค้นหาคำสำคัญ “พายุ “คัลแมกี” ในเว็บไซต์กรมอุตุวิทยา
โดยมีรายละเอียดดังนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเรื่องพายุ “คัลแมกี” และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 1 (321/2568) ระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 4 พ.ย. 68 พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) บริเวณประเทศฟิลิปปินส์ เคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้แล้ว โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 10.3 องศาเหนือ ลองจิจูด 121.3 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนไปทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า พายุ “คัลแมกี” จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงวันที่ 6 – 7 พ.ย. 68 ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชันตามลำดับ
จากอิทธิพลของพายุดังกล่าว ส่งผลให้ช่วงวันที่ 7-9 พ.ย. 68 ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยฝนจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ
กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง ขณะที่เกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตร
สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นลมค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นอาจสูงมากกว่า 3 เมตร กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 5 – 7 พ.ย. 68

ทั้งนี้เมื่อกดเข้าไปในลิงก์ของโพสต์ พบว่าเป็นการรายงาน เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 69 กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือด้านตะวันตกและตอนล่าง ภาคกลางด้านตะวันตก และภาคตะวันออก ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนภาคอื่นๆ จะมีปริมาณฝนลดลงแต่ยังคงมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับภาพที่โพสต์

พายุแต่ละลูกได้ชื่ออย่างไร?
นายสมควร ต้นจาน ผอ.กองอุตุนิยมวิทยาการบิน ให้ข้อมุลเกี่ยวกับการตั้งชื่อพายุว่า หลักการตั้งชื่อพายุเป็นไปตามข้อตกลงของคณะกรรมการไต้ฝุ่น โดยแต่ละประเทศจะส่งชื่อเข้ามาประเทศละ 10 ชื่อ จากนั้นคณะกรรมการจะนำรายชื่อมาเรียงเป็นตารางตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ แบ่งเป็นคอลัมน์ที่ 1 ถึงคอลัมน์ที่ 5 โดยชื่อพายุจะใช้คำหรือชื่อที่มาจากภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศ เมื่อจัดทำตารางแล้ว การเรียกชื่อพายุจะไล่ตามลำดับจากคอลัมน์ที่ 1 ไปจนถึงคอลัมน์ที่ 5 เมื่อครบแล้วจะวนกลับมาที่คอลัมน์ที่ 1 และหมุนเวียนตามลำดับเช่นนี้
การเสนอชื่อพายุจะมีหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการไต้ฝุ่นกำหนดไว้ หากชื่อที่เสนอเข้ามามีความหมายหรือเสียงไปพ้องกับชื่อของประเทศอื่น ก็อาจมีการนำชื่อนั้นออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดชื่อซ้ำกัน โดยประเทศที่มีสิทธิ์เสนอชื่อจะเป็นประเทศที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากพายุชนิดนั้น ส่วนประเทศที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีโอกาสเกิดพายุได้น้อยก็จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่เสนอชื่อ เช่น สิงคโปร์ ซึ่งอยู่บริเวณละติจูดประมาณ 5 องศาเหนือถึง 5 องศาใต้ รวมถึงเซเชลส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดพายุได้น้อย
เมื่อแต่ละประเทศส่งรายชื่อเข้ามาแล้ว คณะกรรมการไต้ฝุ่นจะร่วมกันพิจารณาและจัดเรียงชื่อไว้ในตาราง จากนั้นเมื่อเกิดพายุขึ้น จะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำหนดว่าพายุแต่ละลูกจะใช้ชื่อใด สำหรับบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและทะเลจีนใต้ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางระดับภูมิภาค หรือ RSMC โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จะเป็นผู้รับผิดชอบติดตามสถานการณ์พายุ ตั้งแต่เริ่มก่อตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ พายุดีเปรสชัน พายุโซนร้อน จนถึงพายุไต้ฝุ่น โดยเมื่อพายุพัฒนาเป็นพายุโซนร้อน ญี่ปุ่นจะนำชื่อจากตารางที่คณะกรรมการไต้ฝุ่นจัดเรียงไว้มาใช้ตามลำดับ พายุลูกที่ 1 จะใช้ชื่อหนึ่ง และพายุลูกต่อไปก็จะใช้ชื่อถัดไปตามตาราง แต่ละประเทศไม่สามารถตั้งชื่อพายุโดยพลการได้ และต้องใช้ชื่อตามลำดับที่กำหนดไว้
กรณีที่พายุลูกใดสร้างความเสียหายรุนแรงมาก ก็สามารถเสนอให้มีการถอดชื่อออกจากบัญชีรายชื่อได้ เช่น หากพายุที่ใช้ชื่อ “มังคุด” ซึ่งเป็นชื่อที่ประเทศไทยเสนอ สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในประเทศใดประเทศหนึ่ง ทั้งจากน้ำท่วม ผู้เสียชีวิต หรือผลกระทบเป็นวงกว้าง ก็สามารถเสนอในที่ประชุมให้ถอดชื่อดังกล่าวออก เพื่อเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่าเป็นชื่อของพายุที่สร้างความเสียหายรุนแรง เมื่อมีการถอดชื่อออก ประเทศที่เป็นผู้เสนอชื่อเดิมจะมีสิทธิ์เสนอชื่อใหม่เข้ามาแทน
ตัวอย่างเช่น หากประเทศไทยเป็นผู้เสนอชื่อ “มังคุด” แล้วพายุมังคุดเคลื่อนตัวไปสร้างความเสียหายรุนแรงในประเทศจีนจนมีการถอดชื่อออก ประเทศไทยก็จะเป็นผู้มีสิทธิ์เสนอชื่อใหม่เข้าไปแทน เช่น “น้อยหน่า” หรือชื่ออื่น โดยชื่อใหม่จะต้องไม่ซ้ำหรือขัดกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และต้องนำเสนอให้คณะกรรมการไต้ฝุ่นพิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะนำไปจัดเรียงในตารางเพื่อใช้เรียกชื่อพายุในลำดับต่อไป
อย่างไรก็ตาม การถอดชื่อพายุไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เพราะคณะกรรมการไต้ฝุ่นจะมีการประชุมกันปีละครั้งเพื่อพิจารณาเรื่องต่าง ๆ รวมถึงชื่อพายุ หากชื่อที่ประเทศใดเสนอเข้ามาไม่ได้ซ้ำกับประเทศอื่น แต่ประเทศสมาชิกเห็นว่าชื่อนั้นมีความหมายไม่ดีหรือไม่เหมาะสมกับประเทศของตน ก็สามารถเสนอให้พิจารณาชื่อใหม่ได้เช่นกัน โดยท้ายที่สุดรายชื่อทั้งหมดจะต้องผ่านการตกลงร่วมกันและจัดเรียงเป็นตาราง เพื่อใช้กำหนดชื่อของพายุแต่ละลูกที่เกิดขึ้นตามลำดับ
สำหรับตารางรายชื่อพายุที่ใช้ในปัจจุบัน สามารถตรวจสอบได้จากข้อมูลการตั้งชื่อพายุของประเทศไทย โดยเมื่อทราบชื่อพายุลูกหนึ่งแล้ว ก็สามารถดูจากลำดับในตารางได้ว่าพายุลูกต่อไปจะใช้ชื่อใด
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในวันที่ 30 ก.ย. 69 ตามที่โพสต์กล่าวอ้าง โดยข้อมูลที่นำมาเผยแพร่เป็นการนำประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา จากวันที่ 4 พ.ย. 68 ซึ่งเป็นข้อมูลคนละช่วงเวลากับสถานการณ์ในวันที่ 29 ก.ย. 69
สำหรับสถานการณ์วันที่ 28 – 29 ก.ย. 69 กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ประเทศไทยยังมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยเฉพาะบางพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก แต่ประกาศดังกล่าว ไม่ได้ระบุว่าพายุ “คัลแมกี” กำลังเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย ตามที่โพสต์อ้าง
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบด้วยการใช้คำสำคัญ: ใช้การค้นหาคำสำคัญ “ฝนตกหนัก” ในเว็บไซต์กรมอุตุวิทยา พบว่า กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนภาคเหนือ อีสานตอนล่าง ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ถึง 27 ก.ย. 69 ทะเลอันดามันและอ่าวไทยคลื่นสูง 2 – 3 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 3 เมตร เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในพื้นที่ที่กำหนด
- ตรวจสอบด้วยการใช้คำสำคัญ: ใช้การค้นหาคำสำคัญ “พายุ “คัลแมกี” ในเว็บไซต์กรมอุตุวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเมื่อ 4 พ.ย. 68 ระบุว่า พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” เคลื่อนผ่านทะเลจีนใต้ และคาดขึ้นฝั่งเวียดนามช่วง 6 – 7 พ.ย. 68 อิทธิพลของพายุทำให้ไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นและฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ช่วง 7 – 9 พ.ย. 68 พร้อมเตือนประชาชนและชาวเรือระวังฝนตกหนัก น้ำท่วม และคลื่นลมแรง
ผลกระทบข้อมูลเท็จ
- ทำให้ประชาชน เข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์พายุและสภาพอากาศ โดยเชื่อว่าพายุ “คัลแมกี” กำลังเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย
- อาจทำให้ประชาชน เกิดความวิตกกังวลหรือตื่นตระหนก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในจังหวัดที่ถูกระบุว่าได้รับผลกระทบ
- ทำให้ประชาชน สับสนระหว่างข้อมูลพยากรณ์อากาศในอดีตกับสถานการณ์ปัจจุบัน และอาจติดตามข้อมูลผิดช่วงเวลา
- อาจส่งผลให้ประชาชน ประเมินสถานการณ์ฝนและความเสี่ยงในพื้นที่คลาดเคลื่อน และเตรียมรับมือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
- การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับประกาศทางการ อาจทำให้ประชาชน สับสนในการติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- ตรวจสอบวันที่ของประกาศว่าเป็น ข้อมูลล่าสุด หรือเป็นข้อมูลจากช่วงเวลาที่ผ่านมา
- ตรวจสอบข้อมูลพายุและสภาพอากาศจาก กรมอุตุนิยมวิทยา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- เปรียบเทียบข้อมูลกับ ประกาศหรือข่าวจากแหล่งข้อมูลทางการ
- หากพบว่าเป็นข้อมูลเก่าหรือบิดเบือน ไม่ควรแชร์หรือส่งต่อ
- หากต้องการแจ้งเตือนผู้อื่น ควรระบุ วันที่และแหล่งที่มาของข้อมูล ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด









