พายุ “คัลแมกี” ไม่ได้เคลื่อนเข้าไทยวันนี้ พบโพสต์นำประกาศกรมอุตุฯ ปี 68 มาใช้

ข่าวบิดเบือนDateClock icon20:19|สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ
โพสต์อ้างพายุ “คัลแมกี” เคลื่อนเข้าไทยพรุ่งนี้ พร้อมเปิดรายชื่อจังหวัดเตรียมรับฝนถล่ม Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่า ข้อมูลดังกล่าวนำประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาเมื่อเดือน พ.ย. 68 มาเผยแพร่ปะปนกับพยากรณ์อากาศวันที่ 28 ก.ย. 69 ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลา และไม่มีประกาศว่าพายุ “คัลแมกี” กำลังเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของข่าวบิดเบือนจาก: Facebook

ภาพบัญชีเฟซบุ๊กแชร์ภาพระบุว่า “อึ้งทั้งประเทศ แย่แล้ว! คัลแมกี เคลื่อนเข้าไทยพรุ่งนี้  เปิดจังหวัดโดนเต็ม ๆ

ภาพบัญชีเฟซบุ๊กแชร์ภาพระบุว่า “อึ้งทั้งประเทศ แย่แล้ว! คัลแมกี เคลื่อนเข้าไทยพรุ่งนี้  เปิดจังหวัดโดนเต็ม ๆ

 

Thai PBS Verify พบบัญชีเฟซบุ๊กแชร์ภาพระบุว่า “อึ้งทั้งประเทศ แย่แล้ว! คัลแมกี เคลื่อนเข้าไทยพรุ่งนี้  เปิดจังหวัดโดนเต็ม ๆ “ พร้อมทั้งระบุว่า  “ประกาศด่วน!! เปิดรายชื่อจังหวัด เจอฝนถล่มคืนนี้” ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 69 

พายุ คัลแมกี เข้าประเทศไทยจริงหรือไม่ ? 

Thai PBS Verify ใช้การค้นหาคำสำคัญ “ฝนตกหนัก”  ในเว็บไซต์กรมอุตุวิทยา พบว่า ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย มีผลกระทบจนถึงวันที่ 27 ก.ย. 69 ภาคเหนือ อีสานตอนล่าง ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง

ทะเลอันดามันและอ่าวไทยคลื่นแรงขึ้น โดยคลื่นสูง 23 เมตร และมากกว่า 3 เมตรในบริเวณฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในพื้นที่ที่กำหนดถึง 27 ก.ย. 69 

เว็บไซต์กรมอุตุวิทยา

ขณะเดียวกัน Thai PBS Verify ใช้การค้นหาคำสำคัญ “พายุ “คัลแมกี” ในเว็บไซต์กรมอุตุวิทยา

โดยมีรายละเอียดดังนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเรื่องพายุ “คัลแมกี” และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 1 (321/2568) ระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 4 พ.ย. 68 พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) บริเวณประเทศฟิลิปปินส์ เคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้แล้ว โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 10.3 องศาเหนือ ลองจิจูด 121.3 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนไปทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า พายุ “คัลแมกี” จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงวันที่ 6 – 7 พ.ย. 68 ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชันตามลำดับ

จากอิทธิพลของพายุดังกล่าว ส่งผลให้ช่วงวันที่ 7-9 พ.ย. 68 ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยฝนจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ

กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง ขณะที่เกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผลผลิตทางการเกษตร

สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นลมค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นอาจสูงมากกว่า 3 เมตร กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ส่วนเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 5 – 7 พ.ย. 68

คัลแมกี

 

ทั้งนี้เมื่อกดเข้าไปในลิงก์ของโพสต์  พบว่าเป็นการรายงาน เมื่อวันที่ 28 ก.ย.  69 กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือด้านตะวันตกและตอนล่าง ภาคกลางด้านตะวันตก และภาคตะวันออก ยังคงมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนภาคอื่นๆ จะมีปริมาณฝนลดลงแต่ยังคงมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับภาพที่โพสต์ 

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณภาคเหนือด้านตะวันตกและตอนล่าง

พายุแต่ละลูกได้ชื่ออย่างไร? 

นายสมควร ต้นจาน ผอ.กองอุตุนิยมวิทยาการบิน ให้ข้อมุลเกี่ยวกับการตั้งชื่อพายุว่า  หลักการตั้งชื่อพายุเป็นไปตามข้อตกลงของคณะกรรมการไต้ฝุ่น โดยแต่ละประเทศจะส่งชื่อเข้ามาประเทศละ 10 ชื่อ จากนั้นคณะกรรมการจะนำรายชื่อมาเรียงเป็นตารางตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ แบ่งเป็นคอลัมน์ที่ 1 ถึงคอลัมน์ที่ 5 โดยชื่อพายุจะใช้คำหรือชื่อที่มาจากภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศ เมื่อจัดทำตารางแล้ว การเรียกชื่อพายุจะไล่ตามลำดับจากคอลัมน์ที่ 1 ไปจนถึงคอลัมน์ที่ 5 เมื่อครบแล้วจะวนกลับมาที่คอลัมน์ที่ 1 และหมุนเวียนตามลำดับเช่นนี้

การเสนอชื่อพายุจะมีหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการไต้ฝุ่นกำหนดไว้ หากชื่อที่เสนอเข้ามามีความหมายหรือเสียงไปพ้องกับชื่อของประเทศอื่น ก็อาจมีการนำชื่อนั้นออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดชื่อซ้ำกัน โดยประเทศที่มีสิทธิ์เสนอชื่อจะเป็นประเทศที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากพายุชนิดนั้น ส่วนประเทศที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีโอกาสเกิดพายุได้น้อยก็จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่เสนอชื่อ เช่น สิงคโปร์ ซึ่งอยู่บริเวณละติจูดประมาณ 5 องศาเหนือถึง 5 องศาใต้ รวมถึงเซเชลส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดพายุได้น้อย

เมื่อแต่ละประเทศส่งรายชื่อเข้ามาแล้ว คณะกรรมการไต้ฝุ่นจะร่วมกันพิจารณาและจัดเรียงชื่อไว้ในตาราง จากนั้นเมื่อเกิดพายุขึ้น จะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำหนดว่าพายุแต่ละลูกจะใช้ชื่อใด สำหรับบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและทะเลจีนใต้ ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางระดับภูมิภาค หรือ RSMC โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จะเป็นผู้รับผิดชอบติดตามสถานการณ์พายุ ตั้งแต่เริ่มก่อตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ พายุดีเปรสชัน พายุโซนร้อน จนถึงพายุไต้ฝุ่น โดยเมื่อพายุพัฒนาเป็นพายุโซนร้อน ญี่ปุ่นจะนำชื่อจากตารางที่คณะกรรมการไต้ฝุ่นจัดเรียงไว้มาใช้ตามลำดับ พายุลูกที่ 1 จะใช้ชื่อหนึ่ง และพายุลูกต่อไปก็จะใช้ชื่อถัดไปตามตาราง แต่ละประเทศไม่สามารถตั้งชื่อพายุโดยพลการได้ และต้องใช้ชื่อตามลำดับที่กำหนดไว้

กรณีที่พายุลูกใดสร้างความเสียหายรุนแรงมาก ก็สามารถเสนอให้มีการถอดชื่อออกจากบัญชีรายชื่อได้ เช่น หากพายุที่ใช้ชื่อ “มังคุด” ซึ่งเป็นชื่อที่ประเทศไทยเสนอ สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงในประเทศใดประเทศหนึ่ง ทั้งจากน้ำท่วม ผู้เสียชีวิต หรือผลกระทบเป็นวงกว้าง ก็สามารถเสนอในที่ประชุมให้ถอดชื่อดังกล่าวออก เพื่อเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่าเป็นชื่อของพายุที่สร้างความเสียหายรุนแรง เมื่อมีการถอดชื่อออก ประเทศที่เป็นผู้เสนอชื่อเดิมจะมีสิทธิ์เสนอชื่อใหม่เข้ามาแทน

ตัวอย่างเช่น หากประเทศไทยเป็นผู้เสนอชื่อ “มังคุด” แล้วพายุมังคุดเคลื่อนตัวไปสร้างความเสียหายรุนแรงในประเทศจีนจนมีการถอดชื่อออก ประเทศไทยก็จะเป็นผู้มีสิทธิ์เสนอชื่อใหม่เข้าไปแทน เช่น “น้อยหน่า” หรือชื่ออื่น โดยชื่อใหม่จะต้องไม่ซ้ำหรือขัดกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และต้องนำเสนอให้คณะกรรมการไต้ฝุ่นพิจารณาอีกครั้ง ก่อนจะนำไปจัดเรียงในตารางเพื่อใช้เรียกชื่อพายุในลำดับต่อไป

อย่างไรก็ตาม การถอดชื่อพายุไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย เพราะคณะกรรมการไต้ฝุ่นจะมีการประชุมกันปีละครั้งเพื่อพิจารณาเรื่องต่าง ๆ รวมถึงชื่อพายุ หากชื่อที่ประเทศใดเสนอเข้ามาไม่ได้ซ้ำกับประเทศอื่น แต่ประเทศสมาชิกเห็นว่าชื่อนั้นมีความหมายไม่ดีหรือไม่เหมาะสมกับประเทศของตน ก็สามารถเสนอให้พิจารณาชื่อใหม่ได้เช่นกัน โดยท้ายที่สุดรายชื่อทั้งหมดจะต้องผ่านการตกลงร่วมกันและจัดเรียงเป็นตาราง เพื่อใช้กำหนดชื่อของพายุแต่ละลูกที่เกิดขึ้นตามลำดับ

สำหรับตารางรายชื่อพายุที่ใช้ในปัจจุบัน สามารถตรวจสอบได้จากข้อมูลการตั้งชื่อพายุของประเทศไทย โดยเมื่อทราบชื่อพายุลูกหนึ่งแล้ว ก็สามารถดูจากลำดับในตารางได้ว่าพายุลูกต่อไปจะใช้ชื่อใด

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ? 

Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสต์พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ไม่ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในวันที่ 30 ก.ย. 69 ตามที่โพสต์กล่าวอ้าง โดยข้อมูลที่นำมาเผยแพร่เป็นการนำประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา จากวันที่ 4 พ.ย. 68 ซึ่งเป็นข้อมูลคนละช่วงเวลากับสถานการณ์ในวันที่ 29 ก.ย. 69

สำหรับสถานการณ์วันที่ 28 – 29 ก.ย. 69 กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า ประเทศไทยยังมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยเฉพาะบางพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก แต่ประกาศดังกล่าว ไม่ได้ระบุว่าพายุ “คัลแมกี” กำลังเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย ตามที่โพสต์อ้าง

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

  1. ตรวจสอบด้วยการใช้คำสำคัญ: ใช้การค้นหาคำสำคัญ “ฝนตกหนัก” ในเว็บไซต์กรมอุตุวิทยา พบว่า กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนภาคเหนือ อีสานตอนล่าง ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ถึง 27 ก.ย. 69 ทะเลอันดามันและอ่าวไทยคลื่นสูง 2 – 3 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 3 เมตร เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในพื้นที่ที่กำหนด 
  2. ตรวจสอบด้วยการใช้คำสำคัญ: ใช้การค้นหาคำสำคัญ “พายุ “คัลแมกี” ในเว็บไซต์กรมอุตุวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเมื่อ 4 พ.ย. 68 ระบุว่า พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” เคลื่อนผ่านทะเลจีนใต้ และคาดขึ้นฝั่งเวียดนามช่วง 6 – 7 พ.ย. 68 อิทธิพลของพายุทำให้ไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นและฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ช่วง 7 – 9 พ.ย. 68 พร้อมเตือนประชาชนและชาวเรือระวังฝนตกหนัก น้ำท่วม และคลื่นลมแรง

ผลกระทบข้อมูลเท็จ 

  • ทำให้ประชาชน เข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์พายุและสภาพอากาศ โดยเชื่อว่าพายุ “คัลแมกี” กำลังเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย
  • อาจทำให้ประชาชน เกิดความวิตกกังวลหรือตื่นตระหนก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในจังหวัดที่ถูกระบุว่าได้รับผลกระทบ
  • ทำให้ประชาชน สับสนระหว่างข้อมูลพยากรณ์อากาศในอดีตกับสถานการณ์ปัจจุบัน และอาจติดตามข้อมูลผิดช่วงเวลา
  • อาจส่งผลให้ประชาชน ประเมินสถานการณ์ฝนและความเสี่ยงในพื้นที่คลาดเคลื่อน และเตรียมรับมือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
  • การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับประกาศทางการ อาจทำให้ประชาชน สับสนในการติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

  • ตรวจสอบวันที่ของประกาศว่าเป็น ข้อมูลล่าสุด หรือเป็นข้อมูลจากช่วงเวลาที่ผ่านมา
  • ตรวจสอบข้อมูลพายุและสภาพอากาศจาก กรมอุตุนิยมวิทยา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • เปรียบเทียบข้อมูลกับ ประกาศหรือข่าวจากแหล่งข้อมูลทางการ
  • หากพบว่าเป็นข้อมูลเก่าหรือบิดเบือน ไม่ควรแชร์หรือส่งต่อ
  • หากต้องการแจ้งเตือนผู้อื่น ควรระบุ วันที่และแหล่งที่มาของข้อมูล ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

เกิดกระแสความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ หลังเพจพยากรณ์อากาศอิสระเตือนภัย "มหาอุทกภัย" ในภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ ภายใน 120 ชั่วโมง จนกลายเป็นไวรัลสะเทือนโซเชียล อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และนักวิชาการ ได้ออกมาโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีฝนตกหนักจริง แต่ปริมาณน้ำยังห่างไกลจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพ "ศรัทธาพยากรณ์อากาศ" ที่เกิดขึ้นเมื่อความถูกใจของสังคมวิ่งนำความถูกต้องของข้อมูลวิชาการ

23 ก.ย. 69

Open article
ตรวจสอบข่าวปลอมทักเลย!