โพสต์อ้างภาพเหตุการณ์ “สหรัฐฯ ถล่มเกาะเกชม์อิหร่าน” ที่แท้เป็นคลิปสร้างด้วย AI

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของภาพปลอมจาก: Facebook
โพสต์อ้างภาพเหตุการณ์ทรัมป์สั่งโจมตีเกาะเกชม์อิหร่าน
Thai PBS Verify พบผู้ใช้บัญชี Facebook ชื่อ Thanong Fanclub โพสต์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า
ทรัมป์สั่งลุยอิหร่านแล้ว
🔻 เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา มีรายงานเสียงระเบิดดังขึ้น 5 ครั้งบนเกาะเคช์ม (Qeshm Island)
🔹 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว IRNA ประจำเกาะเคช์มรายงานว่า เสียงระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
🔹 ในช่วงเช้ามืดวันอังคาร เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันกับหนังสือพิมพ์ *The Wall Street Journal* ว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีทางทหารบนเกาะเคช์ม
🔹 ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ซึ่งระบุว่ามีเสียงระเบิดรุนแรงหลายครั้งดังมาจากทางทะเล ในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองบันดาร์เลนเกห์ (Bandar Lengeh)
🔹 ขณะนี้ ทางการท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุที่แน่ชัดของการระเบิดที่เกิดขึ้นในน่านน้ำนอกเมืองบันดาร์เลนเกห์ โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้
โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 69 ที่ผ่านมา โดยหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความรู้สึกว่า 1,600 คน พร้อมกับแชร์โพสต์ดังกล่าวไปกว่า 140 ครั้ง
นอกจากนี้ เรายังพบว่า ภาพส่วนหนึ่งของคลิปดังกล่าว เคยถูกเผยแพร่ในรายงานข่าวสหรัฐเปิดฉากโจมตี “เกาะเกชม์” อิหร่าน! สวนทาง “ทรัมป์” เพิ่งส่งสัญญาณเจรจาคืบหน้า อ้างตอบโต้ขีปนาวุธที่มุ่งเป้าเครื่องบินสหรัฐ ของสำนักข่าว Top News Online ในวันเดียวกันอีกด้วย

ภาพที่เห็นเป็นเหตุการณ์จริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify ตรวจสอบคลิปดังกล่าวด้วยเครื่องมือ InVID-WeVerify ในการแยกคีย์เฟรม และพบว่า ช่วงต้นของคลิปนั้นขีปนาวุธในคลิปวิดีโอดังกล่าว ได้ปรากฏขึ้นมาอย่างผิดปกติ ขณะที่ช่วงท้ายของคลิปวิดีโอ กลับเกิดการระเบิดขึ้นก่่อนที่ขีปนาวุธจะตกสู่ดิน ทั้งหมดนี้บ่งบอกได้ว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะถูกสร้างจากเอไอ
ตรวจสอบด้วยเครื่องมือ InVID-WeVerify ในการแยกคีย์เฟรม พบขีปนาวุธในคลิปวิดีโอดังกล่าวปรากฏขึ้นมาอย่างผิดปกติ
ตัวอย่างคลิปที่ทำการตรวจสอบ
ผลการตรวจสอบบ่งชี้ว่าคลิปถูกสร้างจาก AI
นอกจากนี้เรายังนำเอาคลิปวิดีโอดังกล่าว ไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Meta AI ซึ่งผลการตรวจสอบ ระบุว่า คลิปนี้ มีแนวโน้มสูงมากว่าเป็นวิดีโอที่สร้างจาก AI ไม่ใช่เหตุการณ์จริง
ผลการตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Meta AI
ขณะที่ผลการตรวจสอบจากเว็บไซต์ Hive Detect พบว่า มีความเป็นไปได้ที่คลิปดังกล่าวจะถูกสร้างจาก AI สูงถึง 65.1% โดยเฉพาะในช่วงวินาทีที่ 10 คลิปดังกล่าว มีความเป็นไปได้สูงถึง 74.7% ที่จะถูกสร้างด้วยโปรแกรม seedance2
ผลการตรวจสอบจากเว็บไซต์ Hive Detect
ส่วนเครื่องมือตรวจสอบเอไอที่ 3 คือ เว็บไซต์ DeepFakeCheck ระบุว่า พบสัญญาณที่อาจเกิดจากการถูกสร้างจากหรือดัดแปลงเอไอ
ผลการตรวจสอบเอไอจากเว็บไซต์ DeepFakeCheck
จากผลการตรวจสอบทั้งหมดจึงบ่งชี้ได้ว่า คลิปดังกล่าวเป็นคลิปที่ถูกสร้างจากเอไอ
มีการโจมตีจริงหรือไม่ ?
จากการค้นหาคำสำคัญเราพบรายงานข่าวของ Thai PBS ที่รายงาน การโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 69 ที่ผ่านมา ระบุว่า สำนักข่าว IRNA ของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็ว ในช่วงดึกของวันจันทร์ที่ (2 พ.ย.69) พยานผู้เห็นเหตุการณ์เปิดเผยว่า เห็นเครื่องบิน 2 ลำบินอยู่เหนือเกาะเกชม์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของชายฝั่งอิหร่าน ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะที่สำนักข่าวฟาร์ส ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล รายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดในเมืองท่าบันดาร์เลงเกห์ด้วย โดยมาจากทิศทางของทะเล
หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่ากองทัพสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ดำเนินการโจมตีดังกล่าว
สำนักข่าวเอพีรายงาน โดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ โจมตีป้องกันเป้าหมายของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ เจ้าหน้าที่กล่าวว่า อิหร่านใช้ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ
รายงานข่าวการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านจากเว็บไซต์ Thai PBS
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
จากกรณีเพจเฟซบุ๊ก “Thanong Fanclub” และสื่อออนไลน์บางแห่ง ได้โพสต์คลิปวิดีโอ (เมื่อ 3 พ.ย. 2569) อ้างว่าเป็นภาพเหตุการณ์กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางทหารยิงขีปนาวุธถล่มเกาะเคช์ม (เกาะเกชม์ – Qeshm Island) และเมืองบันดาร์เลนเกห์ของอิหร่านตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนมีผู้กดแสดงความรู้สึกกว่า 1,600 ครั้ง และแชร์ต่อจำนวนมากนั้น “ข้อเท็จจริงคือ ตัวคลิปวิดีโอถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI แต่เหตุการณ์การโจมตีทางทหารในพื้นที่เกิดขึ้นจริง” โดยมีรายละเอียดเรื่องจริงดังนี้
ตัวคลิปวิดีโอถูกสังเคราะห์ด้วย AI ทั้งหมด
- ฟุตเทจที่นำมาใช้ประกอบไม่ใช่ภาพการบันทึกเหตุการณ์จริงจากกล้องวิดีโอ แต่เป็นสื่อสังเคราะห์
- พบจุดบกพร่องทางฟิสิกส์อย่างเด่นชัด โดยช่วงต้นคลิปขีปนาวุธโผล่ขึ้นมากลางอากาศแบบผิดธรรมชาติ และช่วงท้ายคลิปเกิดการระเบิดขึ้นก่อนที่หัวรบจะตกกระทบพื้น
เหตุการณ์การโจมตีในพื้นที่เกิดขึ้นจริง
- รายงานจากสำนักข่าว Thai PBS, สำนักข่าว IRNA ของรัฐบาลอิหร่าน และสำนักข่าวฟาร์ส ระบุตรงกันว่าเกิดเสียงระเบิดต่อเนื่องหลายครั้งบนเกาะเกชม์และเมืองท่าบันดาร์เลงเกห์ ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ในช่วงดึกของวันที่ 2 พ.ย. 2569 โดยมีพยานเห็นเครื่องบิน 2 ลำบินเหนือน่านฟ้า
- หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal และสำนักข่าว AP รายงานอ้างอิงเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันว่า กองทัพสหรัฐฯ เป็นผู้เปิดฉากโจมตีเพื่อป้องกันเป้าหมายในช่องแคบฮอร์มุซ หลังฝ่ายอิหร่านใช้ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานโจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ
กระบวนการตรวจสอบ
-
วิเคราะห์ความผิดปกติทางกายภาพด้วย InVID-WeVerify: ขยายสแกนภาพทีละเฟรม พบข้อผิดพลาดของการเรนเดอร์ภาพจาก AI โดยเฉพาะวิถีของขีปนาวุธที่ปรากฏตัวขึ้นมาลอย ๆ กลางอากาศ และจังหวะระเบิดที่เกิดขึ้นก่อนแตะพื้นดิน
-
ตรวจจับด้วยระบบตรวจจับ AI หลากหลายแพลตฟอร์ม:
-
Meta AI: ชี้ว่าตัวคลิปมีแนวโน้มสูงมากที่จะถูกผลิตขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์
-
Hive Detect: ประเมินค่าความน่าจะเป็นที่สร้างจาก AI อยู่ที่ 65.1% และในวินาทีที่ 10 ของคลิป พุ่งสูงถึง 74.7% โดยระบุโมเดลที่ใช้คือโปรแกรมประเภท seedance2
-
DeepFakeCheck: ยืนยันการตรวจพบสัญญาณดิจิทัลที่ชี้ชัดว่าผ่านการดัดแปลงหรือสร้างขึ้นด้วยโมเดลสังเคราะห์ภาพ AI
-
-
สอบทานข้อเท็จจริงของสถานการณ์ในพื้นที่: สืบค้นรายงานสถานการณ์พบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดปฏิบัติการทางทหารขึ้นจริงตามรายงานของสื่อสหรัฐฯ (WSJ, AP) และสื่อทางการอิหร่าน (IRNA) แต่คลิปที่แพร่สะพัดในโลกออนไลน์เป็นการนำภาพจำลอง AI มาสวมรอยเป็นฟุตเทจสถานที่จริง
ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้
-
สร้างความสับสนระหว่างเหตุการณ์จริงกับภาพจำลอง: แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นจริง แต่การนำคลิป AI มาประกอบการรายงานข่าว ทำให้ผู้รับสารเข้าใจผิดว่าคลิปดังกล่าวคือหลักฐานความเสียหายที่เกิดขึ้นในสมรภูมิจริง
-
ลดทอนความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนและเพจข่าว: การที่เพจข่าวออนไลน์หรือสำนักข่าว นำคลิปวิดีโอสังเคราะห์จาก AI มาใช้โดยไม่ตรวจสอบคัดกรอง ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพและทำให้สาธารณชนขาดความไว้วางใจ
-
กระตุ้นความตื่นตระหนกเกินจริง: การสร้างภาพระเบิดขีปนาวุธที่ดูรุนแรงเสมือนจริง กระตุ้นความหวาดกลัวต่อผลกระทบของสงครามและส่งผลต่อความผันผวนทางจิตวิทยาในโลกออนไลน์
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
-
แยกแยะระหว่าง ‘เหตุการณ์จริง’ กับ ‘คลิปประกอบ’: ในหลายกรณี เหตุการณ์ปะทะกันอาจเกิดขึ้นจริง แต่ภาพหรือคลิปที่แชร์กันอาจเป็นคลิป AI หรือคลิปเก่าจากที่อื่น ห้ามสรุปว่าภาพนั้นเป็นของจริงเพียงเพราะมีข่าวการสู้รบเกิดขึ้น
-
สังเกตหลักฟิสิกส์ของภาพเคลื่อนไหว: สังเกตความสมเหตุสมผลของการพุ่งของขีปนาวุธ ทิศทางของควันไฟ และการระเบิด หากวัตถุโผล่ขึ้นมาลอย ๆ หรือเกิดระเบิดก่อนตกกระทบพื้น ให้ประเมินไว้ก่อนว่าเป็นคลิป AI
-
ติดตามฟุตเทจจากสำนักข่าวสากลภาคสนาม: ภาพเหตุการณ์ทางทหารระดับนานาชาติจะมีการยืนยันภาพถ่ายดาวเทียมหรือคลิปจากสำนักข่าวสากลหลัก (เช่น AP, Reuters, AFP) ที่ผ่านการตรวจสอบพิกัด (Geolocation) แล้ว
-
กดรายงานเมื่อพบคลิปบิดเบือน (Report): หากพบคอนเทนต์ที่นำภาพ AI มาอ้างว่าเป็นฟุตเทจเหตุการณ์จริง ให้ช่วยกันกด “รายงานข้อมูลเท็จ” บนแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายความเข้าใจผิดในวงกว้าง
เนื้อหาได้รับความนิยม









