“สื่อกัมพูชา” โพสต์อ้าง “ทหารไทยแสดงละคร” ยึดปราสาทตาควาย ตรวจสอบพบใช้ภาพที่สร้างจาก AI

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาข่าวปลอมจาก : Facebook
โพสต์ของ BVTV plus news ระบุภาพของ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ปราสาทตาควาย เป็นภาพที่สร้างขึ้น
Thai PBS Verify พบเพจเฟซบุ๊กชื่อ BVTV plus news ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ของกัมพูชา โพสต์ภาพ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ พร้อมระบุข้อความว่า (คลิกเพื่อดูเนื้อหาต้นฉบับที่บันทึกไว้)
មានអីចង់បកស្រាយទៀតទេសៀម ឈប់បោកគេទៅ ល្មមឈប់សម្តែងហើយ គេតាមទាន់រហូត អត់ចេះខ្មាសគេទេឬចោរសៀម
เมื่อนำมาแปลเป็นภาษาไทยด้วย Google Translate ได้ใจความว่า
ยังมีอะไรอีกไหมที่เจ้าอยากจะอธิบาย เจ้าแมวสยาม? เลิกโกงพวกเขาเสียที เลิกเสแสร้งเสียที พวกเขาจะตามทันเจ้าได้ในที่สุด พวกแมวสยามโจรพวกนี้ไม่รู้จักความละอายใจเลย
โดยโพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกว่า 30,000 ครั้ง รวมถึงถูกแชร์กว่า 21,000 ครั้งด้วยกัน โดยผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชาที่เชื่อว่าภาพดังกล่าวเป็นเรื่องจริง
ภาพจริงหรือไม่ ?
เรานำภาพจากโพสต์ดังกล่าวมาตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI จากเว็บไซต์ Hive Moderation พบว่า ภาพที่ถูกอ้างว่าเป็นภาพที่สร้างขึ้นนั้น ไม่ได้ถูกสร้างจาก AI
ผลการตรวจสอบภาพจากโพสต์ไม่พบว่าถูกสร้างจาก AI
ขณะที่เมื่อนำภาพที่อ้างว่า เป็นการถ่ายทำมาตรวจสอบด้วยเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI ของ Google Lens ที่จะค้นหา SynthID ของภาพว่าเป็นภาพที่ถูกสร้างจาก AI หรือไม่ พบว่าภาพดังกล่าวถูกสร้างจาก AI ของ Google
ภาพบันทึกหน้าจอแสดงผลการตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือตรวจสอบภาพ Google Lens พบรายละเอียดภาพว่าสร้างจาก Google AI
นอกจากนี้จากการค้นหาด้วยคำสำคัญ เรายังพบคลิปวิดีโอของ พล.ท. บุญสิน ลงพื้นที่ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่ถูกโพสต์โดยเพจเฟซบุ๊ก FC แม่ทัพกุ้ง พลโทบุญสิน พาดกลาง ซึ่งเป็นการยืนยันว่า ทหารไทยได้ทำการยึดพื้นที่ปราสาทตาควายได้สำเร็จอีกด้วย (คลิกเพื่อดูเนื้อหาต้นฉบับที่บันทึกไว้)
ภาพจากโพสต์ของ BVTV Plus News (ซ้าย) เปรียบเทียบกับ ภาพจากวิดีโอการลงพื้นที่ปราสาทตาควายของ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง (ขวา)
กองทัพยืนยันภาพจริง
นอกจากนี้เรายังสอบถามไปยัง พ.อ. ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ยืนยันว่า ภาพดังกล่าวเป็นการลงพื้นที่ของ พล.ท.บุญสิน ที่ลงพื้นที่ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ จริง ไม่ใช่ภาพที่ถูกสร้างจาก AI แต่อย่างใด (คลิกเพื่อดูเนื้อหาต้นฉบับที่บันทึกไว้)
พ.อ. ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก
สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร ?
เพจ กองทัพบก Royal Thai Army รายงานสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุดว่า
พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ขึ้นไปบนพื้นที่เนิน 350 และปราสาทตาควายช่วงกลางดึกของวันที่ 20 ธ.ค. 68
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
เหตุการณ์ที่ปรากฏในภาพคือ การลงพื้นที่จริง ของ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาทหารบก ณ ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยกองทัพบกยืนยันว่า ทหารไทยสามารถเข้าควบคุมพื้นที่และยึดอาวุธยุทโธปกรณ์จากฐานปฏิบัติการเดิมได้สำเร็จ ภาพดังกล่าวจึงเป็นภาพเหตุการณ์จริง ไม่ใช่การสร้างภาพหรือการแสดงตามที่เพจออนไลน์ของกัมพูชากล่าวอ้าง
กระบวนการตรวจสอบ
-
ตรวจสอบภาพต้นฉบับ: ใช้เครื่องมือ Hive Moderation ตรวจสอบภาพ พล.ท.บุญสิน ผลระบุว่า “ไม่ใช่ภาพที่สร้างจาก AI” แต่เป็นภาพถ่ายจริงจากสถานที่จริง
-
ตรวจสอบภาพว่าถูกสร้างจาก AI หรือไม่: นำภาพที่เพจกัมพูชาอ้างว่าเป็นการถ่ายทำมาเช็กผ่าน Google Lens (SynthID) พบว่าภาพที่นำมาโจมตีไทยนั้น “ถูกสร้างขึ้นด้วย Google AI”
-
ตรวจสอบด้วยคำสำคัญ: พบคลิปวิดีโอ และสอบถามยืนยันโดยตรงกับ รองโฆษกกองทัพบก ซึ่งได้รับคำยืนยันตรงกันว่าเป็นเหตุการณ์จริง
ผลกระทบของข้อมูลเท็จเหล่านี้
การบิดเบือนข้อมูลในลักษณะนี้ส่งผลเสียในวงกว้าง ดังนี้:
-
ความขัดแย้งระหว่างประเทศ: กระตุ้นให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech) ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศผ่านการใช้ถ้อยคำรุนแรง
-
ความเข้าใจผิดในอธิปไตย: สร้างความสับสนเกี่ยวกับสถานการณ์การถือครองพื้นที่ชายแดนและอธิปไตยเหนือปราสาทตาควาย
-
ลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐ: พยายามทำให้ประชาชนเชื่อว่ากองทัพสร้างเรื่องหรือ “แสดงละคร” เพื่อบิดเบือนความจริงในปัจจุบัน
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
-
สังเกตแหล่งที่มา: เพจที่ใช้ถ้อยคำรุนแรง ดุดัน หรือเน้นการด่าทอ มักเป็นเพจที่จงใจปั่นกระแสข่าวปลอม
-
ตรวจสอบด้วยเครื่องมือดิจิทัล: หากสงสัยว่าเป็นภาพปลอม สามารถใช้ Google Lens หรือเว็บไซต์ตรวจสอบ AI เบื้องต้นได้
-
รอฟังคำยืนยันจากหน่วยงานหลัก: ในเรื่องความมั่นคง ควรตรวจสอบข้อมูลจากเพจ “กองทัพบก Royal Thai Army” หรือสำนักข่าวหลักที่น่าเชื่อถือ
-
ไม่รีบส่งต่อ: การแชร์ข้อมูลที่ยังไม่กรองเปรียบเสมือนการช่วยแพร่กระจายความขัดแย้งโดยไม่รู้ตัว








