Profile icon

จาก Fact-Checking สู่ Public Trust: ถอดบทเรียนภาครัฐและสื่อ จะสร้างความเชื่อมั่นอย่างไรในวันที่ AI สร้างข่าวปลอม

DateClock icon14:45|การสร้างเครือข่าย

ท่ามกลางความท้าทายของข่าวปลอมในยุค AI ภาครัฐ สื่อ และผู้พัฒนาเทคโนโลยีจะร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมได้อย่างไร ชวนติดตามประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนาว่าด้วยการรับมือข้อมูลเท็จและการสร้าง Public Trust ในยุคดิจิทัล

เมื่อ AI กลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในทุกมิติของสังคม หนึ่งในโจทย์สำคัญของภาครัฐและสื่อมวลชนคือการกำหนดทิศทางการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ รวมถึงบทบาทในการสร้างระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ ท่ามกลางความท้าทายของการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) ในยุคที่ AI สามารถสร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จได้อย่างรวดเร็ว

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาพิเศษ “เมื่อความจริงถูกท้าทาย…ภาครัฐจะสร้างความเชื่อมั่นอย่างไร?” เมื่อวันที่ 22 ก.ค 69 ณ โรงแรมสยามแอทสยาม ดีไซน์ โฮเทล กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการรับมือข่าวปลอม บทบาทของภาครัฐและสื่อ รวมถึงแนวทางสร้างความเชื่อมั่นของสังคมในยุค AI

ชวนฟังมุมมองจากส่วนหนึ่งจากช่วงเสวนาพิเศษหัวข้อ “ความท้าทายของสื่อ ภาครัฐ และเทคโนโลยี AI ในการรับมือกับข่าวปลอมและการสร้างความเชื่อมั่น” โดย ผศ.ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล  ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส และหัวหน้าทีม Thai PBS Verify, ดร.วัชรติยา วัชโรบล นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ กรมประชาสัมพันธ์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ดำเนินรายการโดย คุณกานต์กลอน รักธรรม จาก UNDP Thailand ถึงแนวทางรับมือข่าวปลอม บทบาทของภาครัฐและสื่อในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตลอดจนการใช้ AI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของข้อมูลในยุคดิจิทัล 

ปัจจุบัน AI เข้ามาช่วยตรวจจับข่าวปลอมได้จริงไหม และมีความท้าทายอย่างไร?

“ไม่มีใครหยุดเทคโนโลยีได้ แต่ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน”

คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ไม่มีใครสามารถหยุดการพัฒนาเทคโนโลยี AI ได้ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีและใช้มันอย่างรู้เท่าทัน

กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส

พร้อมชี้ว่า แม้ข่าวปลอมบางชิ้นจะดูเหมือนไม่สร้างความเสียหายในทันที แต่การปล่อยให้ข้อมูลเท็จแพร่กระจายซ้ำ ๆ จะทำให้สังคมเกิดความคุ้นชิน และลดทอนความสามารถในการแยกแยะข้อเท็จจริงในระยะยาว

คุณกนกพร กล่าวว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงในปัจจุบันต้องสร้างสมดุลระหว่าง “ความรวดเร็ว” และ “ความถูกต้อง” โดยในสถานการณ์ที่ประชาชนกำลังสับสน จำเป็นต้องเผยแพร่ข้อมูลที่ยืนยันได้ก่อน จากนั้นจึงทยอยเติมข้อมูลและบริบทเพิ่มเติมเมื่อมีหลักฐานใหม่ เพื่อให้สื่อหรือหน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบไปขยายผลบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง

“สำหรับข่าวที่ใช้เวลาตรวจสอบนาน ไม่ใช่ข่าวปลอมที่สร้างด้วย AI แต่กลับเป็นประเด็นที่ไม่มีคำตอบแบบ “ถูกหรือผิด” อย่างชัดเจน เช่น เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ ประสบการณ์ส่วนบุคคล หรือประเด็นทางการเมืองที่มีความเห็นแตกต่างกัน ซึ่งการตรวจสอบจึงไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่ยังต้องทำความเข้าใจบริบทและมุมมองของผู้คน ขณะที่ข่าวด้านสุขภาพก็เป็นอีกประเด็นที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการจำนวนมาก”

“ภาครัฐควรโฟกัสประเด็นที่กระทบประชาชนในช่วงวิกฤต”

คุณกนกพร กล่าวว่า ในช่วงที่เกิดสถานการณ์สำคัญ เช่น ภัยพิบัติ เหตุการณ์ความมั่นคง หรือสถานการณ์ชายแดน ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ทั้งด้านนโยบาย มาตรการ และสวัสดิการ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา

ส่วนในช่วงที่ไม่มีวิกฤต ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารเชิงรุก ทั้งเรื่องนโยบาย ภาพลักษณ์องค์กร การสื่อสารของบุคลากร รวมถึงการออกแบบแคมเปญประชาสัมพันธ์ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของผู้รับสารในแต่ละแพลตฟอร์ม

ด้าน ดร.วัชรติยา วัชโรบล นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ กองเทคโนโลยีดิจิทัล กรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า AI ตรวจจับ AI ได้ แต่ไม่มีเครื่องมือใดแม่นยำ 100%

ดร.วัชรติยา วัชโรบล นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ กองเทคโนโลยีดิจิทัล กรมประชาสัมพันธ์

“การตรวจจับเนื้อหาที่สร้างด้วย AI มีความซับซ้อนและไม่สามารถอาศัยเครื่องมือเพียงชนิดเดียวได้ เนื่องจากแต่ละระบบมีจุดแข็งแตกต่างกัน บางเครื่องมือมีประสิทธิภาพกับการตรวจสอบ AI Deepfake ใบหน้าชาวตะวันตก ขณะที่บางเครื่องมือเหมาะกับใบหน้าชาวเอเชีย”

พร้อมยกผลการศึกษาจากออสเตรเลียที่พบว่า ผู้เข้าร่วมทดลองร้อยละ 89 เชื่อว่าตนเองสามารถแยกแยะภาพที่สร้างด้วย AI ได้ แต่เมื่อทดสอบจริง มีเพียงร้อยละ 42 ที่จำแนกได้ถูกต้อง สะท้อนว่าความมั่นใจของมนุษย์อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ดร.วัชรติยา กล่าวว่า โมเดล AI สำหรับตรวจจับเนื้อหาปลอมจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาด้วยชุดข้อมูลที่หลากหลาย เนื่องจากบริบทของแต่ละภูมิภาคแตกต่างกัน โมเดลที่ทำงานได้ดีในยุโรปอาจไม่สามารถตรวจจับข้อมูลในเอเชียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พัฒนา “Fake News Deep Verify” ตรวจข้อความ ภาพ และ SMS หลอกลวงแบบเรียลไทม์

เมื่อมองถึงบทบาทของหน่วยงานภาครัฐอย่างกรมประชาสัมพันธ์ในการรับมือข่าวปลอมในยุค AI ว่ามีการเตรียมความพร้อมและปรับตัวอย่างไร ดร.วัชรติยา เปิดเผยว่า กรมประชาสัมพันธ์ร่วมกับทีมวิจัยได้พัฒนาระบบ Fake News Deep Verify ซึ่งใช้ AI ช่วยตรวจสอบข้อมูลปลอมที่ออกแบบมาเพื่อบริบทของประเทศไทย สามารถตรวจสอบได้ทั้งข้อความ ภาพหน้าจอ อินโฟกราฟิก และข้อความ SMS หลอกลวงแบบเรียลไทม์

ระบบดังกล่าวได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที WSIS Forum โดยเอาชนะผลงานกว่า 1,700 ทีม จากกว่า 80 ประเทศ

อย่างไรก็ตามเน้นย้ำว่า AI ไม่สามารถตรวจสอบได้ถูกต้อง 100% ผู้ใช้งานจึงไม่ควรเชื่อผลการวิเคราะห์ของระบบเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้เป็นเครื่องมือช่วยประกอบการตัดสินใจ โดยระบบยังสามารถเสนอการแก้ไขข้อความที่ผิดพลาด และในอนาคตจะเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งต่อข้อมูลสำหรับการตรวจสอบเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ระบบยังช่วยลดระยะเวลาการตรวจสอบข่าวได้อย่างมาก จากเดิมที่การตรวจสอบข่าวต่างประเทศบางกรณีอาจใช้เวลานาน 7-8 ชั่วโมง แต่หากเป็นข้อความหรืออินโฟกราฟิก ระบบสามารถรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งและแสดงผลภายในเวลาไม่เกิน 1 นาที ช่วยให้ผู้ตรวจสอบไม่ต้องค้นหาข้อมูลจากหลายเว็บไซต์ด้วยตนเอง และเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้จากหน้าเดียวอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สร้าง Public Trust อย่างไรในยุคข่าวปลอม

คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส กล่าวว่า การสร้าง Public Trust หรือความไว้วางใจจากประชาชน มีองค์ประกอบสำคัญหลายประการ

อย่างแรก คือ ความโปร่งใส (Transparency) ประชาชนสามารถยอมรับความผิดพลาดได้ หากหน่วยงานไม่ปกปิดหรือซุกซ่อนข้อมูล แต่พร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

สอง คือ การอธิบายกระบวนการทำงานได้ (Explainability) โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) ซึ่งการระบุเพียงว่าข้อมูล “จริง” หรือ “ปลอม” ยังไม่เพียงพอ แต่ต้องอธิบายว่ามีการใช้เครื่องมือใดในการตรวจสอบ ใช้หลักฐานอะไร และแต่ละเครื่องมือมีข้อจำกัดอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจที่มาของข้อสรุป

อีกประเด็นสำคัญ คือ ภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อสาธารณะในรูปแบบ Open Data เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ และถือเป็นบริการสาธารณะที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาครัฐ

นอกจากนี้ ภาครัฐยังต้องทำหน้าที่เป็น แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ประชาชนสามารถอ้างอิงข้อมูลที่ถูกต้องได้เมื่อเกิดสถานการณ์สำคัญ

“บอกให้เร็วว่าเรารู้อะไร และยังไม่รู้อะไร”

ด้าน ผศ. ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การต่อสู้กับข้อมูลบิดเบือนในช่วงวิกฤต ไม่ได้หมายถึงการต้องมีข้อมูลครบทุกอย่างก่อนจึงค่อยสื่อสาร แต่ควรสื่อสารอย่างรวดเร็วว่าขณะนี้เรารู้อะไร ยังไม่รู้อะไร และจะอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อใด

เขากล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นหนึ่งในวิธีรับมือข่าวปลอมที่มีประสิทธิภาพ เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ ประชาชนต้องการข้อมูลจำนวนมาก หากหน่วยงานภาครัฐยังไม่สามารถให้ข้อมูลได้ทันเวลา ย่อมเกิดช่องว่างที่ทำให้ข่าวลือหรือข้อมูลบิดเบือนแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น หากหน่วยงานสามารถสื่อสารได้ทันทีว่า ขณะนี้เกิดอะไรขึ้น มีข้อมูลใดที่ยืนยันแล้ว มีข้อมูลใดที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และจะมีการอัปเดตสถานการณ์อีกเมื่อใด เช่น ภายในอีกกี่ชั่วโมง พร้อมยืนยันว่าจะรายงานเฉพาะข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และจะบอกตามตรงในส่วนที่ยังยืนยันไม่ได้ จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับหน่วยงานได้

“สิ่งสำคัญที่สุดคือความจริงใจ รู้ก็บอกว่ารู้ ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้” ผศ.ดร.เอกพล กล่าว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ด้าน ดร.วัชรติยา วัชโรบล นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ กองเทคโนโลยีดิจิทัล กรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า เมื่อเกิดสถานการณ์สำคัญ ประชาชนไม่สามารถรอข้อมูลได้นาน หน่วยงานจึงต้องอ่านเกมให้ออกว่าประชาชนกำลังต้องการรู้อะไร และสื่อสารเชิงรุกให้ทันกับสถานการณ์

แม้ว่าความถูกต้องจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากข้อมูลจากภาครัฐล่าช้า ข่าวปลอมมักจะแพร่กระจายได้ก่อน จึงอยากให้ทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุก และส่งเสริมแนวคิด “Verify Before You Share” หรือ “ตรวจสอบก่อนแชร์” เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนส่งต่อข้อมูล พร้อมทั้งทำงานอย่างรวดเร็วเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องโดยเร็วที่สุด

จุดเริ่มต้นของ Public Trust ต้องเริ่มจากการสร้างความน่าเชื่อถือจากภายในองค์กร

คุณกนกพร กล่าวว่า ในหลายกรณีมีการนำภาพหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐไปเผยแพร่ต่อจนเกิดความเข้าใจผิด แม้ว่าหน่วยงานเจ้าของข้อมูลจะเป็นผู้ที่รู้ข้อเท็จจริงดีที่สุด แต่เมื่อข้อมูลถูกแชร์ออกไปเป็นวงกว้างแล้ว การติดตามแก้ไขทำได้ยาก โดยเฉพาะบน แพลตฟอร์มแบบวงปิด เช่น LINE ที่หน่วยงานไม่สามารถเข้าไปชี้แจงได้โดยตรง

ดังนั้น หน่วยงานจึงต้องให้ความสำคัญกับการติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของตนเอง และเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ คุณกนกพร ยังยกตัวอย่างกระบวนการทำงานของ ไทยพีบีเอส ซึ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้สื่อกลายเป็นผู้สร้างข่าวปลอมเสียเอง โดยทุกชิ้นงานต้องผ่านการตรวจสอบจากหลายฝ่ายก่อนเผยแพร่

ขณะเดียวกัน องค์กรต้องไม่มองข้ามปัจจัยภายนอก เช่น การนำภาพหรือคลิปของผู้ประกาศข่าวไปแอบอ้าง เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร

ตัวอย่างข่าวปลอมจาก Thai PBS Verify

สำหรับหน่วยงานภาครัฐ การสร้างความน่าเชื่อถือไม่ได้เป็นหน้าที่ของฝ่ายประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่บุคลากรทุกคนในองค์กร ตั้งแต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไปจนถึงผู้บริหาร ควรได้รับการ Reskill และมีความเข้าใจด้านการสื่อสาร เพราะทุกคนล้วนเป็นตัวแทนขององค์กร และมีส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

คุณกนกพร ยกตัวอย่าง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ที่แม้จะประกอบด้วยหลายหน่วยงานและหลายภารกิจ แต่มีการใช้อัตลักษณ์และเครื่องแบบในทิศทางเดียวกัน ทำให้ประชาชนจดจำและเกิดความเชื่อมั่นต่อองค์กร

“ความไว้วางใจไม่ได้เกิดจากการสร้างคอนเทนต์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากทุกองค์ประกอบของแบรนด์ ตั้งแต่บุคลากร วิธีการสื่อสาร ไปจนถึงภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งทั้งหมดล้วนสะท้อนความน่าเชื่อถือ” คุณกนกพร กล่าวปิดท้าย

วางระบบรับมือข่าวปลอมตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หากจะเริ่มต้นรับมือข่าวปลอม สิ่งที่หน่วยงานสามารถทำได้ทันทีคือ การวางระบบรับมือภายในองค์กร โดยให้แต่ละหน่วยงานประเมินความเสี่ยงของตนเองว่า หากในอีก 2-3 วันข้างหน้าเกิดข่าวบิดเบือนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของหน่วยงาน จะมีแนวทางรับมืออย่างไร

ยกตัวอย่าง หากเป็นหน่วยงานด้านสาธารณสุข อาจต้องเตรียมแผนรับมือข่าวลือเกี่ยวกับโรคระบาด หรือหากเป็นหน่วยงานด้านการขนส่ง อาจต้องเตรียมแนวทางรับมือกรณีข่าวปลอมเกี่ยวกับการทำใบขับขี่ปลอมหรือการให้บริการของหน่วยงาน

“เราควรเริ่มจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นวันนี้ เราพร้อมรับมือหรือยัง ถ้ายังไม่พร้อม ควรมีระบบอย่างไร นี่คือสิ่งที่สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้” ผศ.ดร.เอกพล กล่าว

ด้าน คุณกนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส กล่าวเสริมว่า หน่วยงานไม่ควรรอให้มีผู้เสียหายหรือเกิดเหตุการณ์ขึ้นก่อนจึงค่อยดำเนินการ แม้โดยธรรมชาติของการตรวจสอบข้อมูลปลอมจะต้องอาศัยกรณีตัวอย่างในการพัฒนาเครื่องมือ แต่หากยังไม่เคยเกิดเหตุ ก็สามารถเตรียมมาตรการเชิงป้องกัน หรือที่เรียกว่า Prebunking ได้

การสื่อสารเชิงป้องกันจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน ทำให้รับรู้ล่วงหน้าว่า หากพบข้อมูลลักษณะดังกล่าว ควรตรวจสอบได้จากแหล่งใด โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความเสียหายก่อนจึงค่อยชี้แจง

นอกจากนี้คุณกนกพร ยังมองว่าการเข้ามาของ AI ทำให้ทั้งปริมาณและรูปแบบของข่าวปลอมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การตรวจสอบมีความซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น เครื่องมือและระบบ AI ที่ใช้ตรวจสอบข้อมูลก็จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาและอัปเดตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรับมือกับรูปแบบการปลอมแปลงที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน