Profile icon

โจทย์ใหญ่ยุค AI และข่าวปลอม วันที่ประชาชนไม่รู้จะเชื่อใคร ภาครัฐต้องเป็นคำตอบได้ในยามวิกฤต

DateClock icon11:44|การสร้างเครือข่าย

รศ.ดร. วิไลวรรณ จงวิไลเกษม คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนมุมมองจากเวที “เมื่อความจริงถูกท้าทาย…ภาครัฐจะสร้างความเชื่อมั่นอย่างไร?” สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาพิเศษ เกี่ยวกับการรับมือข่าวปลอม บทบาทของภาครัฐและสื่อ รวมถึงแนวทางสร้างความเชื่อมั่นของสังคมในยุค AI

ในยุคที่ผู้คนไม่แน่ใจว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรคือข้อมูลเท็จ และความน่าเชื่อถือกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยาก เมื่อการเข้ามาของ AI เป็นโจทย์ที่ท้าทายในยุคที่สร้างข่าวปลอมที่แยกแยะได้ยากขึ้น คำถามสำคัญคือ ใครจะเป็นเสาหลักสุดท้ายให้ประชาชนพึ่งพาได้ หากเสาหลักสุดท้ายคือภาครัฐ โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน บทบาทของรัฐต้องไปไกลกว่าการเป็นกระบอกเสียงประชาสัมพันธ์องค์กรหรือนโยบาย แต่ต้องเป็น วัคซีนของสังคมที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรับมือกับวิกฤตข่าวปลอมได้ เพราะสุดท้ายหากเสาหลักแห่งความเชื่อมั่น (Public Trust) ถูกทำลาย ต่อให้ในภายหลังภาครัฐจะออกมาพูดความจริงอย่างไร ก็จะไม่มีใครเชื่ออีกต่อไปแล้ว 

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกโดย รศ.ดร. วิไลวรรณ จงวิไลเกษม คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากเวที “เมื่อความจริงถูกท้าทาย…ภาครัฐจะสร้างความเชื่อมั่นอย่างไร?” สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาพิเศษ เมื่อวันที่ 22 ก.ค 69 ณ โรงแรมสยามแอทสยาม ดีไซน์ โฮเทล กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการรับมือข่าวปลอม บทบาทของภาครัฐและสื่อ รวมถึงแนวทางสร้างความเชื่อมั่นของสังคมในยุค AI 

รศ.ดร. วิไลวรรณ จงวิไลเกษม คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ข่าวปลอมเดินทางอย่างไร 

ไม่มีคำโกหกไหนกลายเป็นความจริงได้ในชั่วข้ามคืน แต่มันอาจกลายเป็น ‘ความจริง’ ที่ผู้คนเชื่อได้ หากถูกพูดซ้ำมากพอ 

นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ของยุคโซเชียลมีเดีย ก่อนโลกจะรู้จักคำว่า Fake News หรือ Disinformation เรารู้จักสิ่งนี้ในชื่อ Propaganda หรือ “การโฆษณาชวนเชื่อ” มาแล้ว ในหน้าประวัติศาสตร์ จากกรณีศึกษาประเทศเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการสื่อสาร แต่ยังเป็นเครื่องมือในการกำหนดสิ่งที่ผู้คนเลือกจะเชื่อ และท้ายที่สุด เลือกจะมองว่าอะไรคือความจริง

ในการเสวนาหัวข้อ “Fact-checking in AI Era: ตามล่าหาความจริงในยุค AI” รศ.ดร. วิไลวรรณ กล่าวว่า แม้ในอดีตจะยังไม่มีคำว่า Fake News หรือ Disinformation แต่มีการใช้ Propaganda (การโฆษณาชวนเชื่อ) ผ่านสื่อและแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อสร้างความชอบธรรมจนนำไปสู่ความสูญเสียพังทลายของประเทศ ซึ่งในปัจจุบันแม้หลายเหตุการณ์ความขัดแย้ง เช่น ชายแดนไทย-กัมพูชา สหรัฐฯ-อิหร่าน หรือรัสเซีย จะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำว่าสงคราม แต่ในโลกโซเชียลมีเดียกลับเกิดการสู้รบทางข้อมูลข่าวสารที่ต่างฝ่ายต่างใช้กลยุทธ์ Propaganda แบบเดิมเพื่อหาแนวร่วม

“ลัทธิสังคมนิยมได้รับชัยชนะ” โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อของเยอรมนีตะวันออกปี 1958ภาพประกอบ: Shawshots/Alamy

ในภาคการศึกษา การแลกเปลี่ยนกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สะท้อนให้เห็นว่า ผู้สอนและนักวิจัยซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะผู้มีอำนาจทางวิชาการ และมีความน่าเชื่อถือสูง หากปล่อยให้ความเชื่อส่วนบุคคลหรืออคติแทรกซึมอยู่ในการสื่อสารโดยไม่รู้ตัว ก็อาจกลายเป็น ‘Super Spreader’ หรือผู้แพร่กระจายข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ส่งต่อไปยังนักเรียน นักศึกษา และสังคมที่ให้ความเชื่อถือและใช้อ้างอิงข้อมูลจากบุคคลเหล่านั้น

ขณะที่ภาครัฐ แม้จะถูกคาดหวังให้เป็นแหล่งข้อมูลที่ประชาชนเชื่อถือ โดยเฉพาะด้านการสื่อสารสาธารณะ แต่ปัจจุบันกลับต้องเผชิญกับความท้าทายด้านความเชื่อมั่น เช่น สื่อของรัฐบางแห่ง เช่น NBT หรือโทรทัศน์รัฐสภา ถูกประชาชนบางส่วนมองว่าเป็นช่องทางสื่อสารเชิงโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) มากกว่าพื้นที่สื่อสารข้อมูล ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อการสื่อสารของภาครัฐลดลง และกลายเป็นโจทย์สำคัญในการฟื้นฟู Public Trust หรือความเชื่อมั่นของสาธารณชน

ด้วยเหตุนี้ การรับมือกับวิกฤตความเชื่อมั่นและการตรวจสอบข้อเท็จจริงในยุค AI จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาทักษะ (Up-skill) ในการใช้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังต้องปรับฐานความรู้ (Knowledge) และกรอบความคิด (Mindset) ขององค์กรภาครัฐในระดับโครงสร้าง เพื่อให้การสื่อสารมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถสร้างความไว้วางใจจากประชาชนกลับคืนมา

ความเป็นราชการของคุณคือการสร้างความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะส่วนที่ต้องสื่อสาร แต่ทำไมคนถึงไม่ค่อยเชื่อถือเกิดความหวาดระแวงว่ากำลังถูกประชาสัมพันธ์ เพราะมันถูกมองว่าเป็น Propaganda ไปแล้ว ดังนั้นท้ายที่สุดเราจึงเสีย Public Trust หรือความเชื่อถือสาธารณะไป

รศ.ดร. วิไลวรรณ จงวิไลเกษม กล่าว

ในอนาคตสังคมอาจปฏิเสธความจริง ?

นอกจากนี้ รศ.ดร. วิไลวรรณ ยังกล่าวว่าในบทบาทของภาครัฐ เทคโนโลยี AI ได้เข้ามาเปรียบเสมือน “พนักงานใหม่” ในองค์กร ที่แม้จะมีความฉลาดและเรียนรู้เกือบทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว ช่วยประหยัดเวลาการทำงานลงได้มาก แต่ก็ยังคงมีความบกพร่องและอันตรายสูง โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลพื้นฐาน (Background Information) ที่ยังต้องอาศัยการตรวจสอบและกำกับดูแลจากบุคลากรระดับอาวุโส ปัจจุบันภาครัฐไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ AI ได้ แต่จำเป็นต้องเรียนรู้ในการยอมรับและจัดวางตำแหน่งการใช้งานอย่างเหมาะสม สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับภาครัฐคือ “ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ” ซึ่งเป็นจุดขายและหัวใจหลัก ปัญหาของหน่วยงานรัฐในปัจจุบันคือการทำงานที่ล่าช้าเกินไป ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทำงานได้เร็วขึ้น แต่ต้องเป็นการเร็วที่ไม่พลาดและเน้นความถูกต้องเป็นสำคัญ เพื่อรักษาบทบาทการเป็น Public Trust ของประชาชน

เมื่อพิจารณาถึง วิวัฒนาการของสงครามข่าวสารและการล่มสลายของความจริง (Erosion of Ground Truth) สามารถแบ่งออกเป็น 2 ยุคสำคัญ ได้แก่

  1. ยุคที่ 1 Information Distortion มนุษย์ใช้วิธีการสร้างข้อความหรือตัดต่อภาพด้วยตนเอง ซึ่งมีต้นทุนสูง การเผยแพร่อยู่ในวงจำกัด และหวังผลเพียงสร้างความเข้าใจผิดเฉพาะประเด็น
  2. ยุคที่ 2 Generative Synthetic Reality AI/LLMs เข้ามาสังเคราะห์และลอกเลียนอัตลักษณ์มนุษย์ได้อย่างแนบเนียน (Deepfake Audio/Video) มีความเร็วไร้ขีดจำกัด โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลาย Ground Truth และความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง

ภัยคุกคามดังกล่าวนำไปสู่ ปรากฏการณ์ Liar’s Dividend (กำไรของผู้โกหก) ซึ่งส่งผลกระทบแบบ 2 เด้ง ได้แก่

  • เด้งที่ 1 (False Believing) ประชาชนหลงเชื่อเรื่องเท็จที่ถูกสร้างขึ้นด้วย AI อย่างแนบเนียน
  • เด้งที่ 2 (True Denying) ผู้กระทำผิดจริงฉวยโอกาสใช้วิธีการอ้างว่า คลิปหรือหลักฐานจริงที่ถูกนำมาแฉนั้นเป็นเพียง Deepfake หรือของปลอมที่ถูกสร้างขึ้น

ปลายทางของปรากฏการณ์นี้จะนำไปสู่ Infodemic Uncertainty หรือสภาวะที่สังคมปฏิเสธความจริงทุกอย่าง เกิดความบิดเบือน จนความไว้วางใจของประชาชนลดลงเหลือ 0% ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของประชาชน ดังที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ประชาชนไม่เชื่อถือข้อมูลข่าวสารด้านวัคซีนจนตัดสินใจผิดพลาด 

เมื่อประชาชนไม่รู้จะเชื่อใคร ภาครัฐต้องเป็นคำตอบได้ ในสถานการณ์วิกฤต

หัวใจสำคัญสูงสุดของภาครัฐ คือ ภาครัฐไม่จำเป็นต้องมุ่งเน้นเรื่องการแสวงหากำไรหรือยอดเรตติ้งแข่งกับภาคเอกชน แต่ภาครัฐมีภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการต้องเป็น “หน่วยงานที่เป็นหลักความจริง” เพราะข้อมูลจากภาครัฐมีผลต่อการตัดสินใจในชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก ยามที่สังคมเกิดวิกฤตหรือความซีเรียส ประชาชนต้องการ “ความถูกต้อง” เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต ดังจะเห็นตัวอย่างได้จากกรณีของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสที่ในเวลาปกติอาจไม่ได้มุ่งแข่งเรตติ้งจนได้ยอดตัวเลขสูง ๆ แต่ในยามที่เกิดสถานการณ์วิกฤต ประชาชนจะหันกลับมาพึ่งพาและต้องการข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำจากสื่อสาธารณะและภาครัฐเพื่อความอยู่รอดในการดำเนินชีวิต

ทั้งนี้ ผลการสำรวจพบว่ามี ประชาชนถึง 85% ที่กังวลเรื่องข้อมูลบิดเบือนจาก AI แต่ยังขาดแคลนเครื่องมือในการตรวจสอบ

“สิ่งที่ AI ทำได้คือเนรมิตความจริงจำลอง ความน่ากลัวของอัลกอริทึมและ Deepfake คือมันสามารถเลียนแบบพฤติกรรมและความเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนทำให้ประชาชนไม่เพียงแค่เชื่อเรื่องโกหก แต่กำลังนำไปสู่สภาวะวิกฤตความเชื่อมั่น” 

ภาคเอกชนอาจจะทำข่าวเพื่อเรตติ้งหรือผลประโยชน์ แต่ภาครัฐไม่จำเป็นต้องหวังเรื่องกำไร ภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นที่พึ่ง และเป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลความจริงที่ดีที่สุดในการตัดสินใจของประชาชน

แม้การทำงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความตั้งใจและความเครียดสูง แต่ภาครัฐกลับกลายเป็นหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดจากการถูกทำลาย “ความเชื่อมั่นสาธารณะ” (Public Trust) ซึ่งความเชื่อมั่นนี้เปรียบเสมือนเสาหลักที่ค้ำยันการบริหารราชการแผ่นดินใน 3 มิติสำคัญ

  1. ด้านความมั่นคงของชาติ (National Security) ภาครัฐต้องเผชิญกับการแทรกแซงด้วยสงครามข่าวสาร (Information Warfare) ดังเช่นสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านมีความเชี่ยวชาญในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมืออย่างมาก ในปัจจุบันมีการใช้ AI ในการปั่นกระแสโซเชียล เพื่อขยายความเกลียดชังและแบ่งขั้วทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภาพรวม
  2. ด้านความยุติธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ (Social & Financial Justice) ประชาชนต้องเผชิญกับภัยหลอกลวงระดับมหาศาลผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้ง Voice Scam และ CEO Fraud ที่นำ Deepfake ใบหน้าและเสียงมาใช้ในการหลอกลวง ไม่ว่าประชาชนจะมีภูมิคุ้มกันแค่ไหนก็ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจาก อคติของ AI (AI Bias) ที่อาจแฝงอยู่ในระบบการจัดสรรสวัสดิการของรัฐและการตัดสินใจเชิงนโยบาย
  3. ด้านการบริหารจัดการภาวะวิกฤต (Crisis Management) ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดคือการเกิด ภาวะอัมพาตในการแจ้งเตือนภัย (Paralysis in Emergency) เมื่อความเชื่อมั่นสั่นคลอน ประชาชนจะไม่ปฏิบัติตามประกาศหรือคำเตือนของภาครัฐในยามเกิดภัยพิบัติหรือโรคระบาด เนื่องจากเกิดความระแวงและสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นคลิป AI ปลอม หรือเป็นข้อมูลเท็จ

การกู้คืนอำนาจในการสื่อสารของภาครัฐ ในวันที่ Public Trust ถูกทำลาย

ปัญหาใหญ่ของการสื่อสารภาครัฐในปัจจุบันคือ เมื่อเสาหลักแห่งความเชื่อมั่น (Public Trust) ถูกทำลายไปแล้ว ต่อให้ในภายหลังภาครัฐจะออกมาพูด “ความจริง” ก็จะไม่มีใครเชื่ออีกต่อไป เพราะประชาชนเกิดความหวาดระแวงไปแล้ว ซึ่งการเข้ามาของ AI ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนและท้าทายการสื่อสารของภาครัฐมากยิ่งขึ้น ในยุคที่เทคโนโลยี AI พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ภาครัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านทัศนคติและการทำงานเชิงกระบวนการอย่างสิ้นเชิง แม้ในปัจจุบันจะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ได้ดีอย่างไทยพีบีเอส (Thai PBS Verify) หรือกลุ่มนักตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checkers) แต่ภาพรวมของภาครัฐยังคงติดกับดักวิธีการแบบเดิม ซึ่งช้าเกินไปและไม่ทันต่อสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน 

โดยความแตกต่างระหว่างวิธีการตั้งรับแบบเดิมและการก้าวสู่มาตรฐานใหม่ ดังนี้

  • วิธีการแบบเดิม (Reactive) มุ่งเน้นการตั้งรับโดยการ รอให้เกิดข่าวปลอมแล้วค่อยไล่ชี้แจงรายวัน (Debunking) หรือการ ใช้อำนาจรัฐสั่งลบข้อมูลและเซ็นเซอร์ (Censor) ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ภาครัฐวิ่งตามปริมาณข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงไม่ทัน และยิ่งปิดกั้นข้อมูล ก็ยิ่งเป็นการทำลายความเชื่อใจของประชาชนลงไปเรื่อยๆ 
  • มาตรฐานใหม่ในยุค AI (Proactive Provenance) ภาครัฐต้องยกระดับจากการเป็นเพียงผู้ไล่แก้ไขข่าวปลอม สู่การเป็น “ผู้สร้างระบบนิเวศข้อมูลที่ตรวจสอบได้ (Verifier)” โดยยึดหลัก Trust-by-Design ด้วยการสร้างระบบป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เช่น การ ฝังรหัสลายน้ำดิจิทัล (Watermarking) ตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างสื่อ และการประยุกต์ใช้มาตรฐานสื่อ C2PA (Content Credentials) เพื่อยืนยันแหล่งที่มาของกล้อง อุปกรณ์ และเครื่องมืออย่างถูกต้อง 

“วิธีการแบบเดิมที่รอเกิดข่าวปลอมแล้วค่อยไล่ชี้แจงรายวัน หรือใช้อำนาจรัฐสั่งลบข้อมูลเซ็นเซอร์ มันไม่ทันแล้ว สิ่งที่ภาครัฐต้องทำคือ ยกระดับไปสู่การเป็นผู้สร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ตรวจสอบได้จากต้นทาง เพื่อกู้คืนอำนาจในการสื่อสารของภาครัฐกลับคืนมา”  รศ.ดร. วิไลวรรณ จงวิไลเกษม

 

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน