Thai PBS Verify ยกระดับการตรวจสอบข่าวจากผู้เชี่ยวชาญอาเซียน เพื่อสู้ภัย AI-อัลกอริทึม

Thai PBS Verify ร่วมเสวนา OASIIS x Cofact 2026 ติวเข้มมาตรฐาน Fact-Checking สู้ภัย AI พร้อมถอดเคล็ดลับคัดกรอง Narrative จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
Thai PBS Verify เข้าร่วม Public Forum ในงาน OASIIS x Cofact Workshop Program in Bangkok 2026 ภายใต้หัวข้อ “Enhancing Fact-Checking and Verification Workshop towards International Standards” ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสื่อมวลชนจากประเทศไทย อินโดนีเซีย และอินเดีย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และสำรวจความท้าทายใหม่ของการตรวจสอบข้อมูลในยุค AI อัลกอริทึม และสื่อสังเคราะห์
งานดังกล่าวจัดขึ้นโดย สมาคมเพื่อความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารแห่งโอเชียเนีย-เอเชีย (OASIIS) ร่วมกับ โคแฟค (ประเทศไทย) และได้รับการสนับสนุนจาก มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ ประเทศไทย (FNF)
หลักการคัดกรองและตรวจสอบ Narrative ในยุคดิจิทัล สู่มาตรฐานระดับสากล
ศาสตราจารย์ มาซาโตะ คาจิโมโตะ จากศูนย์ตรวจสอบข้อเท็จจริง ANNIE Lab มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS ได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบข้อกล่าวอ้างและชุดความคิด หรือเรื่องเล่า (Narratives) พร้อมเปิดเผยถึงกลไกการรับรองมาตรฐานระดับสากลของเครือข่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงสากล (International Fact-Checking Network: IFCN) โดยระบุว่า การที่องค์กรตรวจสอบข่าวจะเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ IFCN ได้นั้น ผู้ประเมินจะต้องใช้เวลาในการติดตามและประเมินผลการทำงานอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อดูว่าองค์กรนั้น ๆ ทำงานได้ตามมาตรฐานหรือไม่ โดยระหว่างกระบวนการจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำในการยื่นเอกสารขอรับรอง หลังจากนั้นเรื่องจะถูกส่งไปยังคณะกรรมการผู้ตรวจสอบ หากได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 8 เสียง องค์กรนั้นจึงจะได้รับการรับรองมาตรฐานจาก IFCN อย่างเป็นทางการ
ศาตราจารย์ มาซาโตะ คาจิโมโตะ ศูนย์ตรวจสอบข้อเท็จจริง ANNIE Lab มหาวิทยาลัยฮ่องกง และผู้ร่วมก่อตั้ง OASIIS
หัวใจสำคัญของการเข้าเป็นสมาชิก IFCN คือ ความโปร่งใสเรื่องแหล่งเงินทุน (IFCN Standards) ซึ่งถือเป็นหลักเกณฑ์ที่ IFCN ให้ความสำคัญสูงสุด องค์กรที่ยื่นขอรับรองจะต้องพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า กระบวนการทำงานมีความเป็นอิสระ มีความโปร่งใสทางการเงิน และปราศจากการครอบงำหรืออิทธิพลทางการเมืองและเอกชนอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ มาซาโตะ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงเทรนด์การทำงาน Fact-Check ในต่างประเทศว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในวงการสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงการสร้างความรู้เท่าทันสื่อในกลุ่มวิชาชีพอื่น เช่น การให้ความรู้กับนักศึกษาแพทย์ เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์ถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการคัดกรองและตรวจสอบข้อมูลสุขภาพ ก่อนส่งต่อความรู้ที่ถูกต้องแก่สังคม
ขณะเดียวกัน ในหลายประเทศเริ่มมีการตรากฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มดิจิทัลต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอย่าง IFCN ซึ่งข้อกำหนดทางกฎหมายนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำถึงความสำคัญและความจำเป็นของหน่วยงาน Fact-Checker ในระบบนิเวศสื่อ แต่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานการทำงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงสามารถรับมือกับข้อมูลบิดเบือนในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ถอดประสบการณ์ตรงจากสื่อ Fact-Check ในต่างประเทศ
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการบรรยายเชิงลึกในหัวข้อการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างรับผิดชอบและการตรวจสอบเนื้อหาที่สร้างโดย AI (AI-Generated Content) เพื่อให้ผู้ร่วมงานเท่าทันเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่อาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างข้อมูลบิดเบือน โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญระดับภูมิภาคมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ได้แก่
คุณเซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ (Septiaji Eko Nugroho) จาก Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย ที่มาให้ความรู้เรื่องของเครื่องมือตรวจสอบภาพ AI ต่าง ๆ ซึ่ง คุณเซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ ระบุว่า ในอนาคต AI จะเข้ามาช่วยเป็นพระรอง แต่จะไม่เป็นตัวหลักในการตรวจสอบ และเราจะต้องเรียนรู้การใช้เครื่องมือเหล่านี้เพิ่มเติม และการทำ Fact-Check เป็นหนึ่งในกระบวนการที่ควบคู่กับเรื่อง Fake News ดังนั้นนอกจากการบอกว่าเรื่องใดผิด เรื่องใดถูก ยังจะต้องมีสิ่งที่จะต้องพลิกใจคน เพราะความรู้อย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนคนได้ แต่ต้องใช้ความน่าเชื่อถือเข้ามาช่วยเปลี่ยนใจคนด้วย
เซ็ปเตียจี เอโก นูโกรโฮ (Septiaji Eko Nugroho) จาก Mafindo ประเทศอินโดนีเซีย
Fact-Checking เป็นเพียงแค่อุปกรณ์หนึ่งที่จะบอกว่าเรื่องที่พบ ใช่ หรือ ไม่ใช่ ถูก หรือ ผิด แต่การจะเปลี่ยนใจคนนั้น ต้องพึ่งพาความเชื่อถือความน่าไว้วางใจ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราเป็นอะไรที่คนเชื่อใจแล้วหรือยัง
ขณะที่ คุณเจนซี เจคอบ (Jency Jacob) จาก BOOM ประเทศอินเดีย ได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การรับมือกับข่าวปลอมในบริบทของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และเชื้อชาติอย่างมหาศาล โดยเฉพาะประเด็นความท้าทายจาก “ข่าวปลอมด้านความเชื่อและศาสนา” ที่มีปริมาณสูงมากตามบริบทสังคม พฤติกรรมการแชร์ข้อมูลบิดเบือนในลักษณะนี้มักเล่นกับอารมณ์ ศรัทธา และอคติส่วนบุคคล ทำให้ข่าวลวงแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
เจนซี เจคอบ (Jency Jacob) จาก BOOM ประเทศอินเดีย
ซึ่งการทำงานของ Fact-Checker ในอินเดียจึงไม่เพียงแต่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังต้องมีความเข้าใจลึกซึ้งในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อสื่อสารข้อเท็จจริงได้อย่างรอบคอบและลดความขัดแย้งในสังคม
คุณปารุล โกสวามี (Parul Goswami) ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย ระบุถึงอุปสรรคของการตรวจสอบข่าว โดยเฉพาะสิ่งประดิษฐ์ หรือ Synthetic Media ว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่มองในด้านดีไม่ได้เลย เพราะหากมองดูทั้งระบบจะพบว่า ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้คือปริมาณที่มีจำนวนมหาศาล เกินกว่าการรับมือของนักตรวจสอบข่าว อีกทั้งนัก Fact-Checker ที่ถือว่าเป็นมดงานก็มีจำนวนที่น้อย ยิ่งประกอบกับปัญหาด้านการเงินและจำนวนคนที่มีอยู่ จึงทำให้การพัฒนาเรื่องของการตรวจสอบเป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตามการพัฒนาทักษะคือศักยภาพไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะแม้ว่าจะมีความสามารถหรือเก่งที่สุดก็ตาม ก็จำเป็นที่จะต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ หากถามว่างานของ Fact-Checker จะหายไปหรือไม่ก็ตอบว่าอาจจะไม่ แต่วิธีการทำงานหรือสโคปงานจะมี Impact มากน้อยขนาดไหนก็ยังคงเป็นคำถาม
ปารุล โกสวามี (Parul Goswami) ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการ DataLEADS ประเทศอินเดีย
นอกจากนี้ผู้ที่เป็นนัก Fact-Checker จะต้องไม่หยุดอยู่กับที่ เพราะหากย้อนไปในตั้งแต่ปี 2018 เรายังคงสามารถบอกได้ว่า ข่าวไหนจริงข่าวไหนปลอม แต่ปัจจุบันข่าวปลอมเหล่านี้พัฒนามาจนแยกได้ยาก ซึ่งต้องดูว่าข้อมูลที่เห็นนั้นจริงหรือปลอม และต้องดูต่อไปว่าถูกส่งมาจากไหน มีวัตถุประสงค์อะไร หรือเราจะต้องบอกอย่างไร ว่าหากพบข่าวลักษณะนี้ต้องหยุดเผยแพร่ต่อ
ดังนั้นการหยุดวิวัฒนาการของข่าวปลอม ไม่ใช่เพียงแต่การพัฒนาของ Fact-Checker เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาให้ประชาชนมีความรู้เท่าทัน เพื่อให้สังคมเป็นสังคมที่อุดมปัญญา เพราะถ้าหากประชาชนยังไม่พัฒนาหรือเท่าทันกับข่าวปลอม ก็เป็นเรื่องที่ยากที่วงจรเหล่านี้จะหมดไป
ถอดบทเรียน “ประโยชน์-โทษของ AI” ในบริบทของหน่วยงานตรวจสอบข่าวในไทย
การบรรยายในส่วนนี้ได้มุ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานข่าวและงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงจริยธรรม ความถูกต้อง และข้อจำกัดของเครื่องมือดิจิทัล เพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นชนวนเหตุในการแพร่กระจายข้อมูลเท็จในสังคม
พร้อมการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “พรมแดนใหม่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงยุคอัลกอริทึมและข้อมูลประดิษฐ์” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในวงการสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย
ณัฐกร ปลอดดี Southeast Asia Digital Verification Editor จากสำนักข่าว Agence France-Presse (AFP) ระบุถึงผลกระทบจาก AI ที่ AFP พบว่า เรื่องของ AI ในด้านลบถือว่าการตรวจสอบข่าวปลอมในปัจจุบัน สามารถรับมือกับ AI ในด้านต่าง ๆ เหล่านี้ได้แล้ว แต่หากจะมองจากมุมมองของนักตรวจสอบข่าวปลอม ที่นอกเหนือจากการใช้เครื่องมือแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้การตรวจสอบในรูปแบบของ Triangle หรือการตรวจสอบให้รอบด้าน และพยายาม Verify เคลมต่าง ๆ ข่าวหรือข้ออ้างต่าง ๆ แต่ปัจจัยหนึ่งของ AFP พบก็คือเรื่องของความรู้สึกทั่วไปของคนที่ทำ Fact-Checking ที่พบว่าการทำข่าว Fact-Checking มักไม่ได้รับคำชื่นชมเท่าที่สมควรจะเป็น ซึ่งคนที่ทำงานเหล่านี้ต้องรับมือกับข่าวปลอมที่มีจำนวนมหาศาลที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
ณัฐกร ปลอดดี Southeast Asia Digital Verification Editor จากสำนักข่าว Agence France-Presse (AFP)
นอกจากนี้สิ่งที่เห็นว่าเป็นปัญหาก็คือ การที่หน่วยงานตรวจสอบ ยังคงทำงานในรูปแบบของต่างคนต่างทำงาน และอีกปัญหาที่พบก็คือจำนวนของผู้ที่จะมาเป็น Fact-Checking ก็ยังมีจำนวนที่ไม่เพียงพอ แม้ว่าสายงานนี้จะยังเป็นคงหน่วยงานที่มีความต้องการคนทำงานอยู่ก็ตาม และแม้ปัจจุบันจะมี AI เข้ามาเป็นผู้ช่วย ซึ่ง AFP ยอมรับว่ามีการใช้ AI ในการทำงาน แต่เป็นเพียงผู้ช่วย เพียงเท่านั้น ซึ่งการตรวจสอบยังคงใช้ นักข่าว และนักเขียน การใช้เอไอเป็นเพียงแค่การใช้เพื่อเพิ่มน้ำหนัก หรือเป็นหลักฐานประกอบ เพราะเราไม่สามารถที่จะให้ AI มาช่วยในการ Debunk ข้อมูลทั้งหมด
พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย (อสมท.) ระบุว่า สิ่งที่ดีของ AI ในปัจจุบัน คือเราอยู่ในจุดที่ดีมาก ๆ ที่จะคิดหรือหาทางทำให้สิ่งที่เราตรวจสอบนั้น ถูกนำเสนอไปถึงคนจำนวนมากขึ้น เส้นส่วนตัวยังเชื่อว่า AI ในวันหนึ่งจะมีความสามารถมาก ๆ ในการช่วยในการตรวจสอบข่าว
พีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย (อสมท.)
นับตั้งแต่การตรวจสอบข่าวปลอมเริ่มต้นขึ้นมาจนถึงการที่ผ่านการแพร่ระบาดของโควิด ถือว่าปัจจุบันการต่อสู้กับข่าวปลอมมีความใหม่และท้าทายมากขึ้นดังนั้นการตรวจสอบจึงต้องเปลี่ยนอาวุธโดยเฉพาะปัจจุบันคนร้ายได้มีการใช้ AI ในการสร้างข่าวปลอม ดังนั้นเราจึงจำเป็นเช่นเดียวกันที่จะนำ AI มาใช้ในการทำงานด้าน Fact-Checking
อย่างไรก็ตามแม้การต่อสู้กับข่าวปลอมจะทำไม่ได้มาก แต่ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลที่อยู่ในระยะยาว และแม้ว่าจะผ่านระยะเวลานับ 10 ปีไปแล้ว ข่าวที่ได้รับการตรวจสอบก็จะถูกนำมาใช้ยืนยันได้เสมอ ดังนั้นทุกข่าวที่เราทำในวันนี้แม้จะมีคนดูน้อย แต่ในอนาคตก็ยังจะเป็นเรื่องที่ถูกใช้ในการอ้างอิงได้เสมอ
ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS Verify ระบุถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาของ AI ว่า นับตั้งแต่ปลายปี 2568 Thai PBS Verify พบการสร้างข่าวปลอมจาก AI อย่างต่อเนื่องและคลิปเหล่านี้มีการพัฒนา ทั้งเรื่องของความเหมือน และการอ้างอิงไปกับความเป็นจริง ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้ถึงผลกระทบจากการพัฒนาของ AI ในปัจจุบัน ได้แก่
- การทำให้การตรวจสอบในปัจจุบันเป็นไปได้ยากหากไม่มีเครื่องมือในการตรวจสอบ
- คลิปปลอมถูกสร้างมาด้วยวัตถุประสงค์ตั้งแต่ “ดีที่สุด” จนถึง “แย่ที่สุด” แต่คลิปที่สร้างผลกระทบกับสังคมคือคลิปที่มีวัตถุประสงค์ในด้านลบ ที่มีจำนวนมากกว่าคลิปในลักษณะอื่น ๆ
- การสร้างข่าวปลอมจาก AI เพื่อสร้างกลุ่มก้อนโดยเฉพาะด้านความเชื่อ และปิดกั้นความคิดเห็นอื่น ๆ
- อัลกอริทึม AI กระจายข้อมูลบิดเบือนจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะการกระจายข่าวปลอม ที่มากกว่าการกระจายข่าวที่บอกว่า ข่าวนั้นปลอม
ณัฐพล ทุมมา เจ้าหน้าที่เนื้อหาสื่อดิจิทัลอาวุโส Thai PBS Verify
สุดท้ายคือเมื่อผู้คนเริ่มแยกข่าวจริงกับข่าวปลอมไม่ออก ผู้คนจะเริ่มเลิกเชื่อมั่นในสิ่งที่เห็น และเชื่อความรู้สึกแทนความจริง ที่แม้จะได้รับการตรวจสอบแล้วก็ตาม
สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) สรุปการเสวนาในครั้งนี้ว่า ที่ผ่านมาเคยมีการอ่านบทความหนึ่งเรื่องที่มีการกล่าวว่า “หากไม่มีใครอ่านเรื่องที่เราตรวจสอบไป อย่างน้อย AI ก็ยังตรวจสอบ หรืออ่านข่าวที่เราได้มีการตรวจสอบไปแล้ว” ซึ่งถ้าหากเราคิดว่า เราเทรนด์ AI ให้ดี AI ก็จะเป็นเครื่องมือที่ดี แต่หากคิดในด้านลบ มันก็เป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปสู่ปัญหา ซึ่งถือเป็นภาพที่เลวร้ายที่สุด ดังนั้นในวันนี้เราได้เห็นตัวอย่างของการลงมือทำงานที่สร้างผลบวก ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถนำมาปรับใช้กับบ้านเราให้ดีได้มากยิ่งขึ้น
สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย)
การเสวนาครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นของเครือข่าย Fact-Checkers ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ จากอัลกอริทึมและสื่อสังเคราะห์ พร้อมยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล












