วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางก้าวเข้าสู่ระยะที่อันตรายเข้าไปอีกสเตป เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 กองกำลังอิสราเอลตัดสินใจโจมตีโรงงานในแหล่งผลิตก๊าซ South Pars (เซาท์ พาร์ส) ของอิหร่าน การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ที่มุ่งเป้าไปยังแหล่งผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรง ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด หลังจากการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน และการโจมตีตอบโต้อย่างดุเดือดระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย
อิหร่านไม่ได้นิ่งเฉยต่อการสูญเสียนี้ ในเวลาต่อมาส่งโดรนและขีปนาวุธ เข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของเพื่อนบ้านอย่างกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเป็นการตอบโต้ที่อิสราเอลใช้พื้นที่และทรัพยากรในภูมิภาคในการปฏิบัติการ ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์/บาร์เรลในทันที
"South Pars" ยักษ์ใหญ่ซ่อนตัวใต้ก้นอ่าวเปอร์เซีย
The Times of India ให้ข้อมูลว่า แหล่งก๊าซเซาท์ พาร์ส ไม่ใช่เพียงแค่แหล่งทรัพยากรทั่วไป แต่คือ "แหล่งก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลวที่ใหญ่ที่สุดในโลก" ตั้งอยู่บริเวณอ่าวเปอร์เซีย ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางถึง 9,700 ตร.กม. โดยมีการแบ่งเขตครอบครองระหว่าง 2 ประเทศคือ อิหร่าน (ฝั่งเซาท์ พาร์ส พื้นที่ 3,700 ตร.กม.) และกาตาร์ (ฝั่งนอร์ท โดม พื้นที่ 6,000 ตร.กม.)
ความยิ่งใหญ่ของแหล่งพลังงานนี้ได้รับการบันทึกไว้ในกินเนส บุ๊ก เวิลด์ เรคคอร์ด ว่ามีปริมาณก๊าซสำรองมหาศาลถึงประมาณ 51 ล้านล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 19 ของปริมาณก๊าซสำรองทั้งหมดของโลก ข้อมูลจากทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าแหล่งนี้มีก๊าซธรรมชาติอยู่ถึง 1,800 ล้านล้าน ลบ.ฟุต และก๊าซธรรมชาติเหลวอีกกว่า 50,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งความมหาศาลนี้เทียบเท่ากับทรัพยากรของแหล่งก๊าซอื่น ๆ ทั่วโลกรวมกันเกือบทั้งหมด
South Pars หัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจอิหร่าน
สำหรับอิหร่าน เซาท์ พาร์ส คือกระดูกสันหลังของระบบพลังงานในประเทศ โดยทำหน้าที่ผลิตก๊าซธรรมชาติเลี้ยงคนทั้งชาติถึงร้อยละ 70 ของปริมาณการผลิตทั้งหมด ก๊าซจากที่นี่ถูกส่งไปยังเมืองอาซาลูเยห์ (Asaluyeh) ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชายฝั่งที่รวบรวมโรงกลั่น โรงงานปิโตรเคมี และสถานีส่งออกไว้ในที่เดียว ความสำคัญของ เซาท์ พาร์ส ต่ออิหร่านนั้นมีมหาศาล โดยการวิเคราะห์ของ Iran International ยกตัวอย่าง ให้เห็นภาพ
- ผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม - ก๊าซจากแหล่งนี้เป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ
- ผลิตน้ำมันเบนซิน - เซาท์ พาร์ส มีส่วนช่วยในการผลิตเบนซินของอิหร่านถึงร้อยละ 40 หรือมากกว่า 100 ล้านลิตร/วัน
- ส่งออก - แม้จะเผชิญกับการคว่ำบาตร แต่อิหร่านยังคงส่งก๊าซไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรัก ซึ่งต้องพึ่งพาก๊าซจากอิหร่านถึงร้อยละ 30-40 ของความต้องการทั้งหมด
- จีดีพี - การดำเนินงานของแต่ละเฟสใน เซาท์ พาร์ส ช่วยเพิ่มจีดีพีของประเทศได้ราวร้อยละ 1 โดยเฟสที่ 12 เพียงเฟสเดียวสามารถเพิ่มจีดีพีได้ถึงร้อยละ 3
ความเปราะบางภายใต้ความยิ่งใหญ่
แม้จะเป็นแหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุด แต่ฝั่งอิหร่านกลับเผชิญกับปัญหาประสิทธิภาพการผลิตที่ต่ำกว่าฝั่งกาตาร์อย่างมาก ก่อนเกิดการสู้รบ กาตาร์ผลิตก๊าซได้ถึง 18,500 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน ในขณะที่อิหร่านผลิตได้เพียง 2,000 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน เท่านั้น ความล้าหลังนี้เกิดจากการถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกมายาวนาน ทำให้ขาดแคลนเทคโนโลยีขั้นสูงในการรักษาแรงดันในแหล่งก๊าซ
อิหร่านพยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยการลงนามสัญญาจ้างบริษัทในประเทศมูลค่ากว่า 17,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อติดตั้งระบบเพิ่มแรงดัน เนื่องจากหากแรงดันในฝั่งอิหร่านต่ำกว่าฝั่งกาตาร์ ก๊าซธรรมชาติจะไหลข้ามพรมแดนไปยังฝั่งกาตาร์ตามธรรมชาติ ทำให้ชายแดนอิหร่านสูญเสียทรัพยากรไปอย่างเปล่าประโยชน์ จากข้อมูลของ S&P Global
ปธน.อิบราฮิม ไรซี ของอิหร่าน ขณะเปิดเฟส 11 ของแหล่งก๊าซเซาท์ พาร์ส
เมื่อแหล่งพลังงานกลายเป็นสนามรบ
การโจมตีของอิสราเอลที่ อาซาลูเยห์ และ เซาท์ พาร์ส ได้เปลี่ยนโฉมหน้าความขัดแย้งจากสงครามตัวแทนหรือการปะทะทางการทหารไปสู่ "สงครามพลังงาน" เต็มรูปแบบ นักวิเคราะห์มองว่านี่คือการทำสงครามบั่นทอนทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนที่สุดของอิหร่าน ผลกระทบจากการโจมตีครั้งล่าสุดมีความรุนแรงอย่างมาก เช่น
- ผลผลิตลดลง - เบื้องต้นคาดว่าปริมาณการผลิตก๊าซของอิหร่านหายไปทันทีร้อยละ 12%
- โรงกลั่นหยุดชะงัก - โรงกลั่น 2 แห่งต้องหยุดดำเนินการ ส่งผลให้กำลังการผลิตลดลง 100 ล้าน ลบ.ม./วัน
- วิกฤตไฟฟ้า ชาวอิหร่านอาจต้องเผชิญกับภาวะไฟดับและขาดแคลนเชื้อเพลิงในฤดูหนาวที่รุนแรงขึ้น
- ความเสี่ยงระดับโลก หากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เสียหายหนัก การซ่อมแซมอาจต้องใช้เวลานานหลายปี ซึ่งต่างจากการปิดเส้นทางขนส่ง ที่สามารถกลับมาดำเนินการได้ในเวลาไม่กี่เดือน
คำขู่จากวอชิงตัน-การตอบโต้ของเตหะราน
สถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ผ่านทรูธ โซเชียล โดยปฏิเสธว่าสหรัฐฯ ไม่รู้เห็นกับการโจมตีของอิสราเอล แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งคำเตือนไปยังอิหร่านว่า หากยังไม่หยุดโจมตีกาตาร์ สหรัฐฯ จะใช้กำลังอำนาจแบบที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ในการระเบิดทำลายพื้นที่ทั้งหมดของแหล่งก๊าซ เซาท์ พาร์ส ให้สิ้นซาก
ในขณะที่อิหร่านเองก็ประกาศรายชื่อเป้าหมายที่ชอบธรรมในการโจมตีตอบโต้อย่างชัดเจน ซึ่งรวมถึงนิคมอุตสาหกรรม ราส ลาฟฟาน ในกาตาร์ และโรงกลั่นน้ำมัน แซมเรฟ ในซาอุดีอาระเบีย การขยายวงของเป้าหมายโจมตีนี้ ชี้ให้เห็นว่า ระบบพลังงานที่เชื่อมโยงกันทั่วโลกกำลังตกอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่ง
อนาคตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย เซาท์ พาร์ส ไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งก๊าซ แต่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ความมั่งคั่ง และความขัดแย้ง ในขณะที่โลกกำลังพยายามเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด แต่ฟอสซิลที่ฝังตัวอยู่ใต้ดินแห่งนี้ ยังคงเป็นตัวกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจและความขัดแย้งโลก หากความพยายามในการลดระดับความขัดแย้งยังไม่เป็นผล ความยิ่งใหญ่ของ เซาท์ พาร์ส อาจกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่ทิ้งไว้ซึ่งวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดที่โลกเคยเผชิญ
อ่านข่าวอื่น :
เริ่มแล้วโหวตนายกฯ "อนุทิน-ณัฐพงษ์" ชิงเก้าอี้
ยิ่งสังหาร ยิ่งยืดเยื้อ? กลยุทธ์อิสราเอลอาจขวางทางลงของทรัมป์
ศึกตะวันออกกลางลามเทคโนโลยี กระทบห่วงโซ่ผลิต "เซมิคอนดักเตอร์"
