เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 ผู้บริหารของ QatarEnergy เปิดเผยว่า เหตุโจมตีนิคมอุตสาหกรรมราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตก๊าซหลักของกาตาร์ ด้วยขีปนาวุธของอิหร่าน ได้ทำลายสายการผลิต LNG ไปถึง 2 สาย
ส่งผลให้ขีดความสามารถในการส่งออกก๊าซของกาตาร์ หายไปทันทีร้อยละ 17 คิดเป็นมูลค่าความสูญเสียทางรายได้มหาศาลกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
นอกจากนี้ยังระบุว่า กาตาร์จำเป็นต้องประกาศภาวะเหตุสุดวิสัย เพื่อระงับการส่งก๊าซตามสัญญาซื้อขายระยะยาวกับประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ อิตาลี เบลเยียม เกาหลีใต้และจีน โดยคาดว่าการซ่อมแซมจะกินเวลานานถึง 3-5 ปี ซึ่งจะทำให้อุปทานก๊าซในยุโรปและเอเชียเข้าสู่ภาวะขาดแคลนอย่างหนักในช่วงฤดูหนาวที่จะมาถึง
อิหร่านโจมตี "แหล่งพลังงาน" รอบอ่าวเปอร์เซีย
ในวันเดียวกันยังปรากฏภาพการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย เช่น โรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งในเมืองมินา อับดัลลาห์ของคูเวต ที่ถูกโดรนโจมตี เช่นเดียวกับโรงกลั่นน้ำมันในเมืองยานบู เมืองท่าริมทะเลแดงของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีรายงานถูกโดรนโจมตี แต่ทางการยืนยันว่าได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย
ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันในเมืองไฮฟา เมืองท่าทางตอนเหนือของอิสราเอล ถูกขีปนาวุธอิหร่านโจมตี โดยสื่ออิสราเอลรายงานว่า สิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำมันในเมืองนี้ถูกขีปนาวุธโจมตีและเกิดความเสียหาย แต่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
อิหร่านเดินหน้าการโจมตีนับตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 18 มี.ค.ตามเวลาท้องถิ่น หลังถูกอิสราเอลโจมตีเซาท์ พาร์ส (South Pars) แหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ
แม้บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศจาก 12 ชาติในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะออกแถลงการณ์ร่วมกัน ประณามการกระทำของอิหร่านที่ใช้อาวุธโจมตีพื้นที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตน้ำจืด สนามบินและสถานทูต พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีทันที
ขณะที่โฆษกกองทัพอิหร่าน ระบุว่า ได้โจมตีแหล่งพลังงานที่ถือเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ไปแล้วหลายแห่งในภูมิภาคตะวันออกกลางและจะเดินหน้าตอบโต้ต่อไป โดยขู่ว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม หากเกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานใดๆ ของอิหร่านเพิ่มอีก
ด้านนายกรัฐมนตรีกาตาร์ ระบุว่า อิหร่านโจมตีศูนย์กลางการผลิตก๊าซหลักกาตาร์ เป็นหลักฐานชัดเจนว่าอิหร่านไม่ได้มุ่งเป้าโจมตีเฉพาะผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียตามที่กล่าวอ้าง และระบุว่าเหตุโจมตีดังกล่าวจะส่งผลกระทบระดับรุนแรงต่ออุปทานพลังงานโลก
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ
รมว.คลังสหรัฐฯ แง้มอาจยกเลิกข้อจำกัดขายน้ำมันดิบอิหร่าน
สถานการณ์พลังงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ อยู่ระหว่างพิจารณายกเลิกข้อจำกัดการขายน้ำมันดิบของอิหร่าน จากบนเรือบรรทุกน้ำมันกลางทะเล ซึ่งมีปริมาณสะสมอยู่ราว 140 ล้านบาร์เรล
นอกจากนี้ยังระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยเพิ่มอุปทานน้ำมันให้แก่โลกได้ทันทีประมาณ 10-14 วัน และเป็นการดึงทรัพยากรที่เดิมจะส่งไปจีน ให้กระจายไปยังประเทศอื่นๆ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่นและมาเลเซีย
มาตรการนี้ถือเป็นการพลิกนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง โดยนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะเท่ากับเป็นการปล่อยให้อิหร่านขายน้ำมันเพื่อนำเงินกลับไปเป็นทุนในการทำสงครามต่อสู้กับสหรัฐฯ แม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกมาระบุว่าได้พิจารณากลไกควบคุมการเงินไม่ให้ไหลกลับไปยังรัฐบาลอิหร่านโดยตรง
อ่านข่าว
"อิสราเอล" รับลงมือโจมตีแหล่งพลังงานอิหร่าน ไม่เกี่ยวสหรัฐฯ
ทรัมป์ขู่ถล่ม "เซาท์ พาร์ส" เอง หากอิหร่านไม่หยุดโจมตีกาตาร์-อิสราเอล
อิหร่านถล่ม "ราส ลัฟฟาน" แหล่งแก๊สกาตาร์ แก้แค้นอิสราเอล
