วันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 2025 คณะนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยมอนทรีออล (University Montreal) แคนาดา ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในแคนาดา และ โยชัว เบนจิโอ (Yoshua Benjio) ผู้เชี่ยวการพัฒนาเอไอ ตีพิมพ์รายงานในวารสาร ScientificReports ผลการวิจัยศึกษาเปรียบเทียบเรื่องความคิดสร้างสรรค์ (creativity) ของเอไอระดับชั้นสูงหลายโมเดลกับมนุษย์จำนวนกว่า 100,000 คน
เป้าหมายการวิจัยคืออะไร ?
วิธีการวิจัยทำอย่างไร ?
ผลการวิจัยมีความหมายอย่างไร ? สำคัญอย่างไร ? ต่อเรื่องบทบาทของเอไอกับมนุษย์ในอนาคต ?
เอไอกับความคิดสร้างสรรค์
เอไอมีความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ ?
ย้อนหลังไปก่อนคำถาม เอไอมีความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ ? คำถามที่พื้นฐานกว่า คือ เอไอคิดเป็นหรือไม่ ?
คำตอบหนึ่งอย่างตรง ๆ คือ เอไอ (AI : artificial intelligence : ปัญญาประดิษฐ์) เป็นผลความพยายามของนักพัฒนาคอมพิวเตอร์ เพื่อยกระดับการทำงานของคอมพิวเตอร์ จากการทำงานตามคำสั่ง เช่น บวก ลบ คูณ หาร และอื่น ๆ ของข้อมูล ตามกำหนดที่มนุษย์เขียน “โปรแกรม” ให้คอมพิวเตอร์ทำ มาเป็นการทำงาน “เลียนแบบสมองมนุษย์” คือ สามารถ “ประมวล” “ประเมิน” “วิเคราะห์” “สังเคราะห์” ข้อมูลที่เอไอได้รับ หรือมีอยู่ หรือ (ที่ก้าวหน้าขึ้นไปอีก) จากแหล่งข้อมูลที่ในปัจจุบันถึงระดับเป็น “บิกดาต้า” (big data)
ดังนั้น ถึงปัจจุบันจึงปฏิเสธได้ยากว่า “เอไอก็คิดเป็น” “คิดได้”
แล้ว “ความคิดสร้างสรรค์” ล่ะ ?
ก็คงขึ้นอยู่กับความหมายของ “ความคิดสร้างสรรค์”
อย่างเร็ว ๆ สำหรับมนุษย์ ความคิดสร้างสรรค์ หรือ creativity คือ ความคิดที่ “มากกว่า” การคิดอย่างง่าย ๆ อย่างตรง ๆ ทั่วไป ของการดำเนินชีวิตประจำวัน
มากกว่าอย่างไร ?
มากกว่า เช่น
*เป็นความคิดแปลกใหม่ (original)
*เป็น “ผล” หรือ “คำตอบ” ที่ “ใหม่” (new)
ในบริบทดังกล่าวนี้ ก็คงปฏิเสธได้ยากว่า เอไอก็มีความคิดสร้างสรรค์ได้แบบเดียวกับมนุษย์
สำหรับโจทย์ของคณะวิจัยเรื่องวันนี้ ก็เริ่มต้นจากความคิดว่า เอไอก็มีความคิดสร้างสรรค์ได้เช่นเดียวกับมนุษย์ แล้วตั้งเป็นโจทย์จำเพาะต้องการถามว่า เอไอมีความคิดสร้างสรรค์แค่ไหน เมื่อเทียบกับมนุษย์ ?
หรือในอีกมุมหนึ่งของการวิจัยเรื่องนี้ คณะวิจัยเสมือนหนึ่ง ได้ก้าวข้ามคำถามว่า เอไอคิดได้คิดเป็นเหมือนมนุษย์ไปแล้ว โดยก้าวข้ามไปหาคำตอบ...ที่อยู่ในใจของผู้ติดตามเรื่องของเอไอทั่วโลกวันนี้...ว่าเอไอมีความคิดเชิงลึก ดังเช่น เรื่องความคิดสร้างสรรค์แค่ไหน เทียบกับมนุษย์ และมีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ “คำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญเอไอระดับโลก” ว่า “เอไอกำลังจะฉลาดกว่ามนุษย์ !”

ส่องวิธีการวิจัย “ความคิดสร้างสรรค์เอไอ VS. มนุษย์”
คณะวิจัย มีศาสตราจารย์ คาริม เจอร์บี (Karim Jerbi) นักประสาทวิทยาและนักวิจัยปัญญาประดิษฐ์แห่งมหาวิทยาลัยมอนทรีออล เป็นหัวหน้าการวิจัย ร่วมด้วยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอนคอร์เดีย, มหาวิทยาลัยโทรอนโต มิสซิสซอกา และสถาบันวิจัยเอไอ “มิลา” (MILA) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับเอไอระดับสูงก่อตั้งโดย โจซัว เบนจิโอ นักวิจัยและพัฒนาเอไอที่ผลงานได้รับการ “อ้างอิง” (citation) มากกว่า 1 ล้านคน (ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2025)
สำหรับตัวอย่างเพื่อการศึกษาประกอบด้วย 2 ส่วน คือ มนุษย์กับเอไอ
ส่วนเป็นมนุษย์ ประกอบด้วย
*ผู้หญิงกับผู้ชายจำนวนเท่ากัน
*กลุ่มอายุ 5 กลุ่ม กลุ่มละ 20% คือ กลุ่มอายุ 18-29 ปี, อายุ 30-39 ปี, อายุ 40-49 ปี, อายุ 50-59 ปี และ กลุ่มอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
*จากประเทศต่างๆ ดังนี้ : สหรัฐอเมริกา (79,832 คน), สหราชอาณาจักร (8,131 คน), แคนาดา (7,601 คน), ออสเตรเลีย (3,808 คน) และนิวซีแลนด์ (628 คน) รวมเป็นคนพูดภาษาอังกฤษ 100,000 คน กับตัวอย่างคนอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่ง ทำให้จำนวนตัวอย่างเพื่อการศึกษารวมจริง ๆ เป็นมากกว่า 100,000 คน
สำหรับส่วนเป็นเอไอ คณะวิจัยใช้เอไอระดับสูงแบบ Large Language Model (โมเดลภาษาขนาดใหญ่) หรือ LLM (แอลแอลเอ็ม) เป็นจำนวนกว่า 30 โมเดล ดังเช่น
*ChatGPT (GPT-3.5 , GPT-4 และ GPT-4-turbo ของ Open AI)
*GerminiPro (ของ Anthropic)
*Pythia (ของ EleutherAI)
*Red Pajama (ของ Together)
*Vicuna (ของ NousResearch)
คณะวิจัยทำการทดลอง “อย่างไร?” “อะไร?” เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเอไอกับมนุษย์ ?
คณะวิจัยใช้หลายวิธี แต่ใช้วิธีหลักอยู่ 4 วิธี เป็นวิธีทดสอบความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับ “คำ” 1 วิธี อีก 3 วิธี ทดสอบเปรียบเทียบการเขียนเชิงสร้างสรรค์ (creative writing) คือ บทกวี, สรุปย่อภาพยนตร์ และเรื่องสั้น

4 วิธีเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์เอไอ VS. มนุษย์
วิธีหนึ่ง : การเลือก “คำ”
คณะวิจัยใช้วิธีซึ่งใช้กันมากในวงการจิตวิทยาสำหรับเรื่องเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ คือ “Divergent Association Task” (การเชื่อมโยงแบบกระจาย) หรือ “DAT” (ดีเอที) วิธีการ คือ ผู้เข้ารับการทดสอบ เลือกคำจำนวน 10 คำที่มีความหมายเชื่อมโยงแบบกระจาย คือ แตกต่างกันให้มากที่สุด
ตัวอย่างเช่น (1) galaxy (กาแล็กซี) (2) fork (ส้อม) (3) freedom (เสรีภาพ) (4) algae (สาหร่าย) (5) harmonica (หีบเพลงปากหรือออร์แอนปาก) (6) quantum (ควอนตัม) (7) nostalgia (ความคิดถึง) (8) velvet (ผ้ากำมะหยี่) (9) hurricane (พายุเฮอร์ริเคน) (10) photosynthesis (การสังเคราะห์แสง)
ในการทดสอบเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์โดย DAT มักกำหนดเวลาให้ทำภายใน 4 นาที จึงกระชับ รวดเร็วและเป็นที่นิยมในวงการจิตวิทยา
วิธีสอง : บทกวี
การเขียนบทกวี นับเป็น “ความคิดสร้างสรรค์ระดับสูง” เพราะมิใช่ทุกคนจะเขียนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทกวีที่เข้าถึง “อารมณ์ความรู้สึก” ของผู้อ่าน แต่เพื่อให้เป็นการทดสอบที่เปรียบเทียบกันได้ของทั้งฝ่ายมนุษย์และเอไอ คณะวิจัยจึงเลือกการเขียนบทกวีไฮกุ (Haiku) ของญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นบทกวีคล้ายกลอนเปล่า คือ ไม่เน้นสัมผัสทั้งสัมผัสในและสัมผัสนอก แต่จะมีแบบแผนชัดเจน โดยแต่ละบทมี 3 วรรค แต่ละวรรคประกอบด้วยคำหรือพยางค์เป็นแบบ 5-7-5 รวมเป็นบทละ 17 พยางค์
สำหรับเนื้อหาของบทกวีไฮกุ แต่แรกเริ่ม ส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติ ต่อ ๆ มาก็เปิดกว้างขึ้น เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับความงาม ความคิดคำนึง ความรู้สึก ฯลฯ
ในปัจจุบัน คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เขียนบทกวีไฮกุได้ และบทกวีไฮกุก็เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งคนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ดังเช่นคนในประเทศที่เป็น “ตัวอย่าง” ในการวิจัยศึกษาเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเอไอกับมนุษย์เป็นโฟกัสเรื่องของเราวันนี้
ตัวอย่างบทกวีไฮกุมีเช่น บทชื่อ (แปลเป็นภาษาอังกฤษ) “Ole Pond” (สระเก่า) ของ มัตสึโอะ บาโช (Matsuo Basho : ค.ศ. 1644-1694) ผู้ได้ชื่อเป็นปรมาจารย์บทกวีไฮกุ เขียน (แปล) เป็นภาษาอังกฤษ คือ
“Old Pond
Frog leaps in
Water’s sound”
ถอดเป็นบทกวีภาษาไทย คือ
“สระเก่า
กบกระโดดลงสระ
เสียงน้ำ”
โดยในบทกวีต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น ประกอบด้วยวรรคแรกมี 5 พยางค์ วรรคที่สองมี 7 พยางค์และวรรคที่สามมี 5 พยางค์ รวมเป็น 17 พยางค์ ตามแบบแผนของไฮกุ
วิธีสาม : สรุปย่อภาพยนตร์
เป้าหมายการทดสอบเปรียบเทียบสำหรับการเขียนสรุปย่อภาพยนตร์ (movie synopsis) มิใช่เพื่อแสดง ความคิดสร้างสรรค์ของภาพยนตร์...
แต่เพื่อทดสอบเปรียบเทียบความสามารถในกายเขียนสรุปย่อภาพยนตร์ระหว่างมนุษย์กับเอไอ...
โดยกำหนดให้เขียนสรุปย่อภาพยนตร์ใช้คำไม่เกิน 50 คำ เพื่อเปรียบเทียบ “ความคิดสร้างสรรค์” ของผู้เขียน (เอไอ VS. มนุษย์) ที่สามารถทำให้ภาพยนตร์น่าสนใจ โดยมีครบในส่วนสำคัญของสรุปย่อภาพยนตร์ คือ “ประเด็น” ที่ทำให้เกิด “เรื่องราว” หรือ “เหตุการณ์” ที่ “เร้าใจ” ให้ผู้อ่านสรุปย่อ อยากชมภาพยนตร์เต็มเรื่อง ตัวละครสำคัญ ทั้งตัวเอก ตัวร้าย และ “ไคล์แมกซ์” ของภาพยนตร์
วิธีสี่ : เรื่องสั้น
วิธีหลักที่สี่ที่คณะวิจัยใช้ในการเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเอไอกับมนุษย์ คือ การเขียนเรื่องสั้นประเภทสั้นมาก (คณะวิจัยใช้คำว่า flash fiction) กำหนดความยาวไม่เกิน 200 คำ
ในวงการบทประพันธ์ประเภทเรื่องสั้นทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้นทั่วไป หรือเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ การเขียนเรื่องที่...ยิ่งสั้น...แต่มีพลัง...นับเป็นสุดยอดของศิลปะการเขียนประเภทเรื่องสั้น
สำหรับการวิจัยเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ระหว่างเอไอกับมนุษย์ คณะวิจัยมิได้มุ่งเป้าเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรื่องสั้นให้สั้นที่สุด แต่โฟกัสที่ “ความคิดสร้างสรรค์” การเขียนเรื่องสั้นภายใต้กำหนดจำนวนคำที่ใช้ (ไม่เกิน 200 คำ)

ผลการเปรียบเทียบความสร้างสรรค์เอไอ VS. มนุษย์
ก่อนไปดูผลการวิจัยเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเอไอ VS. มนุษย์ สำหรับผู้เขียน พบรายละเอียดผลการวิจัยที่ผู้เขียนสนใจ...และเชื่อว่าท่านผู้อ่านก็สนใจด้วย...แต่มิใช่เป้าหมายหลักของการวิจัย...คือ ผลการเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเอไอทั้งหมดเองกว่า 30 โมเดล มีผลเฉพาะบางส่วนที่ผู้เขียนคัดมาเล่าสู่ท่านผู้อ่าน ดังนี้
*โมเดลเอไอที่ได้คะแนนความคิดสร้างสรรค์สูงสุด คือ GPT-4
*รองจาก GPT-4 คือ GeminiPro
*รองจาก GerminiPro คือ Claude 3
สำหรับผลการวิจัยโดยรวมที่สำคัญ สรุปได้ว่า
*ระบบเอไอโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) บางระบบ มีความคิดสร้างสรรค์สูงกว่าของมนุษย์โดยเฉลี่ย แต่ก็ยัง ต่ำกว่าความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ในกลุ่มมีความคิดสร้างสรรค์ระดับสูงกว่ากลุ่มเฉลี่ย...
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระดับความคิดสร้างสรรค์ของระบบเอไอที่สูงที่สุด ก็ยังต่ำกว่าของมนุษย์ในกลุ่มมีความคิดสร้างสรรค์สูงสุด 10%
*ผลการทดสอบแสดงอย่างชัดเจนว่าเอไอจะแสดงความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ออกมาได้ “มากขึ้น” และ “ดีขึ้น” สำหรับโจทย์ที่ “well defined” คือโจทย์ที่ “ชัดเจน”...
ซึ่งสำหรับมนุษย์ ก็ชัดเจนว่า มนุษย์สามารถ “จับความ” “เข้าใจ” โจทย์ที่เขียนอย่างอาจจะ “กำกวม” ได้ดีกว่า เอไอ

อุณหภูมิกับความคิดสร้างสรรค์ของเอไอ
อุณหภูมิ (temperature) ในความหมายทั่วไป บอกระดับ “ความร้อน-หนาว” ของสภาพแวดล้อม ในเรื่องของกลศาสตร์ บอกระดับ “ความเคลื่อนไหว” ของอนุภาค มีผลออกมาเป็น “พลังงานจลน์” เช่น น้ำที่ “เย็น” ในแก้วน้ำ จะเคลื่อนไหวรุนแรง เกิดเป็นพลังงานจลน์รวมที่สูงขึ้นในน้ำที่ “ร้อน” สำหรับเรื่องของเอไอ คำว่า “อุณหภูมิ” มีความหมายถึงการตั้งหรือสร้างระบบเอไอ ให้มี (เสมือนกับ) อารมณ์ในการทำงานว่า เป็นแบบ (ใจ) เย็น หรือ (หัว) ร้อน
อุณหภูมิจึงเป็นส่วนสำคัญสำหรับ “สภาพ” และ “ระดับ” การทำงานของระบบเอไอดังเช่น โมเดลภาษาขนาดใหญ่ ซึ่งโดยทั่วไป จะมีระดับหรือหน่วยอุณหภูมิของระบบเอไอแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ อุณหภูมิต่ำ (0.0-0.4) , อุณหภูมิระดับกลาง (0.5-0.7) และอุณหภูมิสูง (0.8-1.5+) โดยอุณหภูมิสูงสุด คือ 2
สำหรับการวิจัย คณะวิจัยก็ได้ทดสอบผลของอุณหภูมิต่อความคิดสร้างสรรค์ของเอไอด้วย ซึ่งผลก็เป็นดังที่ “บทบาทของอุณหภูมิต่อการทำงานของเอไอ” ที่เข้าใจกัน หรือ “น่าจะเป็น” คือ ระบบเอไอที่มีอุณหภูมิต่ำก็เหมือนกับ “คนใจเย็น” ที่คิด “อย่างใจเย็น” “รอบคอบ” “ตามระบบ” คือ มีความคิดเชิงสร้างสรรค์แบบ “อนุรักษนิยม”
ส่วนระบบเอไอที่มีอุณหภูมิสูง ก็เหมือนกับ “คนหัวร้อน” หรือ “คนร้อนวิชา” ที่ “กล้าคิด” “กล้าทำ” มากขึ้น
โดยทั่วไป สำหรับประเด็นในเรื่องเกี่ยวกับอุณหภูมิของเอไอ จึงดูเป็นว่า เอไอที่มีอุณหภูมิสูง ก็น่าจะมีความคิดที่สร้างสรรค์มากขึ้น
สำหรับผลจากการวิจัย คณะวิจัยก็สรุปผลของอุณหภูมิต่อความคิดสร้างสรรค์ของระบบเอไอว่า
*อุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ระบบเอไอมีความคิดสร้างสรรค์สูงขึ้นตามที่น่าจะเป็น แต่ก็เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ต่อความเป็นไปได้จริงด้วย!
แล้วผลของอุณหภูมิดีต่อความคิดสร้างสรรค์ของระบบเอไอหรือไม่ ?
ก็ขึ้นอยู่กับ ความต้องการของผู้ใช้ระบบเอไอว่า ต้องการความคิดสร้างสรรค์ในระดับไหน ? ระดับแบบ “อนุรักษนิยม” หรือแบบ "นอกกรอบให้สุดโต่ง"

อนาคตของมนุษย์กับเอไอ ?
คำถามใหญ่ เอไอจะเข้ามาแทนที่มนุษย์หรือไม่ ?
เป็นประเด็นคำถามที่กำลังถูกกล่าวถึงอย่างมาก !
คณะวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาสตราจารย์คาริม เจอร์บี กล่าวถึงประเด็นเรื่องนี้ สรุปได้ว่า
*ถูกต้อง เอไอกำลังมีความก้าวหน้าในระดับเรื่องความคิดสร้างสรรค์และอื่นๆ ที่เข้าใกล้ความสามารถของมนุษย์มากขึ้น และก็มีการกล่าวถึงความเสี่ยงที่เอไอจะเข้ามาแทนที่ “มนุษย์” ผู้ซึ่งเป็น “ผู้สร้าง (creator) เอไอ” ขึ้นมา มากขึ้นจริง...
*แต่ (ผลจากการวิจัย) เอไอก็ไม่สามารถจะมีความคิดความสามารถ “เหนือมนุษย์” ได้ง่าย ๆ
*ถึงแม้ระบบเอไอจะมีความสามารถเรื่องความคิดสร้างสรรค์เทียบได้...หรือเก่งกว่า...มนุษย์โดยเฉลี่ยได้ แต่ระบบเอไอก็ยังมีขีดจำกัดชัดเจน และยังต้องอาศัยการนำทางของมนุษย์
*ถึงแม้เอไอจะมีความคิดสร้างสรรค์ถึงระดับของมนุษย์ได้ สำหรับบางการทดสอบ แต่เราจะต้องก้าวข้ามให้พ้นความคิดการแข่งขันระหว่างเอไอกับมนุษย์ที่ผิด ๆ นี้ให้ได้
*ระบบเอไอกลายเป็นเครื่องมือมีศักยภาพสูง ในการช่วยงานความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เอไอจะไม่เข้ามาแทนที่มนุษย์ผู้สร้าง แต่สามารถจะเข้ามาช่วยงานการคิด, การสำรวจ และการสร้างของมนุษย์ได้

สำหรับประโยชน์จากการวิจัย ศาสตราจารย์คาริม เจอร์บี สรุปรวบยอดว่า
*แทนที่ (ผลการวิจัย) จะเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความตายของอาชีพการคิดอย่างสร้างสรรค์ของมนุษย์ กลับชี้ถึงอนาคตที่เอไอจะทำงานเป็นผู้ช่วยมนุษย์ได้อย่างดี โดยการช่วยขยายความคิดและเปิดเส้นทางใหม่ของการสำรวจ นั่นคือ เอไอจะช่วยขยายจินตนาการของมนุษย์ มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่มนุษย์
*โดยการศึกษาเปรียบเทียบอย่างตรงๆ สำหรับเรื่องความสามารถของมนุษย์กับเครื่องจักรดังการวิจัยศึกษานี้ จะช่วยให้เราคิดใหม่เรื่องความคิดสร้างสรรค์ว่า “หมายถึงอะไรกันแน่ ?” ได้มากขึ้น !
แล้วอนาคตของมนุษย์กับเอไอจะเป็นอย่างไร ?
ผู้เขียนกำลังคิด...และกำลังมองเห็นอะไรบางอย่างอยู่ !
ท่านผู้อ่านล่ะครับ กำลังคิดอยู่หรือไม่ ? และกำลังมองเห็นอะไรบางอย่างอยู่หรือไม่ ?
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









