เมื่อพูดถึง ‘อิหร่าน’ หลายคนอาจนึกถึงเรื่องการเมืองภายในประเทศ หรือความขัดแย้งกับสหรัฐฯ กัน แต่ในวงการภาพยนตร์โลก อิหร่านได้ผลิตผลงานหนังที่โดดเด่น จนไปถึงเวที ‘ออสการ์’ มาแล้ว
ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 มาถึงจะจบไตรมาสแรกของปี 2026 อิหร่านปรากฏอยู่ในข่าวต่างประเทศแทบทุกวัน เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ประท้วงต่อต้านค่าครองชีพสูง ความพยายามเจรจาหาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ และสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้อิหร่านเป็นจุดร้อนโลกจุดหนึ่งในเกมภูมิรัฐศาสตร์
แต่ก็น่าคิดเช่นกันว่า คนอิหร่านนั้นมองประเทศของพวกเขาเองอย่างไร ทางหนึ่งที่เราอาจพอจะเห็นสิ่งนี้ได้คือ ‘การดูหนัง’ ตลอดหลายปีให้หลังมานี้ หนังอิหร่านหลายเรื่องสามารถสร้างชื่อในเทศกาลหนังทั่วโลก และบางเรื่องนั้นก็ได้รับรางวัลหรือการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ด้วย ต่อไปนี้คือหนัง 3 เรื่อง พร้อมเบื้องหลังคร่าว ๆ ที่อาจทำให้คุณได้เห็นอิหร่านในอีกมุมหนึ่ง
‘A Separation’ กับภาพ (ความแตกสลายของ) ครอบครัวชนชั้นกลางอิหร่าน

หนังอิหร่านเคยมีภาพจำว่า ตัวละครเอกต้องเป็นเด็กหรือไม่ก็คนยากจน อีกทั้งมีฉากหลังเป็นทะเลทรายหรือพื้นที่ห่างไกล แต่หนังดรามาในชั้นศาลชื่อ ‘A Separation (หนึ่งรักร้าง วันรักร้าว)’ ได้ล้างอคตินั้นไปโดยสิ้นเชิง ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Asghar Farhadi และออกฉายเมื่อปี 2011 ถือเป็นหนังจากอิหร่านเรื่องแรกที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม – หรือสาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมในปัจจุบัน

ท้องเรื่องของหนังมีอยู่ว่า คู่รักชนชั้นกลางค่อนสูงในกรุงเตหะรานคู่หนึ่งจะหย่ากัน เนื่องจากฝ่ายภรรยาอยากพาลูกสาวย้ายออกจากอิหร่าน แต่สามียังอยากอยู่ต่อเพื่อดูแลพ่อผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หลังจากศาลไม่รับฟังเหตุผลการหย่า ภรรยาจึงย้ายออกจากบ้าน ส่วนสามีนั้นจ้างหญิงสาวชนชั้นล่างคนหนึ่งให้มาดูแลพ่อของตัวเอง แต่วันหนึ่ง ผู้เป็นสามีเห็นพ่อของตัวเองนอนล้มบนพื้น จึงมีปากเสียงกับสาวใช้ และทำเธอบาดเจ็บจนแท้งลูก คำถามที่ตามมาในการสืบสวนคือ “สามีรู้หรือเปล่าว่าสาวใช้ท้อง” เพราะถ้าเขารู้ จะเท่ากับว่าเขาก่อคดีฆาตกรรมทันที

A Separation มีประเด็นสากลทั้งปัญหาของครอบครัวยุคใหม่ การค้นหาความยุติธรรม จิตวิทยา สังคมคนเมือง และสภาพรัฐราชการ จึงทำให้หนังเข้าถึงใจคนทั่วโลกได้ แต่สิ่งที่ผู้ชมในตอนนั้นอาจ “ช็อก” คือ การถ่ายทอดชีวิตสตรีที่สามารถทำงาน ขับรถ หรือเถียงกับผู้พิพากษาได้ – ซึ่งคนนอกอิหร่านอาจนึกไม่ถึง – อีกด้านหนึ่ง ผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ก็ยัง (จำต้อง) ปฏิบัติตัวตามระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคมและความเห็นชอบของผู้ชาย ดังนั้นแล้ว A Separation จึงสะท้อนสังคมและการเมืองของอิหร่านร่วมสมัยอย่างแนบเนียน

การวิพากษ์วิจารณ์สังคมแบบแยบยล เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ A Separation รอดจากการเซ็นเซอร์ของอิหร่านได้ แต่ในช่วงผลิตหนัง Farhadi ได้ส่งร่างบทหนังเพียง 15-20 หน้าให้ทางการอนุมัติก่อน แม้จะมีเครดิตที่ดีเป็นทุนเดิมจากการทำชื่อเสียงให้วงการหนังอิหร่าน แต่ Farhadi มองว่า การนำหนังสักเรื่องผ่านกองเซ็นเซอร์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พร้อมกับต้องระมัดระวังในการนำเสนอประเด็นด้วย “มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณอยากพูดถึงรัฐบาลและวิธีการที่คุณตั้งใจจะเล่า ในความเห็นผม บางแง่มุมก็เล่ายากหรือเล่าไม่ได้ครับ” Farhadi กล่าวไว้ในบทความชิ้นหนึ่งของ The Hollywood Reporter เมื่อปี 2011
‘The Seed of the Sacred Fig’ กับความหวาดระแวงช่วงการประท้วงเพื่อสตรีในอิหร่าน

เดือนกันยายน 2022 เกิดการเคลื่อนไหวในนาม ‘สตรี ชีวิต อิสรภาพ (Women, Life, Freedom movement)’ หลังหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ Mahsa Amini ถูกจับกุมข้อหาไม่สวมฮิญาบและถูกตำรวจทำร้ายจนเสียชีวิต บริบทเช่นนี้เองและการถูกจำคุกบ่อยครั้ง ทำให้ผู้กำกับ Mohammad Rasoulof – ผู้ต่อต้านรัฐบาลอิหร่านอย่างเปิดเผยและถูกแบนไม่ให้ทำหนัง – ได้แนวคิดสำหรับหนัง ‘The Seed of the Sacred Fig (เมล็ดพันธุ์คนดีย์)’ ที่ออกฉายในปี 2023 และได้เข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม ในฐานะตัวแทนของประเทศเยอรมนี

The Seed of the Sacred Fig เล่าเรื่องของทนายคนหนึ่งในกรุงเตหะรานที่ได้รับเลือกให้เป็นตุลาการสืบสวนประจำศาลปฏิวัติ หน้าที่ของเขามีเพียงการแสตมป์เอกสารเพื่อดำเนินคดีต่อผู้เห็นต่าง อีกด้านหนึ่ง ลูกสาวของเขา 2 คนไปเกี่ยวข้องกับการประท้วงเพื่อสตรี จุดแตกหักของครอบครัวนี้เกิดขึ้น เมื่อปืนกระบอกหนึ่ง – ที่ผู้ตุลาการสืบสวนได้รับจากสำนักงานไว้ป้องกันตัว – หายไป เขาสงสัยว่า ต้องมีคนในครอบครัวขโขยไป และพยายามเค้นความจริงจากภรรยาและลูก ๆ ของตัวเอง

เรื่องย่อเพียงเท่านี้คงจะบอกได้ว่า The Seed of the Sacred Fig กล่าวถึงความไม่ไว้วางใจกันในครอบครัวและสังคมอิหร่าน ความภักดีต่อระบอบ และการต่อสู้ของสตรี โดยประเด็นหลังน่าจะเห็นได้ชัดที่สุดจากตัวละครหญิงที่แทบจะไม่สวมผ้าคลุมศีรษะ และฟุตเทจจริงจากการประท้วงในช่วงนั้น หลายคนจึงอาจสงสัยว่า เมื่อหนังตั้งคำถามต่อทางการอิหร่านชัดขนาดนี้ “แล้วผ่านกองเซ็นเซอร์มาได้อย่างไร ?” คำตอบคือ Rasoulof ทำหนังเรื่องนี้แบบ “ลับที่สุด” กองถ่ายมีขนาดเล็ก และตัวผู้กำกับเองต้องอยู่ห่างจากกองถ่ายไปหลายกิโลเมตร

ทั้งนี้ หลังจากที่ถ่ายทำเสร็จ Rasoulof ก็ถูกตัดสินให้จำคุกเพิ่ม จนเขาตัดสินใจหนีออกจากประเทศพร้อมฟุตเทจของหนัง และลี้ภัยในเยอรมนี ขณะที่นักแสดงและทีมงานบางส่วนซึ่งยังอยู่ในอิหร่านถูกกดดันจากทางการและไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากประเทศ Rasoulof จึงอุทิศ The Seed of the Sacred Fig ให้แก่คนทำหนังและสตรีอิหร่านผู้เรียกร้องสิทธิของตน “ผมต้องการอิสรภาพ ผมไม่อยากทำหนังโดยที่ต้องสูญเสียบางอย่างไป และไม่อยากผลิตผลงานภายใต้กองเซ็นเซอร์” Rasoulof กล่าวกับ NPR
‘It Was Just an Accident’ กับมโนธรรมและความเคียดแค้นในอิหร่าน

เชื่อว่าเมื่อไม่นานมานี้ คอหนังชาวไทยหลายคนคงได้มีโอกาสชมผลงานระทึกขวัญชื่อ ‘It Was Just an Accident (แค้นนี้แค่อุบัติเหตุ)’ กันในโรง หนังเรื่องนี้ออกฉายครั้งแรกในปี 2025 และกำกับโดย Jafar Panahi ผู้กำกับชาวอิหร่านอีกคนหนึ่งที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมอิหร่าน จนถูกจำคุกและถูกห้ามไม่ให้ทำหนังหลายปี It Was Just an Accident ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยมในฐานะตัวแทนประเทศฝรั่งเศส บนเวทีออสการ์ครั้งที่ 98
เนื้อเรื่องของหนังก็คือ ชายอดีตนักโทษทางการเมืองอิหร่านคนหนึ่ง ได้ยินเสียง “ขาเทียม” ซึ่งคล้ายกับเสียงขาเทียมของผู้คุมที่เคยทำร้ายและกดดันเขา อดีตนักโทษคนนี้เลยลักพาตัวชายใส่ขาเทียม แล้วเรียก (จริง ๆ คือลาก) กลุ่มเพื่อนอดีตนักโทษมาช่วยกันตัดสินว่า ชายคนดังกล่าวคือผู้คุมของพวกเขาจริง ๆ ใช่ไหม แล้วถ้าใช่ จะร่วมกัน “ล้างแค้น” ถึงชีวิตเลยหรือไม่ ? ระหว่างทางของ It Was Just an Accident ก็มีเหตุการณ์แปลก ๆ ที่ทั้งขำและขื่นมาถ่วงดุลบรรยากาศตึงเครียดของหนังเป็นระยะ

หนังได้ทิ้ง “แบบทดสอบจำลองทางศีลธรรม” ที่ว่า หากคุณเจอคนที่เคยทำร้ายคุณอีกครั้ง แล้วได้โอกาส “เอาคืน” คุณจะทำอย่างไร ? บ้างคงปล่อยผ่านและเดินหน้ากับชีวิตต่อ บ้างคงขอล้างแค้นสักครั้ง ส่วนคนที่ไม่แน่ใจคงลังเลว่าจะเลือกทางไหน นำมาสู่คำถามต่อไปอีกว่า การใช้กฎ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” จะเท่ากับสืบทอดวัฏจักรความรุนแรงต่อไปหรือเปล่า ? แต่การไม่ทำอะไรเลย จะถือเป็นการปล่อยผู้กดขี่ข่มเหงกายใจลอยนวลไปใช่ไหม ? ปุจฉาเหล่านี้มีความเป็นสากลเหนือไปจากอิหร่านหรือสังคมแห่งใดแห่งหนึ่ง
แน่นอนว่า Panahi ทำหนังเรื่องนี้แบบ “กองโจร” และไม่ได้ขออนุญาตจากทางการอิหร่าน เขาได้แรงบันดาลใจจากช่วงที่เขารับโทษในเรือนจำ Evin ในกรุงเตหะรานเป็นเวลา 7 เดือน ตอนนั้น เจ้าหน้าที่มักจะใช้ผ้าปิดตา Panahi ระหว่างการสอบสวนต่าง ๆ ทำให้เขาได้ยินแค่เสียงนั้นนี้ และไม่รู้ว่าผู้คุมคือใคร ไม่ต่างจากตัวละครใน It Was Just an Accident “แล้วผมก็อยากรู้มาตลอดว่าเขาเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไร แล้วถ้าผมไปเจอเขาข้างนอก ผมจะจำได้หรือไม่ ?” Panahi ให้สัมภาษณ์แก่ PBS ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า จากประวัติศาสตร์ “รัฐบาลต่าง ๆ” ที่ใช้ความรุนแรงปกครองสังคม “จะอยู่รอดต่อไปไม่ได้ วันหนึ่งก็ต้องสิ้นสุด และพังทลายลงไป”

นี่เป็นเพียงผลงานหนังส่วนหนึ่งที่สะท้อนเสียงของคนอิหร่านไปทั่วโลก ทั้งนี้ ไม่ว่าจะพูดถึงเรื่องอะไรหรือใช้น้ำเสียงแบบไหน หนังทุกเรื่องล้วนมีคุณค่าในตัวเอง และไม่ควรถูกตีกรอบหรือควบคุมเอาไว้ ขณะเดียวกัน ผู้ชมเองก็มีสิทธิ์ตีความในแบบของตัวเอง ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ ‘ศิลปะ’ ควรจะเป็นไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
มอง 'อิหร่าน' และตะวันออกกลางอย่างรอบด้านไปกับบทความจาก Thai PBS
- รัฐประหาร 1953 ชนวนเหตุแห่งความขัดแย้ง อิหร่าน สหรัฐฯ
- Canadian Caper แผนสร้างหนังปลอมช่วยคนจริงระหว่างการปฏิวัติอิหร่าน
- สงครามอิหร่าน-อิสราเอล สะเทือนดุลอำนาจตะวันออกกลาง ผ่านเลนส์ของทูต 2 ประเทศ
อ้างอิง
- Filmmaker Jafar Panahi on 'It Was Just an Accident' and challenging the Iranian government, PBS News
- How Director Mohammad Rasoulof Shot his Oscar-Nominated “The Seed of the Sacred Fig” in Secret, Motion Picture Association
- ‘It Was Just an Accident’ Review: A Liberation Story Straight From Iran, The New York Times
- Mohammad Rasoulof left Iran after making his most daring film, NPR
- The Making of Iran’s Oscar Hopeful, ‘A Separation,’ The Hollywood Reporter
ติดตามทุกความเคลื่อนไหว ‘วิกฤตตะวันออกกลาง’ ครบจบในเว็บไซต์เดียวที่:
www.thaipbs.or.th/middleeastcrisis









