“ปรินซีเปีย” กับอีก 2 เล่มหนังสือวิทย์พลิกโลก


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

Thai PBS
แชร์

“ปรินซีเปีย” กับอีก 2 เล่มหนังสือวิทย์พลิกโลก

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4149

“ปรินซีเปีย” กับอีก 2 เล่มหนังสือวิทย์พลิกโลก

วันนี้ (5 กรกฎาคม ค.ศ. 2026) ย้อนหลังไป 339 ปี (5 กรกฎาคม ค.ศ. 1687) หนังสือ Principia (ปรินซิเปีย) ของ ไอแซก นิวตัน ได้รับการตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มครั้งแรก ได้รับการยอมรับเป็นหนึ่งในหนังสือมีความสำคัญในระดับพลิกโลก พลิกจักรวาลวิทยาศาสตร์ ที่ยัง “ใช้งานกันอยู่ในโลกปัจจุบัน"

“วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” วันนี้ขอนำวาระฉลอง 339 ปี การตีพิมพ์หนังสือ Principia มาเปิด 3 จักรวาลเล็กๆ (หนังสือวิทยาศาสตร์ 3 เล่ม) ที่ยิ่งใหญ่ ตัวแทน 3 จักรวาลวิทยาศาสตร์ คือ ฟิสิกส์ (กับหนังสือ Principia) ดาราศาสตร์ (กับหนังสือ On The Revolution ของ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส) และชีววิทยา (กับหนังสือ The Origin Of Species ของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน)

เรื่องราววันนี้ มิใช่เป็นการรีวิว (วิจารณ์) หนังสือทั้ง 3 เล่มอย่างลงลึก แต่เพื่อการได้ร่วมรำลึก...ทบทวน...อย่างเร็วๆ ...ที่มา...บทบาทของหนังสือ และตัวตนของ “ผู้สร้าง” (ผู้เขียน) หนังสือทั้ง 3 เล่ม

ไปเริ่มต้นกันกับหนังสือจุดประกายเรื่องของเราวันนี้ คือ Principia

(1) Principia : ไอแซก นิวตัน

ปรินซีเปีย (Principia) จากชื่อเต็ม The Mathematical Principles Of Natural Philosophy (หลักคณิตศาสตร์ของปรัชญาธรรมชาติ) โดย ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton : ค.ศ. 1643-1727) ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาละติน

สาระเนื้อหาสำคัญที่สุดของหนังสือ ก็คือ กฎว่าด้วยการเคลื่อนที่ 3 ข้อ และกฎความโน้มถ่วง

กฎว่าด้วยการเคลื่อนที่ 3 ข้อของนิวตัน เป็นกฎว่าด้วยการเคลื่อนที่ของวัตถุภายใต้อิทธิพลของแรงที่เกี่ยวข้อง เริ่มจาก ข้อแรก เกี่ยวกับ “ความเฉื่อย” (inertia) ว่า วัตถุจะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ (อยู่กับที่หรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่) ตราบเท่าที่ยังไม่มีแรงภายนอกมากระทำ

ตามด้วย ข้อสอง : เมื่อมีแรงภายนอกมากระทำ วัตถุจะเคลื่อนที่เร็วขึ้นหรือช้าลง ด้วยอัตราความเร่ง (หรือความหน่วง) ในทิศทางของแรงที่มากระทำ โดยกฎข้อที่สองนี้ มักจะรู้จักกันในรูปของสมการ F = ma โดยที่ F คือ แรงที่มากระทำ m คือ มวลของวัตถุ และ a คือ ความเร่ง

แล้วก็ ข้อที่สาม เกี่ยวกับแรงที่กระทำกับแรงที่ต่อต้าน โดยกล่าวว่า ทุกแรง (กริยา : action) ที่เกิดขึ้น จะเกิดมีแรงต้าน (ปฏิกิริยา : reaction) มีขนาดเท่ากัน แต่มีทิศทางตรงกันข้าม เกิดขึ้นเสมอ

สำหรับกฎความโน้มถ่วงของนิวตัน ระบุว่า วัตถุทุกชนิด จะมีแรงดึงดูดโน้มถ่วง กระทำต่อกัน มีขนาดเท่ากับผลคูณระหว่างมวลของวัตถุ หารด้วยระยะห่างระหว่างวัตถุยกกำลังสอง คูณด้วยค่านิจความโน้มถ่วง G มีค่า (ตามหน่วย SI) ประมาณ 6.67x10-11 นิวตัน. เมตร2 . กิโลกรัม-2

The Mathematical Principles Of Natural Philosophy โดย ไอแซก นิวตัน

The Mathematical Principles Of Natural Philosophy โดย ไอแซก นิวตัน

ความเด่นพิเศษของ “ปรินซิเปีย” และ “ตัวตน” ของนิวตัน มีเช่น

*ในบรรดาสมการฟิสิกส์ทั้งหมดที่มีมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สมการที่รู้จักกันดีที่สุด ทั้งนักเรียน นักศึกษาวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ และประชาชนทั่วไป มีอยู่ 2 สมการ คือ F= ma ของนิวตัน และ E = mc2 ของ ไอน์สไตน์ แต่สมการที่ต้องใช้กันมากที่สุด คือ F = ma ทั้งในการเรียนรู้ฟิสิกส์พื้นฐาน การประยุกต์ใช้งานด้านวิศวกรรมก่อสร้าง และมีชีวิตประจำวัน

*ถึงแม้กฎว่าด้วยการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน (F = ma) จะได้รับการพิสูจน์โดยทฤษฎีสัมพัทธภาพภาคพิเศษของไอน์สไตน์ ว่า ถูกต้องอย่างหยาบๆ แต่โชคดีที่ความถูกต้องอย่างหยาบๆ นั้น ดีพอสำหรับการดำเนินชีวิตมนุษย์โดยทั่วไป รวมไปถึงการใช้งานในวิศวกรรมโยธา และการก่อสร้างการยกระดับทางโค้งให้เอียงขึ้นของถนน และการคำนวณเกี่ยวกับแรงทั้งโดยมนุษย์และธรรมชาติต่อสิ่งก่อสร้าง

*กฎความโน้มถ่วงของนิวตัน ก็คล้ายกับกรณีกฎว่าด้วยการเคลื่อนที่ข้อที่สอง คือ ได้รับการพิสูจน์โดยทฤษฎีสัมพัทธภาพภาคทั่วไปของไอน์สไตน์ว่า ถูกต้องอย่างหยาบๆ แต่ของนิวตัน ก็ดีพอและยังใช้กันได้อย่างทั่วไป ในการคำนวณเกี่ยวกับเรื่องน้ำขึ้นน้ำลง การโคจรของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ และการเคลื่อนที่ของดาวหาง

*ปรินซิเปีย ได้รับการยกย่องเป็น “หนึ่ง” หรือ “อันดับหนึ่ง” ของหนังสือวิทยาศาสตร์ระดับโลกสำคัญที่สุดตลอดกาล โดยหนังสือที่มักได้รับการยกย่องเป็นสุดยอดหนังสือสำคัญของโลก คู่...หรือสูงกว่า...ปรินซิเปีย คือ The Origin Of Species ของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน

*ตัวตนของนิวตันเป็นคนเคร่งขรึม ไม่ชอบการเข้าสังคม หงุดหงิดง่าย ไม่แต่งงานตลอดชีวิต แต่เมื่อตั้งใจจะทำอะไร ทั้งงานวิทยาศาสตร์และอื่นๆ ก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่

*นิวตันดูจะมีเพื่อนสนิทที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่มาก แต่ผลงานที่สำคัญก็เป็นที่ประจักษ์ และจึงมีคำกล่าวจาก “เพื่อนกวี” ชาวอังกฤษ คือ อะเล็กซานเดอร์ โปป (Alexander Pope : ค.ศ. 1688-1744) ว่า…

ธรรมชาติและกฎของธรรมชาติ ซ่อนเร้นอยู่ในความมืดยามราตรี เมื่อพระเจ้าตรัส ‘ให้มีนิวตันขึ้นมา’ ทุกสิ่งพลันสว่างทันที !

(2) On The Revolution : นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส

On The Revolution หรือชื่อเต็ม On The Revolution Of Heavenly Spheres (เกี่ยวกับการโคจรของวัตถุทรงกลมในสวรรค์) โดย นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus : ค.ศ. 1473-1543) ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาละติน ค.ศ. 1543

โคเปอร์นิคัสเป็นนักบวช (คริสต์) นักคณิตศาสตร์ และนักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ได้ชื่อเป็น “บิดาแห่ง ดาราศาสตร์ยุคใหม่” จากการเขียนหนังสือ On The Revolution ซึ่งเสนออย่างเป็นระบบ พร้อมด้วยหลักฐานข้อมูลเป็นครั้งแรกว่า ดวงอาทิตย์ มิใช่โลก เป็นศูนย์กลางของจักรวาล

จริงๆ แล้ว ก่อนโคเปอร์นิคัส ก็มีนักดาราศาสตร์กรีกโบราณ อริสตาคัส (Aristarchus : 300 ปีก่อน ค.ศ. – 230 ปีก่อน ค.ศ.) แห่งเมืองซาโมส ได้เสนอว่า ดวงอาทิตย์ มิใช่โลก เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ไม่ได้รับความสนใจนักเพราะขาดหลักฐานสนับสนุน

โคเปอร์นิคัสเขียนต้นฉบับ On The Revolution จบในปี ค.ศ. 1530 แต่ก็ “เก็บ” ต้นฉบับไว้นานถึงประมาณ 13 ปี จึง “ปล่อย” ให้หนังสือได้รับการตีพิมพ์ออกมา...

และหนังสือ On The Revolution ก็มาถึงมือของโคเปอร์นิคัส ในขณะที่เขากำลังนอนป่วยอย่างไม่มีสติ...

แต่ก็ “รู้สึกตัว” และได้สัมผัสกับหนังสือเป็นเล่มจริงๆ ก่อนสิ้นลมหายใจสุดท้ายไม่กี่ชั่วโมง

On The Revolution Of Heavenly Spheres โดย นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาละติน ค.ศ. 1543

On The Revolution Of Heavenly Spheres โดย นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาละติน ค.ศ. 1543

ทำไมโคเปอร์นิคัสจึงเก็บต้นฉบับ On The Revolution ไว้นานถึง 13 ปี ?

คำตอบอย่างตรงๆ ก็เพราะโคเปอร์นิคัสรู้ตัวว่า การตีพิมพ์หนังสือ จากการค้นพบของเขา จะทำให้เกิดเป็น “เรื่องใหญ่” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทางศาสนา...

เพราะตามหลักศาสนา (คริสต์) พระเจ้าทรงสร้างโลกให้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล และให้เป็นที่อยู่ของมนุษย์และสรรพสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา

ที่สำคัญ ตัวโคเปอร์นิคัสเอง ก็เป็นบาทหลวง ตัวแทนของศาสนา...

แต่ในความเป็นนักวิทยาศาสตร์ โคเปอร์นิคัสก็ตระหนักในความสำคัญของการค้นพบความรู้ใหม่ ต่อพัฒนาการของวิทยาศาสตร์และมนุษยชาติ

ผู้เขียนพยายามนึกถึง “ความหนักใจ” ของโคเปอร์นิคัส ต่อผลที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา หลังการตีพิมพ์ On The Revolution

แล้ว “ผลที่เกิดขึ้นจริงๆ” หลังการตีพิมพ์ On The Revolution เป็นอย่างไร ?

ถ้าโคเปอร์นิคัสรับรู้ได้ ก็จะได้ทราบว่า โดยภาพรวม โคเปอร์นิคัส ก็ “คิดไม่ผิด” เพราะ

*หนังสือ On The Revolution ได้รับการต้อนรับในระยะแรกๆ จากวงการวิทยาศาสตร์อย่างไม่คึกคักนัก เพราะถูกเขียนออกมาเป็นภาษาละติน และเนื้อหาก็เข้าใจยาก เนื่องจากโคเปอร์นิคัสก็ยังเข้าใจผิดว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงกลม มิใช่วงรี (ดังความเป็นจริง) โคเปอร์นิคัส จึงต้องสร้างคำอธิบายที่ซับซ้อนขึ้น (เช่น วงกลมซ้อน) เพื่ออธิบาย “ตำแหน่ง” หรือ “การเคลื่อนที่ปรากฏของดาวเคราะห์ต่างๆ” ดังที่ปรากฏให้เห็นในท้องฟ้า ความเข้าใจผิดที่ได้รับการแก้ไขโดย โยฮันเนส เคปเลอร์ (Johannes Kerler : ค.ศ. 1571-1630) ต่อมาว่า โลกและดาวเคราะห์ต่างๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี

*สำหรับปฏิกิริยาจากทางฝ่ายศาสนา ในช่วงแรกๆ ก็คล้ายกับทางวิทยาศาสตร์ คือ ไม่รุนแรง แต่เมื่อมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากขึ้น รับและเผยแพร่ความคิดของโคเปอร์นิคัสมากขึ้น ทางฝ่ายศาสนาก็แสดงการตอบโต้รุนแรงขึ้น และหนักที่สุด คือ ทำให้ จิออร์ดาโน บรูโน (Giordano Bruno : ค.ศ. 1548-1600) นักปรัชญาและนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ถูกเผาทั้งเป็นกลางกรุงโรม เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1600 ตามคำพิพากษาของศาลพระ ด้วยข้อหาลบหลู่ศาสนา

เมื่อถึงยุคของนิวตัน ทฤษฎีดวงอาทิตย์มิใช่โลก เป็นศูนย์กลางจักรวาลของโคเปอร์นิคัส ก็เป็นที่ยอมรับของวงการวิทยาศาสตร์เต็มที่...

และยิ่งมาถึงโลกยุคศตวรรษที่ 21 ถ้า “จิตวิญญาณ” ของโคเปอร์นิคัสรับรู้ได้ ก็จะยิ่งภาคภูมิใจ เมื่อสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (The International Astronomical Union : IAU : ไอเอยู) ประกาศผลการประกวดตั้งชื่อเมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2015 ให้ดาวฤกษ์ 55 Cancri A มีชื่อสามัญเรียกว่า “โคเปอร์นิคัส” เป็นเสมือนกับที่อยู่ในสรวงสวรรค์ของโคเปอร์นิคัส

ดาวโคเปอร์นิคัส เป็นดาวฤกษ์ของระบบดาวคู่ อยู่ห่างจากโลกประมาณ 41 ปีแสง มีดาวเคราะห์บริวาร 5 ดวง

แผนภาพจำลองระบบสุริยะแบบโคเปอร์นิคัส (Copernican Heliocentrism) จากหนังสือ De revolutionibus orbium coelestium

แผนภาพจำลองระบบสุริยะแบบโคเปอร์นิคัส (Copernican Heliocentrism) จากหนังสือ De revolutionibus orbium coelestium

(3) The Origin Of Species : ชาร์ลส์ ดาร์วิน

The Origin Of Species หรือ กำเนิดของปีชีส์ จากชื่อเต็ม On The Origin Of Species By Means Of Natural Selection, Or The Preservation Of Favoured Races In The Struggle For Life (เกี่ยวกับกำเนิดของสปีชีส์โดยการคัดสรรทางธรรมชาติ หรือการรักษาเผ่าพันธุ์ที่อยู่รอดในการต่อสู้เพื่อการมีชีวิต) ของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin : ค.ศ. 1809-1882) ตีพิมพ์ครั้งแรก ค.ศ. 1859

ชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นนักธรรมชาติวิทยา นักธรณีวิทยาและนักชีววิทยา ชาวอังกฤษสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก โดยหนังสือ The Origin Of Species ได้รับการยอมรับเป็นหนังสือวิทยาศาสตร์สำคัญอันดับหนึ่ง หรืออันดับแรกๆ ของโลก และเป็นหนังสือทำให้ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นที่รู้จักในฐานะเป็น “Father Of Evolutionary Theory” (บิดาแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการ) หรือ “Father Of Natural Seletion” (บิดาแห่งการคัดสรรของธรรมชาติ)

หนังสือ The Origin Of Species เป็นผลงานที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เขียนจากประสบการณ์และตัวอย่างการศึกษา จากการเดินทางไปสำรวจ “โลกใหม่” กับเรือหลวงบีเกิลของสหราชอาณาจักรอังกฤษเป็นเวลา 5 ปี (ค.ศ. 1831-1836)

แต่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เดินหน้าอย่างช้าๆ ในการเขียน The Origin Of Species ซึ่งในที่สุด ก็ใช้เวลาถึง 22 ปี หนังสือ The Origin Of Species จึงได้รับการตีพิมพ์ออกมา

ทำไมจึงใช้เวลานานถึง 22 ปี ?

ชาร์ลส์ ดาร์วิน Cr.wikimedia

ชาร์ลส์ ดาร์วิน Cr.wikimedia

มี 3 สาเหตุที่ผู้เขียนขอนำมากล่าวถึง

หนึ่ง : เป็นนิสัยส่วนตัวของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่ “ดูจะไม่รีบร้อน และไม่มีความสุขนักกับการทำงาน” ทั้งระหว่างการเดินทาง 5 ปีไปกับเรือบีเกิล เมาเรือเป็นประจำ และเมื่อลงมือเขียน The Origin Of Species ก็เขียนอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อน

สอง : แต่สาเหตุการเขียน The Origin Of Species อย่างช้าๆ ก็มีคำอธิบายเช่นกันว่า ชาร์ลส์ ดาร์วิน เองก็ตระหนักถึง “ผลกระทบ” ที่อาจจะเกิดจากการนำเสนอความคิดใหม่ของตน เกี่ยวกับ “วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต” ซึ่งตามความเข้าใจที่ยึดถือหรือเชื่อกันมา มนุษย์กับสัตว์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลก ล้วนมีกำเนิดเป็นของตนเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบหรือความขัดแย้งกับทางศาสนา ที่ถือว่า สรรพสิ่งและชีวิตบนโลก ล้วนถูกสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้า ให้เป็นแบบที่เป็นอยู่ ตั้งแต่เริ่มต้นกำเนิดของโลก ของมนุษย์ ของสัตว์และพืชบนโลก

สาม : ก่อน ชาร์ลส์ ดาร์วิน ตัดสินใจให้ตีพิมพ์หนังสือ The Origin Of Species ของเขาหนึ่งปี เขาได้รับบทความจากนักธรรมชาติวิทยาอังกฤษ อัลเฟรด วอลเลซ (Alfred Wallace : ค.ศ. 1823-1913) ส่งมาให้ ชาร์ลส์ ดาร์วิน พิจารณา ซึ่ง ชาร์ลส์ ดาร์วิน กล่าวว่า “เหมือนกับสาระย่อหนังสือที่ผมกำลังเขียน”

ชาร์ลส์ ดาร์วิน จึงเขียนบทความสั้นๆ สรุปสาระเนื้อหาที่ตั้งใจเขียน แล้วส่งบทความของเขาและของ วอลเลซ ไปให้ “สมาคมลินนินแห่งลอนดอน” (Linnean Society Of London) ซึ่งเป็นสมาคมวิทยาศาสตร์ทางด้านชีววิทยาที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ เผยแพร่พร้อมกัน ส่วน ชาร์ลส์ ดาร์วิน ก็จึงเร่งการเขียนของเขา และในที่สุด หนังสือ The Origin Of Species ก็ได้รับการตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มในปีค.ศ. 1859

The Origin Of Species หรือ กำเนิดของปีชีส์

The Origin Of Species หรือ กำเนิดของปีชีส์

ในหนังสือ The Origin Of Species ชาร์ลส์ ดาร์วิน ยังไม่ระบุถึงที่มาของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์อย่างชัดเจน เพราะยัง “เกร็ง” และ “เกรง” ผลกระทบจากทางศาสนา...

จนกระทั่งในหนังสือ The Descent Of Man, And Selection In Relation To Sex (ที่มาของมนุษย์และการคัดสรรเกี่ยวกับทางเพศ) ชาร์ลส์ ดาร์วิน จึงระบุว่า มนุษย์ (เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ) ล้วน “วิวัฒน์” มาจากบรรพบุรุษชีวิตเดียวกัน...

โดยในส่วนของมนุษย์ ก็มีบรรพบุรุษเป็นสัตว์คล้ายลิง แต่มิได้หมายความว่า มนุษย์มีบรรพบุรุษเป็นลิง หากหมายถึงว่า ทั้งมนุษย์และลิง มีบรรพบุรุษร่วมกัน เป็นสัตว์คล้ายลิง

ที่สำคัญ ในหนังสือ The Descent Of Man ชาร์ลส์ ดาร์วิน ชี้ว่า หลักฐานทางบรรพชีวินวิทยา จะชี้บอกว่า มนุษย์ยุคใหม่โฮโมเซเปียนส์ทั่วโลก มีบรรพบุรุษร่วมกันอยู่ในแอฟริกา เป็นจุดเริ่มต้นของ “ทฤษฎีออกจากแอฟริกา” (Out Of Africa Theory)

*ฝ่ายศาสนา ปฏิกิริยาในระยะแรกๆ ก็ตอบโต้ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน อย่างรุนแรง แต่ก็ไม่รุนแรงเท่ากรณีของ โคเปอร์นิคัส ที่ “จิออร์ดาโน บรูโน” ต้องถูกฝ่ายศาสนาจับเผาทั้งเป็น...

และความขัดแย้งก็ยิ่งคลี่คลายลงไปมาก เมื่อองค์พระสันตะปาปา จอห์น พอล ที่สอง (Pope John Paul II) ได้ทรงกล่าวเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1996 ที่ “สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งสันตะปาปา” (Ponlifical Acccademy of Science) ในนครรัฐวาติกัน ภายใต้หัวข้อเรื่อง “Truth Cannot Contradict Truth” (“ความจริงไม่สามารถขัดแย้งความจริงได้”) ว่า

“ความรู้ใหม่ (ทางวิทยาศาสตร์) นำมาสู่การยอมรับว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการ เป็นมากกว่าสมมุติฐาน (hypothesis) ”

ในส่วนความเป็นตัวตนของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ผู้เขียนขอยกคำกล่าวในบันทึกอัตชีวประวัติของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เอง ตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1876

ถ้าผมมีชีวิตได้ใหม่อีกครั้ง ผมจะตั้งเป็นกฎให้กับตัวเองว่า จะต้องอ่านบทกวีและฟังดนตรี อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ...

เพราะตลอดชีวิตของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เขาทุ่มเทให้กับ “งาน” อย่างเกินร้อย !

หนังสือเป็น “บันทึกภูมิปัญญา” อันทรงคุณค่าของผู้เขียน ต่อพัฒนาการของมนุษยชาติ

สำหรับวันนี้ “วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” มี “space” สำหรับการเขียน และ “time” สำหรับการอ่านของท่านผู้อ่าน เพียง 3 เล่ม แต่ผู้เขียนเองก็กำลังนึกถึงหนังสือวิทยาศาสตร์สำคัญอีกหลายเล่ม ที่ตั้งใจจะเล่าสู่ท่านผู้อ่านอีก

แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ นึกถึงหนังสือวิทยาศาสตร์สำคัญเรื่องไหนอีกบ้างครับ ?

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Thai PBS Sci & Tech Thai PBS Sci And Tech วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิตชัยวัฒน์ คุประตกุลScienceนิโคลัส โคเปอร์นิคัสชาลส์ ดาร์วินเซอร์ ไอแซก นิวตันPrincipia
 รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

ผู้เขียน:  รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

นักวิทยาศาสตร์ และนักอนาคตศาสตร์ เจ้าของคอลัมน์ ​"วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต"

บทความ NOW แนะนำ