เรื่องพื้นฐานที่ควรรู้ “ประตูหนีไฟ”


Insight

สันทัด โพธิสา

Thai PBS
แชร์

เรื่องพื้นฐานที่ควรรู้ “ประตูหนีไฟ”

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4187

เรื่องพื้นฐานที่ควรรู้ “ประตูหนีไฟ”

สำหรับความปลอดภัยในอาคาร “ประตูฉุกเฉิน” หรือ “ประตูหนีไฟ” คือหนึ่งในตัวช่วยยามเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ ทว่าในห้วงเวลาปกติ เราให้ความใส่ใจกับอุปกรณ์ชิ้นนี้มากเพียงใด ? Thai PBS ชวนรู้จัก “ประตูหนีไฟ” ให้มากขึ้น อะไรบ้างที่เราควรรู้จากอุปกรณ์ชนิดนี้

ประตูฉุกเฉิน/ประตูหนีไฟ คืออะไร

ประตูฉุกเฉิน หรือ Emergency Exit คือ ประตูที่ถูกออกแบบและติดตั้งขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อใช้เป็นเส้นทางอพยพผู้คนออกจากอาคารอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุดยามเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน 

ประตูฉุกเฉิน สำหรับคนไทยนิยมเรียกว่า ประตูหนีไฟ เหตุที่เรียกคำนี้จนติดปาก เนื่องจากวัตถุประสงค์ของประตูนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อการหนีไฟเป็นหลัก สังเกตได้จากบานประตูที่ผลิตจากเหล็กที่ทนไฟกว่าปกติ 

นอกจากนี้หลายอาคารใหญ่ในเมืองไทย ยังมักทำป้ายสัญลักษณ์ทางออกฉุกเฉิน โดยเขียนกำกับเป็นภาษาอังกฤษว่า "FIRE EXIT" พร้อมทั้งมีรูปคนวิ่งฝ่าวงล้อมไฟ ทำให้ผู้คนคุ้นชินที่จะเรียกทางออกนี้ว่า ประตูหนีไฟ แม้ปัจจุบันหลาย ๆ อาคารจะเปลี่ยนไปใช้คำว่า “ทางออกฉุกเฉิน” มากขึ้น แต่การเรียกด้วยชื่อนี้ ก็ยังคุ้นเคยในหมู่คนไทย

สิ่งที่ควรตระหนัก และคุณสมบัติที่ “ประตูหนีไฟ” ต้องมี 

เราอาจเห็น “ประตูหนีไฟ” กันเป็นปกติในชีวิตประจำวัน จนไม่ทันได้พิจารณาว่า หลักการสำคัญของประตูหนีไฟนั้น มีอะไรบ้าง และนี่คือคุณสมบัติสำคัญที่ควรรู้ 

  1. ประตูต้องห้ามล็อค และต้องเปิดออกง่าย ไม่ต้องมีกุญแจไข หรือเปิดด้วยคีย์การ์ดใด ๆ 
  2. แม้ประตูหนีไฟจะห้ามล็อค แต่ประตูหนีไฟต้องปิดสนิทตลอดเวลา เพื่อป้องกันเปลวไฟและควันไฟลามเข้ามาในบันไดหนีไฟ เนื่องจากทางนี้ต้องเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดในการอพยพผู้คน
  3. ห้ามวางของกีดขวางหน้าประตูหนีไฟ ตลอดเส้นทางเดินไปสู่ประตูหนีไฟ จะต้องโล่ง ไม่มีกล่องสินค้า ขยะ หรือสิ่งของใด ๆ มาวางขวาง เพราะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีควันไฟท่วมทึบ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นสิ่งกีดขวางที่ทำให้สะดุดล้มได้
  4. ประตูหนีไฟต้องทนไฟและทนควัน ประตูหนีไฟส่วนใหญ่มักผลิตด้วยวัสดุพิเศษ เช่น เหล็กกล้า รวมทั้งมีการบุฉนวนกันความร้อน ที่สามารถทนความร้อนสูงได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง กฎหมายระบุว่า ประตูหนีไฟต้องทนความร้อนได้ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง
  5. ประตูหนีไฟต้องเปิดออกตามทิศทางการหนีเสมอ โดยประตูจะถูกติดตั้งให้เปิดแบบ "ผลักออก" ไปตามทิศทางที่คนวิ่งหนี เพื่อป้องกันไม่ให้คนวิ่งมาออหรือชนกันจนเปิดประตูไม่ได้
  6. ต้องมีป้ายบอกทางชัดเจน โดยติดตั้งบริเวณเหนือประตูหรือบริเวณใกล้เคียง รวมทั้งต้องมีระบบสำรองไฟ เพื่อให้มองเห็นป้ายได้ชัดเจน และป้ายต้องมีไฟสำรองตลอดเวลา 
  7. ประตูหนีไฟต้องมีระบบปิดอัตโนมัติ โดยต้องติดตั้งโช้คอัพประตู เพื่อให้ประตูปิดกลับเข้าที่โดยอัตโนมัติตลอดเวลาหลังจากมีคนวิ่งผ่าน เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟและควันลามตามเข้ามา
  8. ประตูหนีไฟต้องเปิดกลับเข้าสู่อาคารได้ ประตูหนีไฟที่ดีต้องถูกออกแบบให้คนจากภายนอกหรือพนักงานดับเพลิงเปิดเข้าไปช่วยเหลือด้านในได้ และต้องไม่ล็อกตายจากด้านใน

รู้จัก Panic Bar อุปกรณ์สำคัญของประตูหนีไฟ

Panic Bar หรือที่คนไทยมักเรียกว่า "คานผลักประตู" หรือ "ก้านผลักประตูฉุกเฉิน" คือ อุปกรณ์ที่ติดตั้งมากับประตูหนีไฟ โดยมีลักษณะเป็นคานเหล็กยาวพาดขวางอยู่บนตัวประตู จุดประสงค์ของการออกแบบคานผลักนี้ เพื่อความปลอดภัยในกรณีฉุกเฉิน 

Panic bar เกิดขึ้นครั้งแรกราวปี 1903 หลังเหตุการณ์ไฟไหม้โรงละคร Iroquois Theatre ที่เมืองชิคาโก้ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 600 ราย สาเหตุเกิดจากผู้คนเบียดเสียดกันแน่นและประตูเปิดไม่ออก ต่อมามีนักประดิษฐ์ชื่อ Robert Alexander Smith ได้คิดค้น Panic Bar ขึ้นมา โดยใชหลักการสำคัญคือ เปลี่ยนแรงเบียดเสียดของฝูงชนให้กลายเป็นแรงเปิดประตู

สาเหตุที่ Panic Bar ที่ติดบนประตูหนีไฟ ต้องมีลักษณะเป็น "คานเหล็กยาว" พาดขวางเกือบเต็มความกว้างของประตู เนื่องจากเพื่อให้กว้างพอ กรณีที่ผู้คนพุ่งชนประตูได้ทุกตำแหน่ง การทำคานเหล็กยาวขวางประตู ทำให้ไม่ว่าจะวิ่งมาชนประตูตรงฝั่งซ้าย ฝั่งขวา ตรงกลาง หรือในระดับความสูงแค่ไหน ร่างกายจะมีโอกาสกระแทกโดนคานนี้ 

ในมุมกลับกัน หากประตูหนีไฟมีลักษณะเป็นลูกบิดหรือที่จับก้านโยกขนาดเล็ก หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ผู้คนต้องใช้สายตามองและใช้มือคลำเพื่อหาลูกบิดให้เจอ ซึ่งจะทำได้ยากมากในความมืด

อีกหนึ่งเหตุผลที่สำคัญของการออกแบบ Panic Bar ให้มีลักษณะเป็นคานเหล็กคือ ทำให้สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้ "มือ" เนื่องจากเวลาเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน มือทั้งสองข้างอาจไม่สะดวกต่อการเปิดประตูหนีไฟ เช่น ต้องใช้ประคองหัว, อุ้มเด็ก, แบกของ, บดบังใบหน้าจากความร้อน หรือแม้กระทั่งบาดเจ็บจนใช้มือไม่ได้ ดังนั้น Panic Bar หรือคานเหล็กยาวนี้ จะช่วยให้ใช้ข้อศอก, แขน, หลัง, สะโพก หรือแม้แต่ทิ้งน้ำหนักตัว กระแทกเพื่อเปิดประตูออกไปได้ทันที นอกจากนี้ คานเหล็กยาวลักษณะนี้ ยังใช้ได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงคนพิการอีกด้วย

หลักการติดตั้งประตูหนีไฟ 

กับคำถามที่ว่า ในอาคารหนึ่ง ๆ ต้องมีประตูหนีไฟกี่ประตู ? ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มีการออกกฎกระทรวงเพื่อควบคุมการดูแลปลูกสร้างอาคาร โดยกฎกระทรวงที่ 33 สำหรับอาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ มีการกำหนดลักษณะของประตูฉุกเฉินหรือประตูหนีไฟ มีหลักการที่น่าสนใจดังต่อไปดังนี้

  • สำหรับอาคารทั่วไปที่มีความสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป หรืออาคารสาธารณะ ในทุก ๆ ชั้นของอาคารต้องมีทางหนีไฟอย่างน้อย 2 ทาง หมายความว่าจะต้องมีประตูฉุกเฉินหรือประตูหนีไฟอย่างน้อย 2 จุดในชั้นนั้น ๆ โดยต้องตั้งอยู่ห่างกันในระยะที่ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเส้นทแยงมุมของพื้นที่ชั้นนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟหรือควัน ปิดกั้นทางหนีไฟทั้งสองทางพร้อมกัน 
  • การกำหนดระยะทางของสถานที่กับประตูหนีไฟ กฎหมายกำหนดว่า จากจุดที่ไกลที่สุดในชั้นนั้น ๆ เดินมาถึงประตูฉุกเฉินหรือประตูหนีไฟ ระยะทางต้องไม่เกินที่กฎหมายกำหนด โดยหากไม่มีสปริงเกอร์ ระยะเดินถึงประตูต้องไม่เกิน 30 เมตร หรือ 45 เมตร แต่หากเป็นอาคารที่มีสปริงเกอร์ อาจผ่อนปรนให้ระยะเดินเพิ่มขึ้นได้สูงสุดไม่เกิน 60 เมตร กรณีหากอาคารมีพื้นที่กว้างมาก แม้จะมี 2 ประตูแล้วแต่ระยะเดินยังเกิน จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนประตูหนีไฟตามจุดต่าง ๆ เพิ่มขึ้น
  • จำนวนคนกับประตูหนีไฟ หากเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีคนหนาแน่น เช่น ห้างสรรพสินค้า หอประชุม หรือโรงงานขนาดใหญ่ จำนวนประตูหนีไฟจะต้องเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนจำนวนคนในชั้นนั้น ๆ ตามมาตรฐานสากล 
    จำนวนคน 1 - 500 คนในชั้น ต้องมีประตูหนีไฟอย่างน้อย 2 ทางออก
    จำนวนคน 501 - 1,000 คนในชั้น ต้องมีประตูหนีไฟอย่างน้อย 3 ทางออก
    จำนวนคน มากกว่า 1,000 คนขึ้นไป ต้องมีประตูหนีไฟอย่างน้อย 4 ทางออก

เพราะไม่มีใครอยาก “สูญเสีย” ประตูหนีไฟหรือประตูฉุกเฉิน จึงถือเป็นส่วนสำคัญที่ทุกอาคารต้องมี การตระหนักรู้และใส่ใจ จะช่วยบรรเทาความรุนแรง และลดความสูญเสียลงได้

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประตูหนีไฟประตูฉุกเฉินไฟ
สันทัด โพธิสา

ผู้เขียน: สันทัด โพธิสา

เจ้าหน้าที่เนื้อหาออนไลน์อาวุโส Thai PBS สนใจความเคลื่อนไหวของสังคม ผู้คน และเทรนด์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ และรวมถึงเป็นสมาชิกทาสแมวมายาวนาน

บทความ NOW แนะนำ