อพยพครั้งใหญ่ หนีโลกเดือด? ความเป็นไปได้ที่ไม่เกินจริง เมื่อคนกว่า 200 ล้านคนเสี่ยงพลัดถิ่น


วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช

Thai PBS
แชร์

อพยพครั้งใหญ่ หนีโลกเดือด? ความเป็นไปได้ที่ไม่เกินจริง เมื่อคนกว่า 200 ล้านคนเสี่ยงพลัดถิ่น

https://www.thaipbs.or.th/now/content/4189

อพยพครั้งใหญ่ หนีโลกเดือด? ความเป็นไปได้ที่ไม่เกินจริง เมื่อคนกว่า 200 ล้านคนเสี่ยงพลัดถิ่น

เมื่อราว 11,000 ปีที่แล้ว ทะเลทรายสะฮาราที่เป็นทะเลทรายที่แห้งแล้งและร้อนระอุที่สุดในโลกทุกวันนี้ กลับเคยเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี มีทะเลสาบ และแม่น้ำมากมายมาก่อน ซึ่งได้ทำให้ฝูงสัตว์ต่าง ๆ ทั้งช้าง ยีราฟ ฮิปโป และจระเข้ รวมถึงมนุษย์โบราณเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เลี้ยงสัตว์และจับปลาอยู่ริมน้ำ สังเกตได้จากหลักฐานทางโบราณคดี และการค้นพบภาพเขียนสีบนผนังถ้ำนับแสนภาพทั่วสะฮารา ที่บันทึกวิถีชีวิตอันรุ่งเรืองของมนุษย์ยุคนั้นเอาไว้

พื้นที่รอยต่อระหว่างทุ่งหญ้ากับทะเลทรายสะฮาราทางตอนใต้ ซึ่งคล้ายกับสภาพแวดล้อมของสะฮาราในอดีตเมื่อราว 11,000 ปีที่แล้ว : ที่มาภาพ UNCCD

พื้นที่รอยต่อระหว่างทุ่งหญ้ากับทะเลทรายสะฮาราทางตอนใต้ ซึ่งคล้ายกับสภาพแวดล้อมของสะฮาราในอดีตเมื่อราว 11,000 ปีที่แล้ว : ที่มาภาพ UNCCD

ทว่าเมื่อราว 5,500 ปีก่อน การเปลี่ยนแปลงของวงโคจรโลกอย่างช้า ๆ ได้ทำให้ฝนเริ่มหายไป ทุ่งหญ้าสีเขียวขจีค่อย ๆ กลายเป็นผืนทรายสีส้มแสด ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่จำต้องทิ้งบ้านเกิดและอพยพหนีไปเป็นจำนวนมาก บางส่วนก็หนีไปตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำไนล์ที่มีน้ำตลอดทั้งปี ซึ่งภายหลังกลายเป็นรากฐานของอารยธรรมอียิปต์โบราณ นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างการอพยพเพราะสภาพอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และเป็นบทเรียนที่กำลังจะย้อนกลับมาหาเราอีกครั้งในรูปแบบที่เร็วและรุนแรงกว่าเดิมท่ามกลางวิกฤตโลกเดือดนี้

ทะเลทรายสะฮาราในปัจจุบัน : ที่มาภาพ Rosino/Flickr

ทะเลทรายสะฮาราในปัจจุบัน : ที่มาภาพ Rosino/Flickr

เพราะในวันทุกวันนี้ปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ที่กำลังก่อตัวขึ้นในปี 2026 กำลังทำหน้าที่ไปเร่งวิกฤตที่มีอยู่เดิมอยู่แล้วให้รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้พืชผลทางเกษตรลดลง บ่อน้ำเหือดแห้ง และสภาพอากาศแปรปรวนที่ไม่สามารถคาดเดาได้ สลับไปมาระหว่างฤดูแล้งสุดขั้วและฤดูฝนที่ตกหนักเสียจนเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง จนอาจเกินจุดที่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอยู่แล้วจะรับไหวในสักวันหนึ่ง ครอบครัวที่ดิ้นรนอยู่แล้วอาจต้องถูกผลักให้ต้องละทิ้งผืนดินบรรพบุรุษเพื่อความอยู่รอด

อย่างไรก็ตามเราต้องเข้าใจก่อนว่าการอพยพครั้งใหญ่จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้เคยเกิดจากวิกฤตเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากความกดดันที่ค่อย ๆ สะสมทับถมกันจนทำให้ชีวิตประจำวันที่เราคุ้นชินเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป เหมือนกับที่สะฮาราไม่ได้กลายเป็นทะเลทรายในชั่วข้ามคืน แต่ใช้เวลาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เป็นพันปี

ระหว่างปี 2015-2016 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราได้สูญเสียผลผลิตข้าวไปมากกว่า 15 ล้านตันจากวิกฤตเอลนีโญ 2 ปีติดกัน ซึ่งทำให้เกิดฤดูแล้งยาวนานอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลให้ราคาข้าวให้พุ่งสูงและกดดันประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างหนัก และเมื่อผลผลิตล่มสลายซ้ำ ๆ เกษตรกรรายย่อยที่จมอยู่ในหนี้สินก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทิ้งไร่นาเข้าเมืองใหญ่เพื่อหางานทำ ซึ่งเป็นรูปแบบการอพยพภายในประเทศที่เรามักมองไม่เห็น เพราะมันมักเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ และค่อยเป็นค่อยไปจากสายตาผู้คนส่วนใหญ่

ภัยแล้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กัมพูชา) ในปี 2019 : ที่มาภาพ AFP

ภัยแล้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กัมพูชา) ในปี 2019 : ที่มาภาพ AFP

และเมื่อแรงกดดันนี้มาบรรจบกับสงครามและความขัดแย้ง ผลลัพธ์ก็อาจรุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนโฉมหน้าของทั้งภูมิภาคได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือประเทศซีเรีย ที่ระหว่างปี 2006-2011 เผชิญภัยแล้งครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา ซึ่งนักภูมิอากาศวิทยาเชื่อว่าถูกซ้ำเติมด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยแล้งนี้ทำให้เกษตรกรกว่า 2 ล้านคนต้องอพยพเข้าเมือง เกิดความยากจนและความไม่พอใจสะสม จนกลายเป็นหนึ่งในชนวนของสงครามกลางเมืองที่ปะทุขึ้นในที่สุด

และสงครามครั้งนั้นเองที่จุดชนวนวิกฤตผู้อพยพครั้งใหญ่ที่สุดของยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 2015 เพียงปีเดียว มีผู้คนกว่า 1,300,000 คนเดินทางลงเรือข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าสู่ยุโรปเพื่อขอลี้ภัยหาที่พักพิง ซึ่งกว่า 75% หนีมาจากซีเรีย อัฟกานิสถาน และอิรัก โดยวิกฤตผู้อพยพในครั้งนั้นสั่นคลอนการเมืองยุโรปอย่างรุนแรง ทั้งการสร้างรั้วกั้นพรมแดน การกลับมาตรวจคนเข้าเมืองภายในเขตวีซ่าเชงเก้น การขึ้นมาของพรรคการเมืองขวาจัด และแม้กระทั่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่การลงประชามติ Brexit นำสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป เป็นหลักฐานชี้ชัดว่าวิกฤตสภาพอากาศสามารถส่งแรงสะเทือนไปถึงประเทศที่คิดว่าตัวเองปลอดภัยจากการไม่ได้รับผลกระทบทางการเกษตรได้เสมอ

นอกจากนี้รายงานล่าสุดจากศูนย์วิจัยร่วมของคณะกรรมาธิการยุโรป หรือ JRC ในเดือนมิถุนายน 2026 ระบุชัดว่าภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญปีนี้จะไปซ้ำเติมการพลัดถิ่นและความไม่มั่นคงทางอาหารที่มีอยู่เดิมด้วยเช่นกัน และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ก็ระบุตรง ๆ ว่าความเสี่ยงภัยแล้งทางการเกษตรจะทอดยาวจากปากีสถาน อินเดีย เมียนมา ไทย กัมพูชา เวียดนาม ไปจนถึงฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย พูดง่าย ๆ ก็คือ ประเทศไทยเราเองก็อยู่ในแผนที่ความเสี่ยงที่ผู้คนจะอพยพความวิกฤตนี้ด้วย ไม่ได้เป็นประเทศที่ปลอดภัยอยู่ในวงนอกแต่อย่างใด

มิหนำซ้ำรายงาน Groundswell ของธนาคารโลกได้คาดการณ์ไว้ว่า หากเราไม่ลงมือแก้ไขวิกฤตภาวะโลกเดือดอย่างจริงจังภายในปี 2050 อาจมีผู้คนมากถึง 216 ล้านคนใน 6 ภูมิภาคทั่วโลกที่ต้องอพยพภายในประเทศของตัวเองเพราะสภาพอากาศ โดยเฉพาะเขตที่อยู่ทางตอนใต้ของทะเลทรายสะฮารา (Sub Saharan Africa) ที่เป็นบริเวณทุ่งหญ้าที่ทะเลทรายและป่าดงดิบมาบรรจบกัน ซึ่งอาจมีประชากรที่ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการอพยพพลัดถิ่นสุดถึง 86 ล้านคน ตามด้วยมาด้วยภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียแปซิฟิกจำนวน 49 ล้านคน และเอเชียใต้ทางฝั่งอินเดีย ปากีสถาน กับบังคลาเทศ อีก 40 ล้านคน

โดยมีแนวโน้มว่าผู้อพยพจะมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่ที่ยังพอมีโอกาสและทรัพยากรหลงเหลืออยู่ และนั่นย่อมหมายความว่ากรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศของไทยก็อาจต้องแบกรับคลื่นผู้อพยพภายในประเทศจากภาคเกษตรที่ล่มสลายด้วยเช่นกัน ทั้งยังไม่นับผู้อพยพจากประเทศเพื่อนบ้านที่รายล้อมประเทศไทยอยู่ ซึ่งมีความมั่นคงทางการเมืองและความสามารถในการจัดการทรัพยากรในระดับที่ต่ำกว่าประเทศไทย เช่น ประเทศเมียนมา ที่กำลังประสบปัญหาสงครามกลางเมืองเรื้อรังในปัจจุบัน ที่ผลักดันให้ผู้อพยพเมียนมาเดินทางย้ายเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปีอยู่แล้ว หากยิ่งมีวิกฤตจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเข้ามาอีก อัตราการอพยพจากประเทศเพื่อนบ้านก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นกว่านี้มาก

ผู้อพยพชาวเมียนมาที่ชายแดนไทย : ที่มาภาพ AFP

ผู้อพยพชาวเมียนมาที่ชายแดนไทย : ที่มาภาพ AFP

แต่ทว่าตัวเลข 216 ล้านคนจากธนาคารโลกนี้ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตายตัว ธนาคารโลกระบุชัดว่า หากประเทศต่าง ๆ เริ่มลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก หันมาฟื้นฟูระบบนิเวศ และช่วยผู้คนให้ปรับตัวต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้ตั้งแต่วันนี้ ตัวเลขผู้อพยพอาจลดลงได้มากถึง 80% เหลือเพียง 44 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งหวังว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศจะหันมาให้ความสนใจกับเรื่องนี้มากขึ้นเพื่อป้องกันกรณีการอพยพพลัดถิ่นครั้งใหญ่ในอนาคตให้ได้

บทเรียนจากทะเลทรายสะฮาราเมื่อ 5,500 ปีก่อนยังคงไม่ไปไหน มนุษย์ยังยังคงได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างมนุษย์ในอดีตกับโลกในวันนี้คือเรามีวิทยาศาสตร์ มีข้อมูล และมีเทคโนโลยีที่สามารถพยากรณ์ถึงวิกฤตล่วงหน้าได้ เพื่อที่จะสามารถรับมือและแก้ไขได้ทันท่วงที ก่อนที่วิกฤตผู้อพยพครั้งจะมาถึงจริง ๆ

แต่ถ้าหากเราไม่ได้สามารถแก้ไขวิกฤตนี้ได้ ใครจะไปรู้ว่าสักวันหนึ่ง ผืนดินที่เราเรียกว่าบ้านในตอนนี้ อาจกลายเป็นทะเลทรายสะฮาราแห่งต่อไปก็ได้


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : nature, Joint Research Centre, fao, time, cfr


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech
 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โลกร้อนปัญหาโลกร้อนภาวะโลกร้อนลดโลกร้อนภาวะโลกเดือดโลกเดือดAnalyticaสิ่งแวดล้อมวิทยาศาสตร์Thai PBS Sci And Tech Thai PBS Sci & Tech EnvironmentScience
ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช

ผู้เขียน: ชินะพงษ์​ เลี่ยนพานิช

หนุ่มเนิร์ดที่เคยฝันอยากทำงานให้ NASA แต่ได้กลายมาเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์แทน

บทความ NOW แนะนำ