ข่าวการเสียชีวิตของพิธีกร นักแสดงชื่อดังในวัย 49 ปี สร้างความโศกเศร้าแก่ผู้คน ทว่าในคราวเดียวกัน ประเด็นเรื่องของ “หัวใจ” และเหล่าบรรดาโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ ถูกเผยแพร่ออกมาจำนวนมาก โดยเฉพาะ “ภาวะหัวใจในช่วงวัยกลางคน” มีเรื่องราวใดที่เป็นข้อควรรู้บ้าง Thai PBS สรุปมาบอกเล่ากัน
ความเสื่อมถอยของหัวใจในวัยกลางคนเป็นอย่างไร
สุขภาพหัวใจในวัยกลางคน (ช่วงอายุประมาณ 40–59 ปี) ถือเป็นช่วงวัยที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากระบบเผาผลาญ ความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และระดับฮอร์โมนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ความเสื่อมถอยของหัวใจในวัยกลางคน มีนัยยะสำคัญที่มักพบได้บ่อย เช่น
- ความเสื่อมถอยของหัวใจและหลอดเลือด โดยหลอดเลือดแข็งตัวและยืดหยุ่นน้อยลง ผนังหลอดเลือดแดงเริ่มมีการสะสมของหินปูนและไขมัน ทำให้หลอดเลือดตึงตัว ไม่ยืดหยุ่นเหมือนวัยหนุ่มสาว ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
- กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้น เพื่อเพิ่มแรงสูบฉีดเลือดแข่งกับความดันหลอดเลือดที่สูงขึ้น ทำให้หัวใจคลายตัวได้แย่ลงและรับเลือดได้น้อยลง
- การตอบสนองต่ออัตราการเต้นของหัวใจลดลง เนื่องจากเซลล์ที่ควบคุมจังหวะหัวใจ มีจำนวนลดลง ทำให้หัวใจไม่สามารถเร่งการเต้นได้รวดเร็วเท่าเดิมเมื่อออกแรงหนัก
- ลิ้นหัวใจเสื่อมสภาพ ลิ้นหัวใจเริ่มมีความหนาตัว แข็งขึ้น หรือมีหินปูนมาเกาะ ทำให้การเปิด-ปิดของลิ้นหัวใจทำงานได้น้อยลง อาจนำไปสู่ภาวะลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบได้ในอนาคต
- ระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมหัวใจทำงานลดลง ทำให้หัวใจปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้ช้าลง เช่น ยืนขึ้นเร็ว ๆ แล้วหน้ามืด เป็นต้น
ปัจจัยของความเสื่อมของหัวใจในวัยกลางคนมีอะไรบ้าง
ปัจจัยที่ทำให้การทำงานของหัวใจเสื่อมถอยในวัยกลางคน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
1.ปัจจัยด้านวัย ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น
- ระดับฮอร์โมนลดลง โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เป็นช่วงที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่น และไขมันชนิดไม่ดี (LDL) เพิ่มสูงขึ้น
- เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือดเสื่อมสภาพ เกิดภาวะสะสมของพังผืดและหินปูน บริเวณผนังหลอดเลือดและลิ้นหัวใจ
- หากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูงตั้งแต่วัยกลางคน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมของระบบหัวใจเร็วกว่าปกติ
2.ปัจจัยด้านพฤติกรรมและการดำเนินชีวิต เช่น
- พฤติกรรมติดนิ่ง เช่น การนั่งทำงานเป็นเวลานาน ขาดการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้ฝึกการบีบตัว สมรรถภาพปอดและหัวใจจึงลดลง
- กินอาหารที่มีไขมันทรานส์ โซเดียม และน้ำตาลสูง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการสะสมของคราบพลัค (Plaque) ในหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว ส่งผลให้หลอดเลือดตีบตันและเลือดไหลเวียนไม่สะดวก
- ความเครียดสะสมและการนอนหลับไม่ดี อาจเรียกว่าเป็น “ปัจจัยเงียบ” ที่มีผลให้เกิดการกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีน ทำให้หัวใจทำงานหนัก ความดันโลหิตสูงขึ้น และเกิดการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือด
- พฤติกรรมการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ สารนิโคตินและแอลกอฮอล์ทำลายเยื่อบุผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบและแข็งตัวไวขึ้น
3.ปัจจัยจากโรคเรื้อรังและระบบเผาผลาญ
- โรคความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายต้องออกแรงบีบตัวต้านแรงดันตลอดเวลา จนกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวและคลายตัวได้แย่ลง
- โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน เข้าไปทำลายเส้นเลือดและเส้นประสาทที่ควบคุมหัวใจ
- ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ โดยมีไขมัน LDL สูง และไปสะสมที่ผนังหลอดเลือด ก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
ยืดอายุการทำงานหัวใจในวัยกลางคนได้อย่างไร
การดูแลเพื่อชะลอความเสื่อมและยืดอายุการทำงานของหัวใจในวัยกลางคน ควรดูแลป้องกันทั้งเรื่องปัญหาคราบไขมันสะสม การรักษาสภาพหลอดเลือดให้ยืดหยุ่น และการลดภาระงานของกล้ามเนื้อหัวใจ
นอกจากนี้ มีพฤติกรรมที่ควรปรับ และต้องใส่ใจมากขึ้น โดยแบ่งเป็น
1.ปรับการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว
- เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว และน้ำมันมะกอก ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือด
- ทานอาหารที่เพิ่มกรดไขมัน โอเมก้า 3 เช่น ปลาทะเล เพื่อช่วยลดไตรกลีเซอไรด์และป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- จำกัดโซเดียมและน้ำตาล ควบคุมโซเดียมไม่เกิน 2,000 มก./วัน เพื่อไม่ให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
2.จัดการปัจจัยเงียบที่ทำลายหัวใจ
- นอนหลับอย่างมีคุณภาพ นอนให้ได้ 7–8 ชั่วโมงต่อคืน หากมีอาการนอนกรนหรือสะดุ้งตื่น ควรตรวจภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพราะเป็นตัวการทำให้ความดันสูงขณะนอน
- ลดความเครียดสะสม ฝึกการหายใจ ทำสมาธิ เพื่อลดการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วและหลอดเลือดหดตัว
- การเลิกบุหรี่ช่วยลดความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
3.การออกกำลังกายอย่างตรงจุดเพื่อฝึกกล้ามเนื้อหัวใจ
- ออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เดิน ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและยืดหยุ่นดีขึ้น
- หลีกเลี่ยงการออกแรงหนักฉับพลัน ควรเริ่มจากการวอร์มอัพและคูลดาวน์เสมอ เพื่อป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือดกะทันหัน
ตัวเลขควรรู้ เพื่อภาวะหัวใจที่ดีในวัยกลางคน
- รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับ 120/80 mmHg อย่างเหมาะสม
- ระดับไขมันในเลือด ควบคุม LDL ให้เหมาะสมตามความเสี่ยง โดยทั่วไป ควรอยู่ระหว่าง 100-130 mg/dL
- ระดับน้ำตาลในเลือด ควรให้ต่ำกว่า 100 mg/dL
เพราะ “หัวใจ” เป็นอวัยวะสำคัญ แม้จะเป็นส่วนที่ตามองไม่เห็น แต่คือกุญแจสำคัญของการมีชีวิตที่ยืนยาว ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใส่ใจดูแล โดยเฉพาะในบุคคลที่มีเริ่มมีอายุมากขึ้น
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ









