เช็ก 4 ลักษณะคนเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ตำรวจไซเบอร์เตือนภัยหลอกลวงยุค AI

พ.ต.ท. พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ให้ข้อมูล ระบุว่า มีกลุ่มลักษณะบุคคลที่มีความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่าย โดยสามารถอธิบายผ่านกรอบแนวคิด ‘SCAM’ ดังนี้
- S – Shock หรือผู้ที่มีแนวโน้มตกใจง่าย เมื่อเผชิญสถานการณ์กดดัน เช่น การถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีหรือการเงิน มักตอบสนองด้วยความกลัวและรีบทำตามคำสั่งโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
- C – Compassion หรือผู้ที่มีความเห็นอกเห็นใจสูง มักตกเป็นเหยื่อของการขอความช่วยเหลือ เช่น การบริจาคหรือการยืมเงินผ่านช่องทางออนไลน์ โดยไม่ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล
- A – Active / Fast หรือผู้ที่ตัดสินใจรวดเร็ว มีแนวโน้มตอบสนองต่อข้อเสนอหรือสถานการณ์เร่งด่วนทันที ซึ่งเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพใช้แรงกดดันด้านเวลาเพื่อให้เหยื่อตัดสินใจโดยขาดการไตร่ตรอง
- M – Trust หรือผู้ที่เชื่อถือผู้อื่นได้ง่าย โดยเฉพาะในโลกออนไลน์หรือกรณีที่ผู้ติดต่ออ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ
นอกจากลักษณะบุคคลแล้ว มิจฉาชีพยังใช้รูปแบบหรือสัญญาณเตือนบางอย่างที่พบได้บ่อย หนึ่งในนั้นคือการสร้างความเร่งรีบ เช่น การกำหนดเวลาบีบบังคับให้โอนเงินหรือดำเนินการทันที อีกวิธีคือการแยกเหยื่อออกจากบุคคลใกล้ชิด โดยอ้างเหตุผลทางกฎหมายหรือความลับ เพื่อป้องกันไม่ให้เหยื่อได้รับคำเตือนจากผู้อื่น
พ.ต.ท. พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์
“อีกกลยุทธ์สำคัญคือการใช้หลักจิตวิทยา หรือที่เรียกว่า Amygdala Hijacking ซึ่งเป็นการกระตุ้นอารมณ์พื้นฐาน เช่น ความกลัว ความโลภ หรือความหลง เพื่อให้สมองส่วนเหตุผลทำงานลดลง และนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด” พ.ต.ท. พากฤต กล่าว
ซึ่งปัจจุบัน เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความแนบเนียนของการหลอกลวง เช่น การใช้ Deepfake เพื่อปลอมแปลงภาพและวิดีโอ หรือ Voice Cloning เพื่อเลียนแบบเสียงของบุคคลที่เหยื่อรู้จัก รวมถึงการใช้ OSINT ในการรวบรวมข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและออกแบบวิธีการเข้าหาเหยื่อให้เหมาะสมเป็นรายบุคคล
3 สัญญาณเตือนที่ต้องรู้
1. สร้างความเร่งรีบ
เช่น ต้องโอนภายใน 10 นาที และ ไม่งั้นบัญชีจะถูกอายัด”
2. แยกเหยื่อออกจากคนรอบตัว (Isolation)
เช่น ห้ามบอกใคร หรือห้ามปรึกษาครอบครัว เพื่อไม่ให้มีคนช่วยเตือน
3. หลอกด้วยจิตวิทยา (Amygdala Hijacking)
กระตุ้นอารมณ์ทำให้สมอง “คิดไม่ทัน” โดยสมองของคนเรามีทั้งส่วนเหตุผลและส่วนอารมณ์ ซึ่งส่วนอารมณ์เกี่ยวข้องกับสัญชาตญาณเอาตัวรอด มิจฉาชีพจะใช้วิธีนี้กระตุ้นให้เราตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ และตกเป็นเหยื่อ
“สติ” อาวุธป้องกันมิจฉาชีพ
สิ่งสำคัญคือ เราต้องมีสติ อย่าเพิ่งถามว่าอีกฝ่ายเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ แต่ให้สังเกตตัวเองก่อนว่าเรากำลังมีอารมณ์ 3 อย่างได้แก่
- ความกลัว
- ความโลภ
- ความหลง
หากมีอารมณ์ 3 อย่างนี้ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังคุยกับมิจฉาชีพอยู่ หรือหากเผลอโอนเงินไปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ โทร 1441 จากนั้นติดต่อธนาคารเพื่ออายัดบัญชี และไปแจ้งความกับตำรวจ พร้อมรวบรวมหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแชท สลิปโอนเงิน หรือหลักฐานอื่น ๆแชทสามารถใช้เป็นหลักฐานได้ รวมถึงการบันทึกหน้าจอ หรือวิดีโอคอลก็ควรอัดไว้เป็นหลักฐานเช่นกัน
อีกเรื่องที่ต้องรู้คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีนโยบายติดต่อผู้เสียหายผ่านวิดีโอคอล หรือโทรมาให้ดำเนินการทันที หากมีการติดต่อ จะเป็นการนัดให้ไปที่สถานีตำรวจเท่านั้น และต้องเป็นสถานที่ราชการ ไม่ใช่ร้านกาแฟ
มิจฉาชีพยุคใหม่ ใช้ AI หลอกอย่างไร
ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Deepfake ปลอมหน้า/วิดีโอ,Voice Cloning เลียนเสียงคนรู้จัก และ OSINT วิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียล

ขณะเดียวกันก็ต้องระวังเรื่อง AI เพราะว่า Artificial Intelligence ในยุคปัจจุบันสามารถทำคลิปวิดีโอได้แนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของ Deepfake หรือ Voice Cloning ต่าง ๆ หรือแม้แต่สิ่งที่เราเรียกว่า Open Source Intelligence ก็คือการวิเคราะห์เหยื่อจากโซเชียลมีเดีย แล้วนำมาดัดแปลงคำพูดเพื่อให้ถูกจริต ถูกใจกับตัวเหยื่อได้มากที่สุด
“อันนี้เป็นสิ่งที่อันตราย และเราจะต้องระวังด้วยเหมือนกัน เพราะบางครั้งตัวเราเองนี่แหละเป็นคนที่เผลอไปเปิดข้อมูล จนทำให้มิจฉาชีพนำมาวิเคราะห์ อย่างเช่นถ้าเราโพสต์อะไร ก็สามารถอ่านและวิเคราะห์ออกได้
จริง ๆ ต้องบอกแบบนี้ สมัยก่อนมันจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า Victim Targeting คือสมมติว่าอยากจะรู้จักใครสักคน ก็ต้องไปส่อง ไปดู ไปคุย เพื่อวิเคราะห์เองว่าชอบอะไร ไปไหน เป็นการชวนคุยแบบค่อย ๆ เรียนรู้
แต่สมัยนี้ เอา IG ของคน ๆ นั้นให้ AI เลย ก็สามารถวิเคราะห์ได้ทันที ว่าคนนี้มีไลฟ์สไตล์อย่างไร นิสัยเป็นแบบไหน แล้วช่วยออกแบบคำพูด หรือแม้แต่การจีบให้ได้ด้วย” พ.ต.ท. พากฤต กล่าว

ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในประเด็นนี้ เนื่องจากในปัจจุบันไม่สามารถหยุดยั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้ สิ่งที่ทำได้คือการเรียนรู้และเพิ่มความรอบคอบในการรับข้อมูล รวมถึงไม่เชื่อใจผู้อื่นโดยง่าย ยิ่งโลกพัฒนาไปมากเท่าไร ความจำเป็นในการระมัดระวังก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ทั้งนี้ ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการหลอกลวงของมิจฉาชีพเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยเฉพาะในบริบทของความรัก ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้สึกโดยตรง หากปล่อยให้อารมณ์เข้ามามีอิทธิพลเหนือเหตุผล ก็อาจเพิ่มโอกาสในการตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่อง Optimism Bias อธิบายพฤติกรรมของผู้ที่เชื่อว่าตนเองจะไม่ตกเป็นเหยื่อ แม้จะเคยรับรู้ข้อมูลหรือข่าวสารเกี่ยวกับการหลอกลวงมาแล้วจำนวนมาก แต่เมื่อเผชิญสถานการณ์จริง กลับมีแนวโน้มตัดสินใจภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ จนนำไปสู่ความเสียหาย
ในภาพรวม กลไกสำคัญของการหลอกลวงคือการใช้จิตวิทยาเข้ากระตุ้นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความโลภ หรือความหลง ซึ่งส่งผลให้กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลลดลง
ด้วยเหตุนี้ จุดเปราะบางที่สุดในระบบความปลอดภัยจึงไม่ใช่ระบบหรือเทคโนโลยี แต่คือ “จิตใจของมนุษย์” ซึ่งไม่สามารถป้องกันได้ด้วยเครื่องมือหรือแอปพลิเคชันใด ๆ เพราะฉะนั้นการฝึกสติและการรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อในยุคปัจจุบัน
ข้อมูลจาก : รายการวันใหม่วาไรตี้








