เช็ก 4 ลักษณะคนเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ตำรวจไซเบอร์เตือนภัยหลอกลวงยุค AI

DateClock icon20:13|บทสัมภาษณ์Views0

พ.ต.. พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์  ให้ข้อมูล ระบุว่า มีกลุ่มลักษณะบุคคลที่มีความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่าย โดยสามารถอธิบายผ่านกรอบแนวคิด ‘SCAM’ ดังนี้

  1. S – Shock หรือผู้ที่มีแนวโน้มตกใจง่าย เมื่อเผชิญสถานการณ์กดดัน เช่น การถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีหรือการเงิน มักตอบสนองด้วยความกลัวและรีบทำตามคำสั่งโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
  2. C – Compassion หรือผู้ที่มีความเห็นอกเห็นใจสูง มักตกเป็นเหยื่อของการขอความช่วยเหลือ เช่น การบริจาคหรือการยืมเงินผ่านช่องทางออนไลน์ โดยไม่ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล
  3. A – Active / Fast หรือผู้ที่ตัดสินใจรวดเร็ว มีแนวโน้มตอบสนองต่อข้อเสนอหรือสถานการณ์เร่งด่วนทันที ซึ่งเป็นช่องว่างให้มิจฉาชีพใช้แรงกดดันด้านเวลาเพื่อให้เหยื่อตัดสินใจโดยขาดการไตร่ตรอง
  4. M – Trust  หรือผู้ที่เชื่อถือผู้อื่นได้ง่าย โดยเฉพาะในโลกออนไลน์หรือกรณีที่ผู้ติดต่ออ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือ

นอกจากลักษณะบุคคลแล้ว มิจฉาชีพยังใช้รูปแบบหรือสัญญาณเตือนบางอย่างที่พบได้บ่อย หนึ่งในนั้นคือการสร้างความเร่งรีบ เช่น การกำหนดเวลาบีบบังคับให้โอนเงินหรือดำเนินการทันที อีกวิธีคือการแยกเหยื่อออกจากบุคคลใกล้ชิด โดยอ้างเหตุผลทางกฎหมายหรือความลับ เพื่อป้องกันไม่ให้เหยื่อได้รับคำเตือนจากผู้อื่น

พ.ต.ท. พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์  

พ.ต.ท. พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

“อีกกลยุทธ์สำคัญคือการใช้หลักจิตวิทยา หรือที่เรียกว่า Amygdala Hijacking ซึ่งเป็นการกระตุ้นอารมณ์พื้นฐาน เช่น ความกลัว ความโลภ หรือความหลง เพื่อให้สมองส่วนเหตุผลทำงานลดลง และนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด” พ.ต.ท. พากฤต กล่าว

ซึ่งปัจจุบัน เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความแนบเนียนของการหลอกลวง เช่น การใช้ Deepfake เพื่อปลอมแปลงภาพและวิดีโอ หรือ Voice Cloning เพื่อเลียนแบบเสียงของบุคคลที่เหยื่อรู้จัก รวมถึงการใช้ OSINT ในการรวบรวมข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและออกแบบวิธีการเข้าหาเหยื่อให้เหมาะสมเป็นรายบุคคล

3 สัญญาณเตือนที่ต้องรู้

 1. สร้างความเร่งรีบ

เช่น ต้องโอนภายใน 10 นาที และ ไม่งั้นบัญชีจะถูกอายัด”

2. แยกเหยื่อออกจากคนรอบตัว (Isolation)

เช่น ห้ามบอกใคร หรือห้ามปรึกษาครอบครัว เพื่อไม่ให้มีคนช่วยเตือน

3. หลอกด้วยจิตวิทยา (Amygdala Hijacking)

กระตุ้นอารมณ์ทำให้สมอง “คิดไม่ทัน” โดยสมองของคนเรามีทั้งส่วนเหตุผลและส่วนอารมณ์ ซึ่งส่วนอารมณ์เกี่ยวข้องกับสัญชาตญาณเอาตัวรอด มิจฉาชีพจะใช้วิธีนี้กระตุ้นให้เราตัดสินใจโดยใช้อารมณ์ และตกเป็นเหยื่อ

“สติ” อาวุธป้องกันมิจฉาชีพ

สิ่งสำคัญคือ เราต้องมีสติ อย่าเพิ่งถามว่าอีกฝ่ายเป็นมิจฉาชีพหรือไม่ แต่ให้สังเกตตัวเองก่อนว่าเรากำลังมีอารมณ์ 3 อย่างได้แก่

  • ความกลัว 
  • ความโลภ 
  • ความหลง

หากมีอารมณ์ 3 อย่างนี้ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเรากำลังคุยกับมิจฉาชีพอยู่ หรือหากเผลอโอนเงินไปแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือ โทร 1441 จากนั้นติดต่อธนาคารเพื่ออายัดบัญชี และไปแจ้งความกับตำรวจ พร้อมรวบรวมหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแชท สลิปโอนเงิน หรือหลักฐานอื่น ๆแชทสามารถใช้เป็นหลักฐานได้ รวมถึงการบันทึกหน้าจอ หรือวิดีโอคอลก็ควรอัดไว้เป็นหลักฐานเช่นกัน

อีกเรื่องที่ต้องรู้คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีนโยบายติดต่อผู้เสียหายผ่านวิดีโอคอล หรือโทรมาให้ดำเนินการทันที หากมีการติดต่อ จะเป็นการนัดให้ไปที่สถานีตำรวจเท่านั้น และต้องเป็นสถานที่ราชการ ไม่ใช่ร้านกาแฟ 

 

มิจฉาชีพยุคใหม่ ใช้ AI หลอกอย่างไร

ปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Deepfake ปลอมหน้า/วิดีโอ,Voice Cloning เลียนเสียงคนรู้จัก และ OSINT วิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียล

 

กลโกงแก๊งคอลเซนเตอร์

ขณะเดียวกันก็ต้องระวังเรื่อง AI  เพราะว่า Artificial Intelligence ในยุคปัจจุบันสามารถทำคลิปวิดีโอได้แนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของ Deepfake หรือ Voice Cloning ต่าง ๆ หรือแม้แต่สิ่งที่เราเรียกว่า Open Source Intelligence ก็คือการวิเคราะห์เหยื่อจากโซเชียลมีเดีย แล้วนำมาดัดแปลงคำพูดเพื่อให้ถูกจริต ถูกใจกับตัวเหยื่อได้มากที่สุด

“อันนี้เป็นสิ่งที่อันตราย และเราจะต้องระวังด้วยเหมือนกัน เพราะบางครั้งตัวเราเองนี่แหละเป็นคนที่เผลอไปเปิดข้อมูล จนทำให้มิจฉาชีพนำมาวิเคราะห์ อย่างเช่นถ้าเราโพสต์อะไร ก็สามารถอ่านและวิเคราะห์ออกได้

จริง ๆ ต้องบอกแบบนี้ สมัยก่อนมันจะมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า Victim Targeting คือสมมติว่าอยากจะรู้จักใครสักคน ก็ต้องไปส่อง ไปดู ไปคุย เพื่อวิเคราะห์เองว่าชอบอะไร ไปไหน เป็นการชวนคุยแบบค่อย ๆ เรียนรู้

แต่สมัยนี้ เอา IG ของคน ๆ นั้นให้ AI เลย ก็สามารถวิเคราะห์ได้ทันที ว่าคนนี้มีไลฟ์สไตล์อย่างไร นิสัยเป็นแบบไหน แล้วช่วยออกแบบคำพูด หรือแม้แต่การจีบให้ได้ด้วย” พ.ต.. พากฤต กล่าว

3 วิธีป้องกันก่อนตกเป็นเหยื่อAI

ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในประเด็นนี้ เนื่องจากในปัจจุบันไม่สามารถหยุดยั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้ สิ่งที่ทำได้คือการเรียนรู้และเพิ่มความรอบคอบในการรับข้อมูล รวมถึงไม่เชื่อใจผู้อื่นโดยง่าย ยิ่งโลกพัฒนาไปมากเท่าไร ความจำเป็นในการระมัดระวังก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการหลอกลวงของมิจฉาชีพเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยเฉพาะในบริบทของความรัก ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้สึกโดยตรง หากปล่อยให้อารมณ์เข้ามามีอิทธิพลเหนือเหตุผล ก็อาจเพิ่มโอกาสในการตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่อง Optimism Bias อธิบายพฤติกรรมของผู้ที่เชื่อว่าตนเองจะไม่ตกเป็นเหยื่อ แม้จะเคยรับรู้ข้อมูลหรือข่าวสารเกี่ยวกับการหลอกลวงมาแล้วจำนวนมาก แต่เมื่อเผชิญสถานการณ์จริง กลับมีแนวโน้มตัดสินใจภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ จนนำไปสู่ความเสียหาย

ในภาพรวม กลไกสำคัญของการหลอกลวงคือการใช้จิตวิทยาเข้ากระตุ้นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความโลภ หรือความหลง ซึ่งส่งผลให้กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผลลดลง

ด้วยเหตุนี้ จุดเปราะบางที่สุดในระบบความปลอดภัยจึงไม่ใช่ระบบหรือเทคโนโลยี แต่คือ “จิตใจของมนุษย์” ซึ่งไม่สามารถป้องกันได้ด้วยเครื่องมือหรือแอปพลิเคชันใด ๆ เพราะฉะนั้นการฝึกสติและการรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการตกเป็นเหยื่อในยุคปัจจุบัน

ข้อมูลจาก : รายการวันใหม่วาไรตี้ 

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน