Loading...

แชร์

Copied!

AI กับการเมืองไทย เมื่อเทคโนโลยีท้าทายความจริงในสนามเลือกตั้ง

4 ม.ค. 69 | 11:30 น.
AI กับการเมืองไทย เมื่อเทคโนโลยีท้าทายความจริงในสนามเลือกตั้ง
ตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ได้ก้าวจาก “เทคโนโลยีใหม่” ขึ้นมาเป็นตัวแปรสำคัญของโลก จน นิตยสาร Time ต้องยกย่องบุคคลผู้มีบทบาทในการกำหนดทิศทางของ AI ให้เป็น “บุคคลแห่งปี” สะท้อนชัดว่า AI ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องทดลองหรือภาคธุรกิจ แต่ได้แทรกซึมลึกเข้าสู่โครงสร้างของสังคม วัฒนธรรม และการเมือง

ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีการหย่อนบัตรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง ปัญหาข่าวปลอม ข่าวเท็จ และการบิดเบือนข้อมูล โดยเฉพาะที่อ้างอิงหรือพัวพันกับ AI ได้กลายเป็นความท้าทายที่สังคมไม่อาจมองข้าม 

จากการตรวจสอบของ Thai PBS Verify ตลอดปีที่ผ่านมา พบว่า AI ถูกดึงเข้ามาอยู่ในสมรภูมิการเมืองไทยอย่างชัดเจน ทั้งในฐานะ “ผู้สร้างเนื้อหา” และในฐานะ “ข้ออ้าง” ที่ถูกใช้โยนความผิดให้เทคโนโลยี

ปรากฏการณ์ที่น่ากังวลคือ ความพยายามผลัก AI ให้กลายเป็น “จำเลยของสังคม” เพื่อกลบเกลื่อนที่มา แหล่งผลิต และความรับผิดชอบของมนุษย์ ทั้งที่เบื้องหลังทุกอัลกอริทึมยังคงมีคนเป็นผู้เลือก ใช้ และชี้นำ

การใช้ AI ในทางการเมืองจึงไม่ต่างจากการถือ “ดาบสองคม” ด้านหนึ่งคือพลังแห่งความก้าวหน้า แต่อีกด้าน หากถูกใช้เป็นเครื่องมือบิดเบือนความจริง หรือเป็นเกราะกำบังทางจริยธรรม ย่อมกลายเป็นอาวุธที่บั่นทอนความเชื่อมั่น และสั่นคลอนรากฐานของประชาธิปไตย

เพื่อให้เห็นอันตรายของปัญหาที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างแนบเนียน ภายใต้ความก้าวหน้าที่เรียกว่า “เทคโนโลยี” Thai PBS Verify จึงได้รวบรวมกรณีตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับ AI ที่มีนัยสำคัญทางการเมือง ไม่ใช่เพียงเพื่อชี้ให้เห็นด้านลบของเทคโนโลยี หากแต่เพื่อเตือนให้ตั้งคำถามถึงอำนาจ แรงจูงใจ และเจตนาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการใช้งาน ซึ่งอาจกำลังกำหนดทิศทางความคิดของสังคมโดยที่เราไม่รู้ตัว

ทักษิณกับภาพ AI เมื่อภาพปลอมกลายเป็นเครื่องมือขยายอคติ

ทักษิณ ชินวัตร AI

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและการใช้อำนาจในทางที่ผิด ส่งผลให้ต้องเข้าเรือนจำคลองเปรมเมื่อวันที่ 9 ก.ย. 68 จากกรณีชั้นที่ 14 ระหว่างกระบวนการดังกล่าว ในโลกโซเชียลมีเดียได้มีการเผยแพร่ภาพของทักษิณจำนวนมาก ทั้งภาพภายในเรือนจำ ไปจนถึงภาพล้อเลียนอย่างการร้องเพลงคู่กับเสก โลโซ ซึ่งต่อมาถูกกรมราชทัณฑ์ยืนยันว่าเป็นภาพที่สร้างขึ้นด้วย AI ไม่ใช่ภาพจริง อย่างไรก็ตาม ภาพเหล่านี้ยังคงถูกแชร์อย่างแพร่หลาย โดยทิศทางของความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะล้อเลียน สร้างเอนเกจเมนต์ และขยายอคติ รวมถึงความรุนแรงทางอารมณ์ของผู้รับสาร

เสียง AI กับนักการเมือง จากข้อสงสัยสู่แรงสั่นสะเทือนทางการเมือง

แพทองธาร ชินวัตร และสมเด็จฮุนเซน

นอกจากภาพแล้ว Thai PBS Verify ยังเริ่มตรวจสอบกรณี “เสียง AI” หลังเกิดกระแสในโซเชียลมีเดียตั้งข้อสงสัยว่า คลิปเสียงของนักการเมืองที่ถูกเผยแพร่อาจเป็นเสียงที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI โดยเริ่มจากกรณีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการปล่อยคลิปเสียงสนทนาระหว่างเธอกับสมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา จนสังคมเรียกร้องให้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการใช้ถ้อยคำที่ดูสนิทสนม เช่นคำว่า “Uncle” ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งในเวลาต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง

อนุทินสั่งเปิดด่านเขาดิน AI

ต่อเนื่องจากสถานการณ์ชายแดนดังกล่าว ในโลกออนไลน์ยังมีการเผยแพร่คลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นเสียงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการให้เปิดด่านเขาดิน จังหวัดสระแก้ว ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอยู่ในภาวะตึงเครียด 

นักการเมืองสั่งลูกน้องไปดูเว็บพนัน

ขณะที่ช่วงปลายปี ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศยุบสภาและบรรยากาศการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง ก็ปรากฏคลิปเสียงนักการเมืองรายหนึ่ง สั่งให้ลูกน้องไปตรวจสอบยอดเว็บไซต์พนัน ก่อนที่เจ้าตัวจะออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่เสียงของตน และโยนความรับผิดชอบไปที่การถูกสร้างด้วย AI ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีดังกล่าวกำลังถูกใช้เป็นทั้งเครื่องมือโจมตีทางการเมือง และในบางกรณี ก็กลายเป็น “แพะรับบาป” ในพื้นที่ความคลุมเครือของความจริงบนสื่อดิจิทัล

เมื่อสงครามข้อมูลท้าทายความจริงในสนามเลือกตั้ง

ในบริบทการเมืองไทย AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “สงครามข้อมูล” (Information Warfare) ที่ถูกใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือปลอม ทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และบ่อนทำลายความไว้วางใจของสาธารณชนต่อสถาบันต่าง ๆ 

โซเชียลมีเดีย สมรภูมิหลักของการหาเสียงยุค AI

อ. ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความกังวลต่อการนำ AI มาใช้ในทางการเมือง โดยเฉพาะการสร้างกระแสหาเสียงและการดิสเครดิตพรรคการเมือง ซึ่งเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ที่โซเชียลมีเดียถูกมองว่าเป็นสมรภูมิหลักทางการเมือง และในการเลือกตั้งรอบใหม่ บทบาทของ AI ยิ่งทวีความเข้มข้น ส่งผลให้ความเสี่ยงจากข่าวปลอมหรือ Fake News เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหาเสียงที่สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น

Fake News ความท้าทายต่อการกำกับดูแลการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ปัญหา Fake News ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่มักทวีความรุนแรงในช่วงการเลือกตั้ง แต่ละพรรคการเมืองและกลุ่มผู้สนับสนุนต่างมีฐานแฟนคลับและ Content Creator ของตนเอง ซึ่งสามารถใช้ AI ผลิตเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วและต้นทุนต่ำ ทำให้การควบคุมข้อมูลเท็จกลายเป็นความท้าทายสำคัญ ทั้งต่อสื่อมวลชนและองค์กรกำกับดูแลอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

LINE กับพื้นที่ปิดของข้อมูลเท็จที่ตรวจสอบได้ยาก

แม้ข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดียยังพอสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นคือการแพร่กระจายของ Fake News ผ่านแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งเป็นพื้นที่สื่อสารแบบกลุ่มปิดที่ตรวจสอบได้ยากกว่า โดย AI สามารถสร้างภาพ ข้อความ หรือเนื้อหาปลอมที่มีความแนบเนียนและคมชัดภายในเวลาไม่กี่วินาที เหนือกว่าวิธีการตัดต่อแบบเดิม และถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้รับสารเฉพาะ

 

อ. ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ. ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อข่าวปลอม “ทำงานไปก่อน” ความจริงจึงตามไม่ทัน

ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในระยะหลังคือการนำข้อความหรือข้อมูลบางส่วนมาตัดต่อและเผยแพร่ จนสามารถจุดกระแสในกลุ่มผู้ที่มีอคติทางการเมืองอยู่แล้วได้อย่างรวดเร็ว แม้ภายหลังจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ในหลายกรณี ข่าวปลอมได้ “ทำงานไปก่อน” และส่งผลต่อการรับรู้ของประชาชนไปแล้ว

อคติของมนุษย์ เชื้อเพลิงสำคัญของ Fake News

อ. ดร.ปุรวิชญ์ ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์มีอคติเป็นพื้นฐาน เมื่อพบข้อมูล ภาพ หรือวิดีโอที่สอดคล้องกับความเชื่อหรือทัศนคติของตนเอง ย่อมมีแนวโน้มจะเชื่อข้อมูลนั้นโดยไม่ตั้งคำถาม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ Fake News โดยเฉพาะในกลุ่ม LINE สามารถแพร่กระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รับมืออย่างไร เมื่อการตรวจสอบอย่างเดียวไม่เพียงพอ

สำหรับแนวทางการรับมือ มองว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพัฒนาความรู้เท่าทันสื่อและความรู้เท่าทัน AI ให้กับประชาชนในระยะยาว เพื่อสร้างวัฒนธรรมการตั้งคำถามต่อข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ โดยปัญหา Fake News ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะไม่สิ้นสุดเพียงการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่สังคมไทยต้องร่วมกันรับมืออย่างต่อเนื่องในอนาคต

AI ในนโยบายการเมืองไทยสู่คำถามเรื่องผลลัพธ์

ในมุมมองต่อบทบาทของ AI กับการเมืองไทยในปีนี้ คุณวรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) ของ ImpactMind AI และ Insiderly.ai มองว่า ปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดคือพรรคการเมืองเกือบทุกพรรคต่างหยิบยก AI ขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย โดยเป็นการผลักดันการใช้งาน AI เพื่อยกระดับทักษะให้ประชาชนในประเทศได้มีความรู้เรื่อง AI

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังไม่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมคือ เมื่อประชาชนมีความรู้ด้าน AI แล้ว จะส่งผลดีอย่างไรต่อเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการศึกษา หรือการอธิบายที่ชัดเจนว่าการเรียนรู้ AI จะนำไปสู่การสร้างงานที่ดีขึ้น หรือเพิ่มมูลค่าให้ระบบเศรษฐกิจอย่างไร

 

“รู้แล้วยังไงต่อ นอกจากโอเคสร้างงานที่มีบางพรรคบอกว่า  Data Center หรือว่าการลงทุนอะไรพวกนี้ สร้างงานแต่ว่ามันไม่ได้ถึงกับขนาดว่าเปลี่ยนตลาดแรงงาน คือไม่เหมือนกับเมืองนอกที่มีตำแหน่งงานใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ AI เยอะขึ้น หรือว่าการส่งเสริมให้มี AI Engineer ซึ่งเป็น High Skill labor คนที่มีทักษะด้านนี้สูงค่าตัวแพงครับแล้วก็ช่วย contribute รายได้ประเทศ ยังไม่มีคนพูดถึงขนาดนั้น เรียนแล้วคุณจะมีงานทำที่ดีขึ้นหรือว่าเรียนแล้วจะสร้างประโยชน์กับประเทศยังไงได้บ้างเมือง ให้รู้ไปแล้วยังไงต่อ แต่ว่ามีทุกพรรคที่พูดถึง AI” คุณวรวิสุทธิ์ กล่าว

คุณวรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) ของ ImpactMind AI และ Insiderly.ai

คุณวรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) ของ ImpactMind AI และ Insiderly.ai

AI กับการเมือง ความเสี่ยงจากข้อมูลคลาดเคลื่อนและคำตอบที่ถูก “แต่งเติม”

เมื่อพูดถึงการนำ AI มาใช้กับการเมือง ประเด็นที่ต้องระมัดระวังคือความคลาดเคลื่อนของข้อมูล วรวิสุทธิ์ ยกตัวอย่างจากการทดลองใช้งาน AI ของพรรคการเมืองหนึ่ง พบว่า AI ตอบข้อมูลผิด โดยนำประเด็นเรื่อง Land Bridge ซึ่งไม่ใช่นโยบายของพรรค  แต่ตอบเหมือนกับเป็นนโยบายจริง โดยเก็บข้อมูลจากสิ่งที่พรรคการเมืองเคยพูด แล้วเซตให้กับ AI เรียนรู้แล้วให้ตอบออกมา  ซึ่งแม้พรรคดังกล่าวจะถือว่าเป็นพรรคที่เข้าใจเทคโนโลยีในระดับสูง แต่ก็ยังเกิดข้อผิดพลาดได้ หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่รู้เท่าทัน ก็อาจเข้าใจข้อมูลผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะหากเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวหรือเป็นข้อกล่าวหา อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้

ภาพ เสียง และวิดีโอปลอม ความท้าทายใหม่ของการเมืองก่อนเลือกตั้ง

ในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีการใช้ AI สร้างภาพปลอม เสียงปลอม และวิดีโอปลอมอย่างแพร่หลาย ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวมีโอกาสเพิ่มขึ้น สิ่งที่น่ากังวลคือประเทศไทยยังขาดระบบการระบุหรือแจ้งเตือนว่าเนื้อหาใดถูกสร้างขึ้นโดย AI ขณะที่ต่างประเทศที่แพลตฟอร์มอย่าง Facebook หรือ Instagram มีการแสดงป้ายกำกับว่าเป็น AI-generated content หรือแม้กระทั่งเปิดโอกาสให้รายงานว่าเนื้อหานี้สร้างจาก AI 

คุณวรวิสุทธิ์มองว่า ยังไม่ชัดเจนว่า กกต. มีกฎหมายหรือระเบียบที่ห้ามการใช้เทคโนโลยี AI ในการสร้างเนื้อหาหรือไม่ หากพรรคการเมืองเลือกใช้ AI ควรระบุให้ชัดเจนว่าเนื้อหาหรืออินโฟกราฟิกนั้นสร้างด้วย AI หรือไม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่กลับช่วยให้ประชาชนสามารถแยกแยะข้อมูลได้ดีขึ้น

ปัญหาการตรวจสอบในสังคมที่ไร้ศูนย์ข้อมูลกลาง

อีกประเด็นสำคัญคือปัญหาข้อมูลเท็จที่ใช้กล่าวหาโจมตีทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ยาก แม้จะมีกฎหมายอย่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แต่ประเทศไทยยังไม่มีศูนย์ข้อมูลกลางที่เป็นทางการ หากมีการโพสต์อ้างว่าบุคคลใดพูดหรือทำบางอย่าง ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ประชาชนแทบไม่มีทางตรวจสอบได้ทันที หากไม่มีหน่วยงานกลางออกมายืนยันข้อเท็จจริง และเพื่อไม่ให้มีการสาดข้อมูลที่ไม่จริงใส่กัน

AI Literacy จุดอ่อนสำคัญในสนามการเมืองดิจิทัล

ในมุมของประชาชน การรู้เท่าทัน AI ยังถือเป็นเรื่องยาก เนื่องจากระดับ AI literacy ในสังคมไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ผู้ที่รู้ว่า AI มีอยู่จึงจะตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับ ขณะที่ผู้ที่ไม่รู้ก็มีแนวโน้มจะเชื่อข้อมูลนั้นไปแล้ว

คุณวรวิสุทธิ์มองว่า ประเด็นนี้ต้องแก้ในระยะยาว ผ่านระบบการศึกษา หรือการให้หน่วยงานอย่าง กกต. เข้ามามีบทบาทในการให้ความรู้ เพราะหากปล่อยให้พรรคการเมืองออกมาชี้แจงด้วยตัวเอง ประชาชนอาจไม่เชื่อ จำเป็นต้องมี “คนกลาง” ที่สังคมไว้วางใจ

AI กับการชี้นำความเชื่อ เมื่อการทำนายและภาพผู้ชนะมีผลต่อการตัดสินใจ

นอกจากนี้ ยังมีการใช้ AI และอัลกอริทึมในการชี้นำความเชื่อ เช่น การทำนายผลเลือกตั้ง หรือการสร้างภาพว่าพรรคใดกำลังจะเป็นผู้ชนะ เนื่องจากมนุษย์มีแนวโน้มเลือกข้างผู้ที่ดูเหมือนจะชนะ หากมีการสร้างเพจปลอมหรือบัญชีปลอมจำนวนมาก เพื่อสนับสนุนผู้สมัครหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็สามารถทำให้ประชาชนหลงเชื่อได้ ทั้งที่ไม่รู้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกเซตขึ้นมา

IO  บัญชีปลอมสู่การสร้างกระแสที่ดูเหมือนจริง

ปรากฏการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วในรูปแบบของ IO ซึ่งแต่ละพรรคมีมากน้อยแตกต่างกัน ผู้ที่เชี่ยวชาญการสื่อสารออนไลน์สามารถสร้างอิทธิพลได้สูง ตัวอย่างเช่น การโหวตในรายการ YouTube ที่สามารถสร้างบัญชีปลอมเข้าไปโหวตให้บุคคลหนึ่งขึ้นอันดับหนึ่ง จากนั้นสื่อหรือผู้วิเคราะห์ก็นำผลดังกล่าวไปขยายต่อ ส่งผลต่อการรับรู้ของสาธารณชนอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการนำคอมเมนต์จากโซเชียลมีเดียไปวิเคราะห์ต่อด้วย AI อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเทคนิคในลักษณะของ Dark data ที่มีรูปแบบซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้นเรื่อย ๆ

ท้ายที่สุด คำถามอาจไม่ใช่ว่า AI จะเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้นเพียงใด แต่คือสังคมไทยจะรับมือกับมันได้ทันหรือไม่ ในวันที่ภาพ เสียง และข้อมูลสามารถถูกสร้างและบิดเบือนได้ภายในไม่กี่วินาที ความจริงอาจไม่ได้พ่ายแพ้เพราะเทคโนโลยี หากแต่พ่ายแพ้เพราะการขาดกลไกตรวจสอบ ความรู้เท่าทัน และความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย และนี่คือโจทย์สำคัญที่สังคมไทยต้องตอบให้ได้ ก่อนที่ AI จะกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมรอยร้าวของประชาธิปไตยให้ลึกยิ่งขึ้น