อิหร่าน- รัสเซีย เตือนรอบ 2 “คนไทย” ใน “ตะวันออกกลาง-สหรัฐฯ” หนีนิวเคลียร์ด่วน

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก: Facebook
Thai PBS Verify พบโพสต์เฟซบุ๊ก Annop Dangprom ระบุข้อความว่า
“คนไทยใน อเมริกา ดูไบ อิสราเอลและตะวันออกกลาง หนีกลับไทยด่วนชีวิตจะรอด นิวเคลียร์กำลังลงอิหร่าน รัสเซีย เตือนครั้งที่ 2”
ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีการแสดงความรู้สึก 889 ครั้ง และการแสดงความคิดเห็น 95 ข้อความ
มีประกาศให้คนไทยกลับไทยจริงหรือไม่ ?
จากการตรวจสอบของ Thai PBS Verify โดยใช้คำค้นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อเมริกา ดูไบ อิสราเอล และตะวันออกกลาง พบว่า ในช่วงวันที่ 9–17 มี.ค. 69 เพจเฟซบุ๊กของ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ มีการรายงานบรรยากาศการต้อนรับลูกเรือไทยจากเรือ “มยุรี นารี” จำนวน 20 คน ที่เดินทางกลับถึงประเทศไทย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอพยพคนไทยจากสถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน การตรวจสอบข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก Thai Embassy, Washington, DC สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน พบว่า มีเพียงการประชาสัมพันธ์กิจกรรมเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของ United States โดยไม่พบประกาศแจ้งเตือนให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ
สำหรับ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ในเพจเฟซบุ๊ก Royal Thai Embassy, Tel Aviv (ทุกเรื่องเมืองยิว) มีการเผยแพร่ข้อมูลด้านความปลอดภัยและแนวทางปฏิบัติสำหรับคนไทยในพื้นที่เป็นหลัก อีกทั้งเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 69 เอกอัครราชทูตพร้อมคณะได้ลงพื้นที่เยี่ยมแรงงานไทยภาคก่อสร้างใน Tel Aviv ซึ่งบางส่วนได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของ Home Front Command
ในส่วนของ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สถานกงสุลใหญ่ เมืองดูไบ มีการสำรวจความประสงค์ของคนไทยในพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีที่สถานการณ์ยกระดับความรุนแรง และอาจต้องอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับประเทศในอนาคต
นอกจากนี้ Thai PBS Verify ยังได้ตรวจสอบข้อมูลจาก International Atomic Energy Agency โดยค้นหาข่าวประชาสัมพันธ์ (Press Releases) พบว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 69 IAEA มีเพียงรายงานความคืบหน้าของ Rwanda ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานนิวเคลียร์เป็น 60–70% และคาดว่าจะเริ่มใช้งานเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) ในช่วงต้นทศวรรษ 2030 โดยเนื้อหาดังกล่าวเป็นเพียงการพัฒนาเพื่อการใช้พลังงาน ไม่ได้มีรายงานเกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 69 United Nations โดย United Nations Security Council ได้มีมติที่ 2817 (2026) ด้วยคะแนนเสียง 13 ต่อ 0 (งดออกเสียงโดย China และ Russia) เพื่อประณามการโจมตีของ Iran ต่อหลายประเทศในตะวันออกกลาง และเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงต่อพลเรือน แม้สถานการณ์ในภูมิภาคจะตึงเครียดและทวีความรุนแรงขึ้น
ทั้งนี้จากการตรวจสอบของ Thai PBS Verify โดยใช้คำค้นที่เกี่ยวข้องกับประเทศและพื้นที่ดังกล่าว ไม่พบข้อมูลใดที่ระบุว่ามีการเรียกร้องให้คนไทยเดินทางกลับจากทั้ง 3 ประเทศ เนื่องจากสถานการณ์การใช้อาวุธนิวเคลียร์ อีกทั้งยังไม่มีการยืนยันจากหน่วยงานภาครัฐของประเทศใดเกี่ยวกับการใช้อาวุธดังกล่าว และไม่พบประกาศอย่างเป็นทางการให้คนไทยใน สหรัฐอเมริกา หรือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดินทางกลับประเทศไทย ตามที่มีการเผยแพร่ข้อความอ้างแต่อย่างใด
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ ?
ปัจจุบันประชาคมระหว่างประเทศได้จัดทำกรอบกฎหมายและสนธิสัญญาเพื่อควบคุมและจำกัดการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ โดยมีข้อตกลงสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่
1.สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT)
สนธิสัญญานี้ถือเป็นกลไกหลักของโลกในการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 โดยมีประเทศเข้าร่วมเกือบทั้งหมดของโลก เนื้อหาสำคัญมุ่งเน้น 3 ประการ ได้แก่ การไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ การลดจำนวนอาวุธของประเทศที่ครอบครอง และการส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ
ภายใต้สนธิสัญญานี้ ประเทศต่าง ๆ ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ United States Russia China United Kingdom และ France ซึ่งมีพันธกรณีไม่ถ่ายทอดอาวุธหรือเทคโนโลยีให้ผู้อื่น และต้องดำเนินการลดอาวุธลง ขณะที่ประเทศที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ต้องให้คำมั่นว่าจะไม่พัฒนาอาวุธดังกล่าว โดยแลกกับสิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์เพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติ ภายใต้การกำกับดูแลของ International Atomic Energy Agency
อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญานี้ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นความไม่เท่าเทียม เนื่องจากยังคงเปิดช่องให้บางประเทศครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ และยังมีบางประเทศที่อยู่นอกกรอบของสนธิสัญญา
2.สนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ (TPNW – ค.ศ. 2017)
สนธิสัญญานี้เป็นความพยายามของประชาคมโลกในการยกระดับการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ไปสู่การ “ห้ามโดยสิ้นเชิง” โดยกำหนดข้อห้ามครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา การผลิต การครอบครอง การทดสอบ การใช้ ไปจนถึงการข่มขู่ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์
แนวคิดสำคัญของสนธิสัญญานี้ตั้งอยู่บนหลักมนุษยธรรม โดยมองว่าอาวุธนิวเคลียร์ก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง จึงควรถูกยกเลิกเช่นเดียวกับอาวุธเคมีและอาวุธชีวภาพ
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของสนธิสัญญานี้คือ ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงพันธมิตรทางทหารสำคัญอย่าง NATO ไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคี ส่งผลให้การบังคับใช้ในทางปฏิบัติยังจำกัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นหลัก
สถานการณ์ปัจจุบัน สำหรับเหตุการณ์วิกฤตตะวันออกกลางเป็นอย่างไร ?
สถานการณ์วิกฤตในตะวันออกกลาง เดือน มี.ค. 69 ยังคงอยู่ในภาวะตึงเครียดสูง และมีลักษณะของความขัดแย้งที่ขยายตัวในหลายแนวรบ โดยเฉพาะการเผชิญหน้าระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งต่างฝ่ายยังคงดำเนินปฏิบัติการโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการโจมตีทางอากาศ ขีปนาวุธ และโดรน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสองประเทศ แต่ได้ขยายไปสู่กลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค เช่น ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มติดอาวุธในอิรัก ส่งผลให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและยากต่อการควบคุมมากยิ่งขึ้น
สำหรับประเทศไทย ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 69 ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการโจมตีทางอากาศตอบโต้กันในหลายประเทศ และมุ่งเป้าไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น แหล่งพลังงานและสนามบิน แม้บางส่วนจะสามารถสกัดกั้นโดรนได้ก็ตาม
ขณะเดียวกันยังเกิดปัญหาเรือน้ำมันติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก และทำให้หลายประเทศแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ใช้แนวทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้ง ด้านอาเซียนได้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยพิเศษ โดยไทยเสนอใช้กลไกความร่วมมือด้านพลังงานเพื่อลดผลกระทบในระยะสั้น และผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกในระยะยาว
ในส่วนของการดูแลคนไทย กระทรวงการต่างประเทศยังคงเร่งช่วยเหลือและอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์และพิจารณาออกจากพื้นที่โดยเร็ว โดยได้รับความร่วมมือจากหลายประเทศ เช่น บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในการอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ ล่าสุดมีคนไทยอพยพออกจากพื้นที่แล้วรวม 1,116 คน และยังมีแผนอพยพเพิ่มเติมจากอิหร่านอีก 2 รอบ คือวันที่ 17 และ 25 มี.ค. ทั้งนี้ ทางการไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับมาตรการช่วยเหลือตามความจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
Thai PBS Verify ตรวจสอบโพสตืดังกล่าวด้วยการใช้คำสำคัญตรวจสอบเพจเฟซบุ๊กของประเทศที่มีการกล่าวในโพสต์ ไม่พบว่าไม่มีการแจ้งว่าให้คนไทยอพยพ เพราะเหตุการณ์นิวเคลียร์ พบเพียงการรายงานสถานการณ์และการป้องกันภัยเท่านั้น ขณะเดียวกันในประเทศมีการรายงานในการอพยพคนไทยกลับประเทศ ตามมาตรการช่วยเหลือตามความจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศ
ทั้งนี้ กองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ รายงานว่ายังไม่มีการยืนยันจากหน่วยงานรัฐของประเทศใด ว่าจะมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และยังไม่มีประกาศจากทางการให้คนไทยในสหรัฐอเมริกา หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รีบเดินทางกลับประเทศไทยตามที่มีการโพสต์กล่าวอ้าง
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบจากการค้นหาคำสำคัญ: ใช้คำสำคัญเกี่ยวกับประเทศและพื้นที่ดังกล่าว ไม่พบว่ามีการกล่าวถึงให้คนไทยกลับจาก 3 ประเทศดังกล่าวเพราะมีการใช้ระเบิดนิวเคลียร์
- ตรวจสอบจากการค้นหาคำสำคัญ: ค้นหาในเว็บไซต์ IAEA รายงานเรื่องการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในรวันดาเพื่อสันติภาพเท่านั้น ไม่มีรายงานเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ และ เว็บไซต์ UN มีมติประณามอิหร่านที่โจมตีด้วยอาวุธปกติในตะวันออกกลางและให้หยุดรุนแรง แต่ไม่มีคำสั่งอพยพหรือเตือนภัยนิวเคลียร์
ผลกระทบเมื่อได้รับข้อมูลเท็จ
- สร้างความตื่นตระหนกในสังคม: ข่าวลือเกี่ยวกับ “อาวุธนิวเคลียร์” เป็นประเด็นอ่อนไหวและรุนแรง ทำให้ประชาชนเกิดความกลัว วิตกกังวล และตัดสินใจโดยขาดข้อมูลที่ถูกต้อง
- กระทบการตัดสินใจของคนไทยในต่างประเทศ: ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวอาจรีบเดินทางกลับโดยไม่จำเป็น เสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัย เสียค่าใช้จ่ายสูง หรือกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิต
- สร้างความสับสนต่อข้อมูลจากภาครัฐ: เมื่อข่าวปลอมแพร่กระจาย อาจทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นหรือสับสนกับคำแนะนำจากหน่วยงานทางการ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการจัดการวิกฤตจริง
- กระทบภาพรวมเศรษฐกิจและการเดินทาง: ข่าวลืออาจทำให้เกิดการยกเลิกเที่ยวบิน การเลื่อนแผนเดินทาง หรือความผันผวนในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่องเที่ยวและสายการบิน
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- อย่าเพิ่งเชื่อหรือแชร์ทันที: ตั้งสติและหลีกเลี่ยงการส่งต่อข้อมูล โดยเฉพาะข่าวที่มีเนื้อหารุนแรงหรือกระตุ้นอารมณ์ เช่น สงครามหรืออาวุธนิวเคลียร์
- ตรวจสอบแหล่งที่มา: ดูว่าข้อมูลมาจากหน่วยงานทางการหรือสื่อที่น่าเชื่อถือหรือไม่ หากเป็นเพียงโพสต์ในโซเชียลโดยไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน
- เปรียบเทียบกับหลายแหล่งข่าว: ตรวจสอบข้อมูลจากหลายสำนักข่าวหรือหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หรือสถานเอกอัครราชทูต เพื่อยืนยันความถูกต้อง
- สังเกตลักษณะข่าวปลอม: เช่น ใช้ถ้อยคำเร่งด่วน (“ด่วนมาก รีบออกทันที”) ไม่มีรายละเอียดเวลา/สถานที่ชัดเจน หรืออ้างเหตุการณ์ใหญ่แต่ไม่มีสื่อหลักรายงาน
- ติดตามข้อมูลจากภาครัฐเป็นหลัก: ในสถานการณ์วิกฤต ควรยึดคำแนะนำจากหน่วยงานทางการเป็นสำคัญ เพราะเป็นข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว









