สาธารณสุขเชียงใหม่ยัน ผู้ป่วยเอดส์ในเชียงใหม่ สะสมทะลุ 23,000 คน

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาข่าวจริงจาก: Threads
ภาพบัญชี Threads โพสต์ข้อความระบุว่า เชียงใหม่น่ากลัวแท้ HIV 23,900 คนแล้ว เพลยเซฟกันหน่อยนะวัยรุ่น
Thai PBS Verify ตรวจสอบบัญชีผู้ใช้ Threads ชื่อ sareena_13 โพสต์ข้อความระบุว่า
เชียงใหม่น่ากลัวแท้ Hiv 23,900 คนแล้ว เพลยเซฟกันหน่อยนะวัยรุ่น
โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 69 ทำให้มีผู้เข้าชมกว่า 13,000 ครั้ง รวมถึงถูกแชร์กว่า 54 ครั้งด้วยกัน ซึ่งผู้เข้าชมส่วนใหญ่กังวลถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เกิดขึ้น
ตัวเลขผู้ติดเชื้อจริงหรือไม่ ?
จากการค้นหาคำสำคัญ เราพบว่าตัวเลขดังกล่าว ตรงกับตัวเลขที่ Thai PBS รายงานข่าว เชียงใหม่พบผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่เพิ่มวันละ 2 คน เอาไว้เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 69 ซึ่งรายงานดังกล่าวระบุว่า
จ.เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในพื้นที่เฝ้าระวังการติดเชื้อ HIV ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อสะสม 23,900 คน เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 700 คน หรือพบเพิ่มวันละ 2 คน โดยนอกจากกลุ่มเยาวชน และวัยทำงานแล้ว แรงงานข้ามชาติ และกลุ่มชาติพันธุ์ ก็มีอัตราการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูงกว่ากลุ่มอื่น
คลิปข่าวจาก Thai PBS
สถานการณ์ผู้ป่วย HIV ในเชียงใหม่ปัจจุบันเป็นอย่างไร ?
เราตรวจสอบไปยัง นายแพทย์วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเชียงใหม่มีผู้ป่วยสะสมทั้งหมดประมาณ 20,000 กว่าราย (นับสะสมตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของ HIV โดยหักผู้เสียชีวิตออกแล้ว) และมีผู้ป่วยที่กำลังรับยาต้านไวรัสอยู่จริงในระบบ 23,000 กว่าราย สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ในปี 2569 มีจำนวน 723 ราย ซึ่งตัวเลขผู้ป่วยสะสม 20,000 กว่ารายนั้นไม่ใช่ตัวเลขผู้ป่วยรายใหม่ที่เกิดขึ้นในรอบปีนี้แต่อย่างใด
นายแพทย์วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่
ขณะที่แนวโน้มของสถานการณ์ ในภาพรวมจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มีลักษณะทรงตัว ไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาหลายปีแล้ว ซึ่งต่างจากในอดีตที่เคยรณรงค์และพบผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงถึงหลักหลายพันคนต่อปี
อย่างไรก็ตามกลุ่มประชากรที่พบการติดเชื้อในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยปัจจุบันแทบไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในกลุ่มหญิงบริการแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มชายรักชาย (MSM) กลุ่มเฉพาะ และกลุ่มประชากรต่างด้าว โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 25–49 ปี
สำหรับข้อกังวลเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนนั้น แม้ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ แต่ในกลุ่มเด็กและเยาวชนกลับมีประเด็นที่น่ากังวล เนื่องจากพบอัตราการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ (เช่น ซิฟิลิส และหนองใน) เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนว่า การป้องกันโดยใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มเยาวชนมีอัตราที่ลดลง
นอกจากนี้ปัจจัยท้าทายในการควบคุมและป้องกันโรค ประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่
- ประสิทธิภาพของยาทำให้ความกลัวลดลง: ยาต้านไวรัสในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงมากจนสามารถกดไวรัสลงจนแทบไม่แสดงอาการ และไม่มีโรคแทรกซ้อนที่น่ากลัว ทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตและร่างกายใกล้เคียงกับคนปกติทั่วไป ส่งผลให้ผู้คนขาดความกังวลและป้องกันตัวเองน้อยลง
- ความเชื่อมั่นในยาป้องกัน (PrEP/PEP): การใช้ยาป้องกันก่อนและหลังสัมผัสเชื้อ (PrEP/PEP) ทำให้คนหลีกเลี่ยงการป้องกันด้วยวิธีอื่น ทั้งที่จริง ๆ แล้วการใช้ถุงยางอนามัยยังคงเป็นวิธีการป้องกันที่ดีที่สุด
- ข้อจำกัดด้านการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย: เนื่องจากผู้ติดเชื้อเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่มเฉพาะทำให้ภาครัฐเข้าถึงได้ยาก ในพื้นที่เชียงใหม่จึงต้องอาศัยเครือข่ายมูลนิธิต่าง ๆ ที่เป็นคนในกลุ่มเดียวกัน (เช่น กลุ่มชายรักชาย) เข้ามาช่วยประสานและเข้าถึงประชากรกลุ่มนี้ในการป้องกันและรักษา
นอกจากนี้ ยังมีข้อสันนิษฐานว่า ตัวเลขของผู้ติดเชื้ออาจยังน้อยกว่าความเป็นจริง เพราะอาจจะมีผู้ติดเชื้อบางส่วนที่ยังไม่ได้เข้ามาตรวจหรือแจ้งเข้าระบบ หรืออาจไม่กล้ามาตรวจ ซึ่งเชื่อว่ายังคงมีการตกหล่นในส่วนของผู้ป่วยกลุ่มนี้อยู่ แต่ประเมินว่ามีจำนวนไม่มากนัก เนื่องจากเป็นกลุ่มเฉพาะ
การใช้ยา PrEP และ PEP มีข้อจำกัดอย่างไรบ้างในการป้องกัน
การใช้ยา PrEP (ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ) และ PEP (ยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ) มีข้อจำกัดสำคัญในการป้องกัน ดังนี้
- ไม่สามารถป้องกันได้ 100%: แม้ว่ายาเหล่านี้จะช่วยป้องกันได้มากพอสมควร แต่ไม่มีอะไรป้องกันได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ยาช่วยป้องกันได้เพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
- นำไปสู่การละเลยการป้องกันด้วยวิธีอื่น: เมื่อผู้คนเชื่อมั่นว่ายาสามารถป้องกันได้แล้ว ส่งผลให้อัตราการป้องกันตนเองด้วยวิธีอื่น ๆ ลดน้อยลงตามไปด้วย
- ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น: การป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็นถุงยางอนามัย
เนื่องจากในกลุ่มเยาวชนเวลานี้พบการระบาดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ซิฟิลิส และหนองใน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคในกลุ่มนี้ลดลง
จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วประเทศเป็นอย่างไร ?
จากการค้นหาคำสำคัญ เราพบรายงานคาดการณ์สถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย ประจำปี 2568 จากข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า
- ผู้ติดเชื้อ HIV สะสมที่ยังมีชีวิตอยู่: ประมาณ 565,598 – 568,565 คน
- ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่: ประมาณ 8,124 – 8,862 คน (พบมากที่สุดในกลุ่มเยาวชน/วัยรุ่น อายุ 15–24 ปี ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อรายใหม่)
- ผู้เสียชีวิตเนื่องจากเอดส์: ประมาณ 9,067 – 10,217 คน
รายงานคาดการณ์สถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย ประจำปี 2568 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
ตัวเลข 23,900 คนคือ “ผู้ป่วยสะสม”: ตัวเลขที่ปรากฏในโพสต์ เป็นตัวเลขผู้ป่วยสะสมทั้งหมดในจังหวัดเชียงใหม่นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรค HIV โดยเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตและกำลังรับยาต้านไวรัสอยู่ในระบบสุขภาพประมาณ 23,000 กว่าราย
สถิติผู้ติดเชื้อรายใหม่จริงอยู่ที่ 723 รายต่อปี: ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ในปี 2569 มีจำนวน 723 ราย (หรือเฉลี่ยพบเพิ่มวันละประมาณ 2 คน) ซึ่งภาพรวมแนวโน้มการติดเชื้อรายใหม่มีลักษณะทรงตัว ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัวหรือน่าตระหนก
กลุ่มผู้ติดเชื้อเปลี่ยนไป ชายรักชายและประชากรต่างด้าวสูงขึ้น: ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ระบุว่า ปัจจุบันแทบไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในกลุ่มหญิงบริการแล้ว โดยส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มชายรักชาย (MSM) และกลุ่มประชากรต่างด้าว/กลุ่มชาติพันธุ์ ช่วงอายุ 25–49 ปี
ข้อกังวลที่แท้จริงในกลุ่มเยาวชนคือ “ซิฟิลิสและหนองใน”: แม้ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ในกลุ่มเยาวชนจะไม่ได้สูง แต่กลับพบว่าอัตราการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ พุ่งสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าเยาวชนมีอัตราการใช้ถุงยางอนามัยลดลง
กระบวนการตรวจสอบ
ตรวจสอบความเชื่อมโยงของข่าวสาร: สืบค้นพบว่า ตัวเลขดังกล่าวตรงกับรายงานข่าวของ Thai PBS ในหัวข้อ “เชียงใหม่พบผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่เพิ่มวันละ 2 คน” ซึ่งรายงานผู้ติดเชื้อสะสมไว้ที่ 23,900 คน และผู้ติดเชื้อรายใหม่ 700 คนต่อปี
สัมภาษณ์ทวนสอบกับผู้บริหารสาธารณสุขในพื้นที่: ทีมข่าวได้สอบถามข้อมูลกับ นายแพทย์วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ยืนยันว่า ตัวเลข 23,000 กว่าราย คือจำนวนผู้ป่วยสะสมที่รับยาต้านไวรัสอยู่ในระบบ ส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่ปี 2569 มีเพียง 723 ราย
วิเคราะห์ปัจจัยท้าทายและพฤติกรรมเสี่ยง:
- ประสิทธิภาพของยาทำให้คนกลัวน้อยลง: ยาต้านไวรัสยุคปัจจุบันช่วยกดเชื้อได้ดี ผู้ป่วยแข็งแรงใกล้เคียงคนปกติ ทำให้ผู้คนขาดความกังวลในการป้องกัน
- การพึ่งพายา PrEP/PEP มากเกินไป: ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP) และหลังสัมผัสเชื้อ (PEP) ช่วยป้องกันได้เพียงบางส่วน ไม่ได้ 100% และ “ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หรือหนองในได้” การใช้ถุงยางอนามัยจึงยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
บทความที่เกี่ยวข้อง











