แชร์นับหมื่น! โพสต์อ้างฉีดวัคซีนโควิดผสม 3 สูตร ทำผลกระทบนานหลายปี นักวิชาการชี้ไม่มีมูลความจริง

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาของข่าวปลอมจาก: Facebook
ภาพบันทึกหน้าจอแสดงโพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ทำการตรวจสอบ
Thai PBS Verify พบผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ นิสารัตน์ เขื่อนทองแถว โพสท์ถึงผลกระทบของวัคซีนโควิด-19 โดยระบุข้อความว่า
#ด่วน..ใครที่ฉีด แอสตร้าเซเนก้า+ชิโนแวค+ไฟ เซอร์ ผู้
หญิงประจำเดือนมาไม่ปกติ
เป็น ภูมิแพ้ ผื่นคัน เหนื่อย ง่าย
ผมร่วง ล่าสุด เกล็ดเลือดต่ำ🩸
พูดดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากที่ถูกเผยแพร่ทำให้ผู้ใช้เข้ามาแสดงความรู้สึกกว่า 7,000 ครั้ง รวมไปถึงถูกแชร์ไปถึง 20,000 ครั้งอีกด้วย ซึ่งผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่ ระบุว่า รู้สึกเช่นเดียวกันกับที่โพสต์ระบุไว้
ฉีดวัคซีนผสมกันทำให้เกิดผลข้างเคียงจริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify ค้นหาด้วยคำสำคัญ พบรายงานจาก เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ของ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุถึงผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนโควิด 19 สูตรผสม AstraZeneca + Moderna + Pfizer เอาไว้ว่า
การที่บุคคลหนึ่งเคยฉีดวัคซีนโควิด 19 หลายชนิด เช่น AstraZeneca + Moderna + Pfizer และมีอาการผิดปกติหลายอย่างในภายหลังยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าวัคซีน หรือการฉีดแบบสูตรผสมเป็นสาเหตุโดยตรง
นอกจากนี้ยังระบุว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ยอมรับการฉีดวัคซีนต่างชนิดสลับกัน และการศึกษาทางคลินิกหลายแห่งพบว่า สูตรผสมมีข้อมูลความปลอดภัยโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
ภาพบันทึกหน้าจอจากเว็บไซต์องค์การอนามัยโลก (WHO)
ทั้งนี้สรุป การกล่าวอ้าง ดังกล่าวว่า ไม่ควรระบุหรือสรุปอย่างฟันธงว่าอาการทั้งหมด (ประจำเดือนผิดปกติ, ผื่นคัน, เหนื่อยง่าย, ผมร่วง, เกล็ดเลือดต่ำ) เกิดจากการฉีดวัคซีนสูตรผสม AstraZeneca + Moderna + Pfizer เพียงเพราะอาการเหล่านี้เกิดขึ้นในภายหลัง ไม่ใช่หลักฐานเชิงเหตุและผลทางการแพทย์ อาการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือนแบบชั่วคราวและผลข้างเคียงระยะสั้นหลังฉีดเป็นเรื่องที่เกิดได้ปกติ ส่วนภาวะเกล็ดเลือดต่ำเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุอย่างเป็นระบบ โดยแพทย์จะพิจารณาทั้งระยะเวลาหลังฉีดวัคซีนและสาเหตุสุขภาพอื่น ๆ ร่วมด้วย
ภาพบันทึกหน้าจอแสดงเพจเฟซบุ๊กของศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ผู้เชี่ยวชาญชี้ฉีดวัคซีนผสมไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคทั้งหมดที่อ้าง
ศ. ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี กล่าวกับ Thai PBS Verify ถึงกรณีข้อความที่อ้างว่า การฉีดวัคซีนผสมกัน 3 ชนิด เป็นต้นเหตุให้เกิดผลข้างเคียง โดยระบุว่า กรณีภาวะลิ่มเลือดและเกล็ดเลือดต่ำ จากวัคซีนแอสตราเซเนกามีอยู่จริง แต่เป็นอุบัติการณ์ที่พบได้น้อย เกิดขึ้นกับคนเพียงกลุ่มน้อยเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน ซึ่งแม้ผลข้างเคียงทั่วไปของวัคซีนมักจะหายไปเองและไม่ได้รุนแรงอะไรมากมาย แต่กรณีเกล็ดเลือดต่ำของแอสตราเซเนกาถือเป็นข้อยกเว้น และด้วยเหตุผลจากผลข้างเคียงเรื่องเกล็ดเลือดต่ำดังกล่าว ทำให้ปัจจุบัน มีการเลิกฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ส่วนผลข้างเคียงทั่วไปของวัคซีนโควิดโดยไม่แยกยี่ห้อ อาจมีอาการ เช่น ประจำเดือนผิดปกติชั่วคราว ผื่นคัน อาการเหนื่อยง่าย (ในช่วง 1-3 วันแรก) หรือผมร่วง ในบางราย แต่มีข้อสังเกตสำคัญคือ ผู้ฉีดจะไม่ได้เกิดทุกอาการเหล่านี้รวมกันเป็นชุดเดียว และอาการข้างเคียงจากวัคซีนจะต้อง เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและฉับพลันภายใน 24-48 ชั่วโมง หรือไม่เกิน 3-4 วันหลังฉีด หากฉีดไปนานแล้วเพิ่งมีอาการ จะไม่ถือว่าเป็นผลจากวัคซีน
ศ. ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาธิบดี
ความแตกต่างระหว่างผลข้างเคียงจากวัคซีนกับภาวะลองโควิด ?
ส่วนความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างผลข้างเคียงจากวัคซีนกับภาวะลองโควิด คือ ระยะเวลาที่เริ่มเกิดอาการและระยะเวลาที่อาการคงอยู่
- ผลข้างเคียงจากวัคซีน: อาการจะต้องเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรวดเร็ว โดยมักจะแสดงอาการอย่างชัดเจนภายใน 24-48 ชั่วโมง หรือไม่เกิน 3-4 วัน หลังจากการฉีดวัคซีน ตัวอย่างเช่น หากมีอาการเหนื่อยง่าย ก็มักจะพบในช่วง 1-3 วันแรก หรืออาการอื่น ๆ เช่น ประจำเดือนมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีผื่นคัน อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ในบางรายแต่จะหายไปอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่วัน ข้อมูลทางการแพทย์ไม่พบว่า ผลข้างเคียงจากวัคซีนจะทิ้งระยะเวลานานหลายวันหลังฉีดแล้วถึงเพิ่งมาแสดงอาการ
- ภาวะลองโควิด (Long COVID): อาการจะเกิดขึ้นและคงอยู่อย่างยาวนาน ตัวอย่างเช่น หากผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่ายต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาว ๆ อาการในลักษณะนี้จะถือว่าเป็นภาวะลองโควิด ไม่ใช่ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน
การฉีดวัคซีนในปัจจุบันจำเป็นหรือไม่ ?
ศ. ดร.วสันต์ ระบุว่า ในปัจจุบัน ไม่ได้มีข้อแนะนำให้ฉีดวัคซีนแบบปูพรมให้กับทุกคนเหมือนในอดีตแล้ว แต่มีความจำเป็นและแนะนำให้ฉีดเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากเชื้อโควิด-19 ยังคงมีการกลายพันธุ์อยู่เรื่อย ๆ การได้รับวัคซีนจึงมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากกว่าการไม่ฉีดสำหรับคนกลุ่มนี้ ประกอบกับในปัจจุบันยังคงมีการผลิตวัคซีนรุ่นใหม่ ๆ ที่อัปเดตให้ตรงกับสายพันธุ์ล่าสุดที่กำลังระบาดอยู่ออกมา
สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่แนะนำและมีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีน ได้แก่
- ผู้สูงอายุ (คนชรา)
- ผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับวัคซีน
ผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นข้อมูลปลอม เหตุ “ผลข้างเคียงไม่ทิ้งเวลา 4-5 ปี”
นอกจากนี้เรายังได้สัมภาษณ์ ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา เป็นนักไวรัสวิทยาและผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สังกัดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งระบุถึงคำกล่าวอ้างดังกล่าวเอาไว้ว่า
ข้อมูลที่มีการแชร์กันหลักหมื่นที่อ้างว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 จำนวน 3 ชนิด (เช่น AstraZeneca + Moderna + Pfizer) จะส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติในอีก 4-5 ปีต่อมานั้น เป็นข้อมูลปลอมทั้งหมดและไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใด ๆ มารองรับ เพราะอาการแพ้หรือผลข้างเคียงหากมีจริง ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกที่ฉีดวัคซีนแล้ว แต่การที่จะมาสรุปว่าอาการป่วยในปัจจุบันเป็นผลมาจากวัคซีนเมื่อ 4-5 ปีก่อนนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่ละคนมีการใช้ชีวิต กินอาหาร ทานยา และมีกิจกรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ควบคุมไม่ได้เลย
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยาและผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC)
“วัคซีนทุกชนิดกว่าจะผ่าน อย. และนำมาฉีดให้คนจำนวนมากได้ ต้องผ่านขั้นตอนการทดสอบมาอย่างเข้มงวด การที่วัคซีนจะทำให้เกิดผลกระทบแบบเดียวกันในคนหมู่มากจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อาการเจ็บป่วยบางอย่างอาจเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เช่น โรคประจำตัว หรือสภาวะร่างกายของคน ๆ นั้นเอง จึงไม่สามารถนำมาเหมารวมว่าเกิดจากวัคซีนได้”
นอกจากนี้ปัจจุบันได้มีการยกเลิกการใช้วัคซีนรุ่นเก่าแล้ว โดยเฉพาะวัคซีนที่ถูกอ้างถึงในข่าวลือ เช่น ซิโนแวค, ซิโนฟาร์ม และแอสตร้าเซนเนก้า ก็ไม่มีการผลิตและไม่มีการใช้งานในท้องตลาดอีกต่อไปแล้ว เพราะโรงงานต่าง ๆ ได้เปลี่ยนไปผลิตวัคซีนชนิด mRNA แทน ส่วนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันก็แทบจะไม่มีความจำเป็นสำหรับคนทั่วไปแล้ว เนื่องจากคนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการเคยติดเชื้อมาแล้ว หากจำเป็นต้องฉีดจริง ๆ (เช่น ในกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว) แพทย์ก็จะใช้วัคซีนชนิด mRNA (เช่น โมเดอร์นา) และประเมินการให้วัคซีนเป็นรายบุคคลไป
“ข่าวปลอมที่ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจนและถูกแชร์โดยผู้ใช้นิรนามนี้ มักถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความตระหนกตกใจให้ประชาชน โดยผู้ที่ได้ประโยชน์จากข่าวลือลักษณะนี้มักจะเป็น การสร้าง Engagement กลุ่มคนขายอาหารเสริมที่อ้างสรรพคุณป้องกันโรค หรือกลุ่มขายประกันสุขภาพ”
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
- เป็นข้อมูลปลอมและไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ: ข้อความที่ระบุว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 สูตรผสม (AstraZeneca, Sinovac, Pfizer) จะทำให้เกิดกลุ่มอาการผิดปกติรวมกันชุดใหญ่ (ประจำเดือนไม่ปกติ, ภูมิแพ้, ผื่นคัน, เหนื่อยง่าย, ผมร่วง, เกล็ดเลือดต่ำ) ในระยะเวลา 4–5 ปีต่อมา “เป็นข้อมูลปลอมทั้งหมด”
- ผลข้างเคียงจริงต้องเกิดทันที ไม่ทิ้งเวลานานหลายปี: ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า อาการแพ้หรือผลข้างเคียงจากวัคซีน (ถ้ามี) จะต้องเกิดขึ้นอย่างฉับพลันภายใน 24–48 ชั่วโมง หรือไม่เกิน 3–4 วันหลังฉีดเท่านั้น และผู้รับวัคซีนจะไม่เกิดทุกอาการข้างต้นรวมกันเป็นชุดเดียว การมีอาการป่วยในปัจจุบัน (ปี 2569) แล้วฟันธงว่าเป็นผลจากวัคซีนที่ฉีดไปเมื่อ 4–5 ปีก่อน เป็นความเข้าใจผิดตามหลักตรรกะวิบัติ (Post hoc ergo propter hoc) เนื่องจากร่างกายมนุษย์ผ่านปัจจัยการใช้ชีวิต อาหาร การกินยา และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ มาตลอดเวลาที่ผ่านมา
- อาการเหนื่อยง่ายต่อเนื่องคือ “ลองโควิด” ไม่ใช่วัคซีน: หากมีอาการเหนื่อยง่ายสะสมต่อเนื่องยาวนาน ทางการแพทย์ชี้ว่าเป็นภาวะ ลองโควิด (Long COVID) ที่เกิดจากการเคยติดเชื้อโควิด-19 ไม่ใช่ผลข้างเคียงของวัคซีน
- วัคซีนที่ระบุในโพสต์ยกเลิกใช้หมดแล้ว: วัคซีนรุ่นเก่าอย่าง ซิโนแวค, ซิโนฟาร์ม รวมถึง แอสตร้าเซนเนก้า (ซึ่งเคยมีรายงานผลข้างเคียงเรื่องภาวะลิ่มเลือดและเกล็ดเลือดต่ำในกลุ่มน้อยมาก) ปัจจุบันไม่มีการผลิตและไม่มีการใช้งานในท้องตลาดอีกต่อไปแล้ว โรงงานทั่วโลกได้เปลี่ยนมาผลิตวัคซีนชนิด mRNA รุ่นใหม่ที่อัปเดตตามสายพันธุ์แทน
กระบวนการตรวจสอบ
ตรวจสอบฐานข้อมูลและการรับรองระดับสากล: ทวนสอบข้อมูลกับ ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) และผลการศึกษาทางคลินิกทั่วโลกให้การยอมรับการฉีดวัคซีนต่างชนิดสลับกัน (สูตรผสม) ว่ามีความปลอดภัยโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
สัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และไวรัสวิทยา:
- ศ. ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ (หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี) ยืนยันว่า ผลข้างเคียงระยะสั้น เช่น ประจำเดือนผิดปกติชั่วคราวหรือผื่นคัน อาจเกิดขึ้นได้ใน 1–3 วันแรกและจะหายไปเอง ส่วนภาวะเกล็ดเลือดต่ำเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่ต้องตรวจหาสาเหตุอย่างเป็นระบบ และหากอาการเพิ่งมาแสดงตัวหลังฉีดไปนานแล้วจะไม่ถือว่าเป็นผลจากวัคซีน
- ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา (นักไวรัสวิทยา BIOTEC สวทช.) ยืนยันตรงกันว่าเป็นข้อมูลปลอม เพราะเป็นไปไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ที่วัคซีนจะส่งผลกระทบในลักษณะเดียวกันกับคนหมู่มากหลังจากผ่านไป 4–5 ปี วัคซีนทุกชนิดผ่านการทดสอบจาก อย. อย่างเข้มงวด อาการเจ็บป่วยในปัจจุบันจึงขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวและสภาพร่างกายเฉพาะบุคคล
ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้
- สร้างความตื่นตระหนกและหวาดกลัวเกินจริง: ยอดแชร์ที่สูงถึง 20,000 ครั้ง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความวิตกกังวลต่อสุขภาพของตนเองโดยไม่มีเหตุผลรองรับ และหวาดระแวงในระบบสาธารณสุข
- กระทบกลุ่มเสี่ยงที่จำเป็นต้องได้รับวัคซีน: ข่าวลวงนี้อาจทำให้กลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เช่น ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว/ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ปฏิเสธการเข้ารับวัคซีน จนมีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตหากติดเชื้อสายพันธุ์กลายพันธุ์
- ตกเป็นเครื่องมือทางการค้าของกลุ่มฉวยโอกาส: ข่าวปลอมที่ไม่มีที่มาที่ไปลักษณะนี้ มักถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีปั่นกระแสขึ้นมาเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะ กลุ่มคนขายอาหารเสริมล้างพิษวัคซีน หรือกลุ่มขายประกันสุขภาพ เพื่อยอดเอ็นเกจเมนต์และยอดขายบนความกลัวของประชาชน
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- เช็กประวัติผู้โพสต์และพิจารณาที่มา: ข่าวเกี่ยวกับสุขภาพร้ายแรงที่แชร์โดยบัญชีบุคคลทั่วไปหรือผู้ใช้นิรนาม โดยไม่มีเอกสารทางการแพทย์รองรับ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นข่าวลวง
- ตระหนักถึงความจำเป็นในปัจจุบัน: สื่อสารให้คนรอบตัวเข้าใจว่า ปัจจุบันคนทั่วไป “ไม่มีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนแบบปูพรม” แล้ว เนื่องจากส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติจากการติดเชื้อ แต่ยังคงจำเป็นเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง (608) เท่านั้น ซึ่งแพทย์จะประเมินและใช้เฉพาะวัคซีน mRNA เป็นรายบุคคล
- แยกแยะอาการป่วยอย่างมีสติ: หากมีอาการผิดปกติทางร่างกาย (ผมร่วง, เหนื่อยง่าย, ประจำเดือนมาไม่ปกติ) ควรเข้าพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคตามจริง เช่น ตรวจสอบภาวะลองโควิด หรือโรคประจำตัวอื่น ๆ ไม่ควรด่วนสรุปเองว่าเป็นผลจากวัคซีนในอดีต
- ตรวจสอบกับสำนักข่าวกรองข้อเท็จจริง: ก่อนกดแชร์ข่าวสารที่สร้างความหวาดกลัว ควรส่งข้อมูลหรือตรวจสอบผ่านทางช่องทางที่เป็นกลางและน่าเชื่อถือ เช่น Thai PBS Verify หรือ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เพื่อหยุดยั้งการกระจายเฟคนิวส์
แหล่งที่มาของข้อมูลอ้างอิง
ความปลอดภัยของวัคซีนสูตรผสม (Mix and Match):
- องค์การอนามัยโลก (WHO): Interim statement on heterologous priming for COVID-19 vaccines https://www.who.int/…/10-08-2021-interim-statement-on…
- The BMJ: Safety of heterologous primary and booster schedules with ChAdOx1-S and BNT162b2 or mRNA-1273 vaccines https://www.bmj.com/content/378/bmj-2022-070483
วัคซีนกับการเปลี่ยนแปลงของประจำเดือน (ชั่วคราว):
- NIH (National Institutes of Health): COVID-19 vaccination and menstrual cycle characteristics: A prospective cohort study https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10239900/
ภาวะลิ่มเลือดร่วมกับเกล็ดเลือดต่ำ (TTS/VITT) และระยะเวลาเกิดอาการ:
- NIH / PMC: COVID‐19: Vaccine‐induced immune thrombotic thrombocytopenia https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9538855/
- Queensland Health: Information for clinicians – thrombosis with thrombocytopenia syndrome (TTS) https://www.health.qld.gov.au/…/covid-19-vaccination…
การติดเชื้อโควิด-19 กับภาวะผมร่วง (Telogen Effluvium):
- CORE (Clinical Research): Hair loss following COVID-19 infection – the state of current knowledge https://www.researchgate.net/…/366059790_Hair_loss…
- GoodRx Health / ข้อมูลอ้างอิงทางการแพทย์: Can COVID-19 Cause Hair Loss? https://www.goodrx.com/conditions/covid-19/covid-hair-loss
บทความที่เกี่ยวข้อง


บทความที่ได้รับความนิยม










