“เพจปลอม” โผล่สวมรอย กสม. ยิงโฆษณาลวงเหยื่ออ้างคืนเงินผู้เสียหาย

ข่าวปลอมDateClock icon16:09|สังคมและสุขภาพ
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบ "เพจปลอม" ยิงโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก สวมรอยเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อ้างเปิดให้ผู้เสียหายละทะเบียนรับสิทธิขอคืนเงินจากการถูกหลอก เตือนอย่าหลงเชื่อเพราะนี่คือมิจฉาชีพของแท้

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก: Facebook

เพจปลอม

เพจเฟซบุ๊กชื่อ Online Progress strive for technology crimes ยิงโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กอ้างคืนเงินผู้เสียหายจากการถูกหลอก

Thai PBS Verify ตรวจสอบพบเพจเฟซบุ๊กชื่อ Online Progress strive for technology crimes ยิงโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุข้อความว่า “เปิดให้ผู้เสียหายรับสิทธิ 3 ขั้นตอนง่าย ๆ 1. รวบรวมหลักฐาน 2. ส่งให้เจ้าหน้าที่่เพื่อตรวจสอบ 3. ตรวจสอบเสร็จรับทรัพย์คืนได้ทันที สามารถติดต่อแจ้งเบาะแสทางเพจ” ซึ่งภายในโฆษณาดังกล่าวมีเสียงระบุว่า “ผู้เสียหายไปรับเงินคืนผ่านตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 800,000 บาท นะคะ หลังจากมีมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน” พร้อมกับภาพของ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (คลิกที่นี่เพื่อดูลิงก์บันทึก)

Thai PBS Verify ตรวจสอบเพจดังกล่าว พบว่า ถูกสร้างเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 68 ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นเพจครีเอเตอร์ดิจิทัล มีการสร้างภาพโปรไฟล์ให้เหมือนหน่วยงานราชการ โดยใช้ชื่อในภาพโปรไฟล์ว่า “หน่วยงานความปลอดภัยและการป้องกันออนไลน์ ONLINE SAFETY AND PROTION AGENCY” ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวไม่มีอยู่จริง

ภาพความโปร่งใส่ของเพจ

ภาพบันทึกหน้าจอแสดงความโปร่งใสของเพจที่พบว่าเพจดังกล่าวเพิ่งถูกสร้างไม่นาน

ขณะที่เมื่อนำข้อมูลจากเสียงในโฆษณาดังกล่าวมาตรวจสอบผ่านการค้นหาคำสำคัญผ่าน Google Search Engine เราพบว่าเสียงดังกล่าว เป็นเสียงจากการรายงานข่าวของ Thai PBS ซึ่งเป็นข่าว “สอท.คืนเงินผู้เสียหาย 8 แสนบาท หลังถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน” ที่เผยแพร่ผ่านยูทูบ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา (คลิกที่นี่เพื่อดูลิงก์บันทึก)

ชมคลิปปลอมที่นำมาหลอกลวง

คลิปจริงเป็นอย่างไร?

ทั้งนี้พบว่า มีประชาชนบางส่วนได้ทักข้อความเข้าไปยังช่องแสดงความคิดเห็นของโฆษณาดังกล่าว และพบการตอบกลับที่อ้างว่า รับลงทะเบียนสิทธิ์ที่ถูกฉ้อโกงอาชญากรรมทางออนไลน์อีกด้วย

ภาพแชตเพจปลอม

เพจปลอมตอบกลับคอมเมนต์โดยอ้างว่ารับลงทะเบียนขอรับเงินคืน

ผลกระทบจากการถูกแอบอ้างเป็นอย่างไร?

เราตรวจสอบไปยัง นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ถูกนำภาพดังกล่าวมาแอบอ้าง ซึ่ง นายวสันต์ ระบุว่า การที่ถูกมิจฉาชีพนำภาพไปใช้ถือว่าส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก เนื่องจากการนำภาพหรือชื่อไปใช้โดยไม่รู้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของเรา และการนำไปใช้โดยเฉพาะในทางที่ผิด หรือในทางที่ไม่เหมาะสม เช่นการหลอกลวงให้ลงทุน ย่อมส่งผลกระทบต่อเกียรติและชื่อเสียง รวมไปถึงเรื่องของภาพลักษณ์หรือความเป็นส่วนตัว ซึ่งผู้ที่หลงเชื่อและไม่ได้เอะใจ ก็อาจจะพลาดพลั้งจนถูกหลอก

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ที่ผ่านมาเคยถูกนำภาพไปใช้ในลักษณะของการนำทั้งภาพนิ่ง หรือกิจกรรมที่เคยแถลงข่าว รวมไปถึงรูปภาพของตนเองและครอบครัวไปใช้ไป จนถึงการนำโปรไฟล์ไปหลอกด้วยการดัดแปลงชื่อ หรือการเปลี่ยนชื่อเป็นชื่ออื่น แต่นำภาพโปรไฟล์ของตนเองไปใช้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการแจ้งความไว้แล้วราว 4-5 ครั้ง

ทั้งนี้ขอเตือนประชาชนที่พบเห็นโพสต์หรือคลิปลักษณะดังกล่าว ให้ตั้งข้อสงสัยหรือเอ๊ะไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นภาพของตนเองหรือของใคร ที่ไปปรากฏในลักษณะชักชวนให้ทำอะไรที่อาจจะเสียเงิน หรือเสียหาย ต้องพยายามตรวจสอบดูว่าเพจเหล่านั้นมีจริงหรือไม่ หรือตรวจสอบว่าภาพดังกล่าวนั้นเป็นภาพของใคร หรือเรื่องที่ดูดีเกินจริง ก็จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบและไม่บุ่มบ่าม รวมถึงสอบถามกับคนที่รู้จักเพื่อป้องกันการถูกหลอก

ถูกหลอกขอเงินคืนอย่างไร?

พ.ต.ต. พากฤต กฤตพงษ์ รองโฆษก บก.สอท.2 ให้สัมภาษณ์กับ Thai PBS Verify ถึงประเด็นดังกล่าวว่า การคืนเงินให้กับผู้เสียหายในคดีถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพปัจจุบันมีการคืนในโครงการ Money Cash Back แต่จะต้องเกิดจากการที่มีการอายัดได้ทันและเส้นเงินไม่มีการเจือปน ซึ่งเมื่ออายัดเงินดังกล่าวทันแล้วก็จะมีการหยุดเส้นเงินนั้นไว้และนำเงินดังกล่าวมาคืนให้กับผู้เสียหาย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนที่เรียกว่า Money Cash Back (คลิกที่นี่เพื่อดูลิงก์บันทึก)

พ.ต.ต.พากฤต กฤตพงษ์ รองโฆษก บก.สอท.2

พ.ต.ต. พากฤต กฤตพงษ์ รองโฆษก บก.สอท.2

สำหรับการยื่นหลักฐานโดยปกติแล้วจะไม่มีการยื่นผ่านเฟซบุ๊ก 100% ซึ่งโครงการคืนเงินให้กับผู้เสียหายนั้นจะเกิดจากการที่

  1. ผู้เสียหายได้มีการโทรศัพท์มาอายัดเงินที่เบอร์โทรศัพท์ 1441 ได้ทัน
  2. คือการเดินทางมาแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนจะประสานกับธนาคารเพื่อจะคืนเงินให้กับผู้เสียหาย

ส่วนกรณีที่ผู้เสียหายที่ถูกหลอกไปแล้วนั้น การขอเงินคืนจะมีช่องทางในการติดต่อคือ

  1. ติดต่อผ่าน www.thaipoliceonline.go.th ซึ่งเป็นระบบรับแจ้งความสำหรับผู้เสียหายจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวง
  2. ผู้เสียหายจะต้องเดินทางไปที่สถานีตำรวจเพียงเท่านั้น

ท้ายที่สุดขอให้สังเกตไว้เสมอว่า จะไม่มีตำรวจติดต่อผ่าน Facebook หรือจะเปิดกล้องคุยไลน์กับผู้เสียหายโดยเด็ดขาด ยืนยันว่า การติดต่อกับผู้เสียหายทั้งสองลักษณะนั้นไม่มีอยู่จริง และจะไม่มีการขอให้ผู้เสียหายโอนเงินไปตรวจสอบ โดยหากผู้เสียหายต้องการพบเจ้าหน้าที่ จะต้องไปพบที่สถานีตำรวจเพียงเท่านั้น และจะไม่มีการขอสำเนาเอกสารใด ๆ เพื่อติดต่อทนายผ่าน Facebook ซึ่งหากพบเจอเพจหรือโฆษณาลักษณะนี้ ขอให้รู้ทันทีว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือมิจฉาชีพ

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

  1. ตรวจสอบแหล่งที่มาและรูปแบบเพจ 
    • ชื่อเพจ/หน่วยงาน: ตรวจสอบชื่อเพจ (“Online Progress strive for technology crimes”) และชื่อหน่วยงานที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ (“หน่วยงานความปลอดภัยและกาารป้องกันออนไลน์”) ว่ามีหน่วยงานราชการชื่อนี้อยู่จริงหรือไม่
    • ผล: พบว่าหน่วยงานดังกล่าว ไม่มีอยู่จริง
    • วันก่อตั้ง: ตรวจสอบวันที่สร้างเพจ (3 พ.ย. 68) เป็นเพียงเพจที่ตั้งขึ้นมาได้ไม่นานซึ่งทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือ
  2. ตรวจสอบการแอบอ้างบุคคล 
    • ตรวจสอบภาพของบุคคลสำคัญที่ถูกนำมาใช้ (นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) เพื่อยืนยันว่าบุคคลนั้นเกี่ยวข้องกับเพจดังกล่าวจริงหรือไม่
    • ผล: นายวสันต์ ยืนยันว่าถูกนำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และ กสม. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการคืนเงินดังกล่าว
  3. ตรวจสอบการบิดเบือนเนื้อหา  
    • ตรวจสอบเสียงที่ใช้ในโฆษณา โดยค้นหาคำสำคัญผ่าน Google Search Engine
    • ผล: พบว่าเสียงที่นำมาใช้ ถูกตัดต่อมาจากรายงานข่าวจริงของ Thai PBS เรื่อง สอท. คืนเงินผู้เสียหาย (Money Cash Back) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
  4. ตรวจสอบช่องทางราชการที่แท้จริง 
    • สอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (รองโฆษก บก.สอท.2) เพื่อยืนยันขั้นตอนการขอคืนเงินที่ถูกต้อง
    • ผล: ยืนยันว่า ไม่มีการยื่นหลักฐานหรือติดต่อคืนเงินผ่าน Facebook 100% และการคืนเงินต้องผ่านกระบวนการ Money Cash Back โดยติดต่อ 1441 หรือแจ้งความที่สถานีตำรวจเท่านั้น

ผลกระทบเมื่อได้รับข้อมูลเท็จเหล่านี้

  1. ตกเป็นเหยื่อซ้ำสอง: เหยื่อที่เคยถูกหลอกมาแล้วมีความหวังที่จะได้เงินคืน เมื่อเห็นโฆษณาที่ดูน่าเชื่อถือและแอบอ้างหน่วยงานรัฐ/บุคคลสำคัญ จึงมีแนวโน้มที่จะหลงเชื่อและทำตามคำแนะนำของมิจฉาชีพ ทำให้สูญเสียเงินหรือข้อมูลส่วนตัวเพิ่มขึ้น
  2. สร้างความสับสนในช่องทางการติดต่อ: ข้อมูลเท็จสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับช่องทางที่ถูกต้องในการรับแจ้งความและการคืนเงิน (เช่น อ้างว่าติดต่อผ่าน Facebook ได้) ทำให้เหยื่อไม่ไปติดต่อช่องทางราชการจริง และเสียโอกาสในการอายัดเงินหรือดำเนินคดีอย่างถูกต้อง
  3. ทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ: การแอบอ้างชื่อและภาพของ กสม. และการนำเสียงข่าวของตำรวจไซเบอร์มาตัดต่อ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในหน่วยงานจริง และเข้าใจว่าหน่วยงานของรัฐขาดการจัดการกับปัญหาการแอบอ้างนี้

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

  • ตรวจสอบความถูกต้องของ “หน่วยงาน” ทันที
    • หากมีการอ้างถึงหน่วยงานราชการ ให้ ค้นหาชื่อหน่วยงานนั้นใน Google หรือเว็บไซต์ของรัฐบาล
    • สังเกตความผิดปกติ: หน่วยงานของรัฐจะไม่ใช้วิธี “ยิงโฆษณา” เพื่อตามหาเหยื่อให้มาขอเงินคืนผ่าน Facebook
  • ตั้งข้อสงสัยในช่องทางการติดต่อ
    • กฎเหล็ก: การแจ้งความหรือการขอคืนเงินจากคดีอาชญากรรมไซเบอร์ ต้องทำผ่าน 2 ช่องทางเท่านั้น คือ 1) โทร 1441 หรือ 2) ไปแจ้งความด้วยตนเองที่สถานีตำรวจ/www.thaipoliceonline.go.th
    • อย่าหลงเชื่อ การติดต่อที่ระบุว่า “รับลงทะเบียนสิทธิ์” หรือ “ส่งหลักฐาน” ผ่านกล่องข้อความ (Inbox) ของ Facebook หรือ Line
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเพจ
    • ดู วันก่อตั้งเพจ หากเป็นเพจที่เพิ่งสร้างขึ้นมาและมีผู้ติดตามน้อย แต่ยิงโฆษณาจำนวนมาก ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าเป็นมิจฉาชีพ
    • สังเกตภาษาที่ใช้: มักจะมีคำผิดหรือภาษาที่ไม่เป็นทางการของหน่วยงานรัฐ
  • แจ้งความดำเนินคดีและรายงานเพจ
    • หากเคยถูกหลอกมาก่อน: ให้แจ้งความที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือโทร 1441 เพื่อสอบถามขั้นตอนการ Money Cash Back ที่ถูกต้อง
    • รายงานเพจ: กดรายงานเพจ/โฆษณานั้นใน Facebook ว่าเป็น “การหลอกลวงและการฉ้อโกง (Scam and Fraud)” เพื่อให้แพลตฟอร์มดำเนินการลบออกโดยเร็วที่สุด
Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

“ศรัทธาพยากรณ์อากาศ” เมื่อ “ความถูกใจ” ไม่สามารถวัดได้ด้วย “ความถูกต้อง”

เกิดกระแสความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ หลังเพจพยากรณ์อากาศอิสระเตือนภัย "มหาอุทกภัย" ในภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ ภายใน 120 ชั่วโมง จนกลายเป็นไวรัลสะเทือนโซเชียล อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และนักวิชาการ ได้ออกมาโต้แย้งข้อมูลดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีฝนตกหนักจริง แต่ปริมาณน้ำยังห่างไกลจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพ "ศรัทธาพยากรณ์อากาศ" ที่เกิดขึ้นเมื่อความถูกใจของสังคมวิ่งนำความถูกต้องของข้อมูลวิชาการ

23 ก.ย. 69

Open article
ตรวจสอบข่าวปลอมทักเลย!