วันนี้ (10 ก.พ.2569) ชาวบังกลาเทศเตรียมออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันพฤหัสบดีนี้ (12 ก.พ.) ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญ ที่มาจากการเคลื่อนไหวของกลุ่ม Gen Z เป็นครั้งแรกของโลก หลังจากเมื่อปี 2567 กลุ่มคนรุ่นใหม่ประท้วงจนโค่นล้มรัฐบาลของเชค ฮาสินา ที่ครองอำนาจมานาน 15 ปี ได้สำเร็จ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถือเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552
บรรยากาศการหาเสียงวันสุดท้ายในกรุงธากา เมื่อวานนี้คึกคักมาก (9 ก.พ.) โดยตามกฎหมายบังกลาเทศ พรรคการเมืองต้องหยุดหาเสียง 48 ชั่วโมงก่อนวันเลือกตั้งจริง พรรค Awami League ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิมถูกแบน ทำให้พรรค Bangladesh Nationalist Party (BNP) ขึ้นมาเป็นตัวเต็งตามคะแนนนิยม
ทารีค ราห์มาน หัวหน้าพรรค BNP ซึ่งลี้ภัยอยู่ในอังกฤษเกือบ 20 ปี และเพิ่งกลับประเทศเมื่อปีที่แล้วหลังฮาสินาถูกโค่น ได้ขึ้นเวทีปราศรัยครั้งสุดท้ายด้วยความมั่นใจ โดยย้ำว่า BNP เป็นพรรคเดียวที่มีทั้งแผนงานและประสบการณ์บริหารประเทศ เนื่องจากทั้งพ่อและแม่ของเขาเคยเป็นผู้นำบังกลาเทศมาก่อน
แต่พรรคที่ไม่ควรมองข้ามคือ Jamaat-e-Islami ซึ่งกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้งหลังถูกแบนตั้งแต่ปี 2556 พรรคนี้จับมือเป็นแนวร่วม 11 พรรคการเมือง รวมถึงพรรคใหม่ NCP ที่ก่อตั้งโดยแกนนำนักศึกษาผู้จัดการประท้วงใหญ่เมื่อปี 2567 ทั้ง BNP และแนวร่วมของ Jamaat ต่างมีโอกาสชนะสูง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีโอกาสพลิกผันได้มาก โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดมีมากกว่า 127 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 กว่า 46 ล้านคน
จุดที่น่าจับตาที่สุดคือกลุ่มคนหนุ่มสาวและ Gen Z ซึ่งมีจำนวนกว่า 55 ล้านคน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ Gen Z มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด กลุ่มนี้เป็นพลังหลักที่สร้างการเปลี่ยนแปลงใหญ่เมื่อปี 2567 ผลสำรวจชี้ว่าคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสูง และหลายคนยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใด สิ่งที่พวกเขาสนใจคือปัญหาเดียวกับที่เคยลงถนนประท้วง คือ การทุจริต ค่าครองชีพสูง และการว่างงานของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก
การประท้วงที่เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 นานเกือบ 1 เดือน ลุกลามเป็นเหตุนองเลือด เมื่อรัฐบาลฮาสินาสั่งปราบปราม ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,400 คน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างความหวังใหม่ในบังกลาเทศ แต่ยังอาจเปิดช่องให้จีนเพิ่มอิทธิพลในประเทศ ซึ่งเดิมอินเดียมีอิทธิพลเหนือกว่า ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างฮาสินากับอินเดียชัดเจนจากที่หลบหนีไปอินเดียในเดือน ส.ค.2567 และอินเดียไม่ส่งตัวกลับ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอินเดียอย่างหนักในบังกลาเทศ
ที่น่าสนใจคือบทบาทของมูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ หัวหน้าที่ปรึกษารัฐบาลรักษาการ เดินทางไปพบ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ปักกิ่งเมื่อปี 2568 แต่เมื่อผู้นำอินเดีย เดินทางมาประเทศไทย เพื่อประชุม BIMSTEC ในเดือน เม.ย. เขากลับเลี่ยงการพบยูนุส ความสัมพันธ์กับต่างชาติถูกนำมาโจมตีทางการเมืองอย่างหนัก BNP ถูกมองว่า ใกล้อินเดีย ส่วน Jamaat ถูกกล่าวหาว่าใกล้ชิดปากีสถาน
สำหรับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของบังกลาเทศมานานกว่า 10 ปี และยิ่งสำคัญในยุคสงครามการค้า บางฝ่ายมองว่าจีนอาจฉวยโอกาสนี้ "หยิบชิ้นปลามัน" เข้ามาแบ่งหรือแย่งอิทธิพลจากอินเดีย โดยตั้งแต่ฮาสินาถูกโค่น บริษัทจีนเข้ามาลงทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์ และเคลื่อนไหวทางการทูตอย่างต่อเนื่อง สัญญาณแรกที่จะบอกทิศทางอิทธิพลต่างชาติในบังกลาเทศ คือผลการเลือกตั้งในวันพฤหัสบดีที่ 12 ก.พ.2569
อ่านข่าวอื่น :
ไฟไหม้โรงงานล้อรถมอเตอร์ไซต์ จ.สมุทรสาคร เจ็บ 3 คน สูญหาย 1 คน
"วิโรจน์" แจ้งความ กกต. ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ปมนับคะแนน "ชลบุรี เขต 1"
ย้อนรอย เลือกตั้ง 2566 กกต.สั่ง 47 หน่วยนับคะแนนใหม่ ปม "คะแนนเขย่ง"










