ทุกวันที่ 4 ก.ค.ของทุกปี สหรัฐอเมริกาจะจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่เพื่อระลึกถึงวันประกาศอิสรภาพ ค่านิยมเรื่องเสรีภาพ และความเป็นเลิศในทุก ๆ ด้านที่เป็นรากฐานในการสร้างชาติ
ทว่าปีนี้ เมื่อวันชาติเวียนมาถึงอีกครั้ง ข้อมูลจากการสำรวจของ Pew Research Center และรายงานวิจัยจากสถาบันชั้นนำในปี 2569 กลับฉายภาพที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะในเวลานี้สิ่งที่เรียกว่า "แบรนด์อเมริกา" ที่เคยเป็นเครื่องหมายของความหวังและแรงบันดาลใจ กำลังตกอยู่ในสภาวะดิ่งลงอย่างรุนแรงในแง่ของความศรัทธาจากสังคมโลก
ลองพิจารณาตัวเลขทางสถิติจะพบว่า ค่าเฉลี่ยของผู้คนจาก 36 ประเทศทั่วโลกที่มีความรู้สึกและมุมมองในแง่บวกต่อสหรัฐอเมริกานั้น ลดฮวบลงมาอยู่ที่ร้อยละ 37 เท่านั้น ในทางตรงกันข้าม ตัวเลขของผู้ที่มีทัศนคติหรือมุมมองในแง่ลบต่ออเมริกากลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจถึงร้อยละ 57
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติที่ลอยตัว แต่เป็นผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ขาดความต่อเนื่องและความขัดแย้งภายในสังคมที่ชาวโลกมองเห็นผ่านสื่อดิจิทัลตลอดเวลา
ที่มา : PEW RESEARCH CENTER
พันธมิตรหันหลัง เมินภาพลักษณ์ "ผู้นำที่เอาแต่ใจ"
หากจะถามว่าวิกฤตที่หนักหนาสาหัสที่สุดของสหรัฐอเมริกาในชั่วโมงนี้คืออะไร คำตอบคือการสูญเสียความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจในฐานะ "มหามิตร" ที่พึ่งพาได้ ข้อมูลการเปรียบเทียบเชิงสถิติแสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของโลกต่อบทบาททางการเมืองของสหรัฐฯ ร่วงหล่นลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกหรือกลุ่ม G7 รวมถึงประเทศพันธมิตรใกล้ชิดที่เคยมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนาน
ตัวอย่างที่เด่นชัดและน่าตื่นตระหนกที่สุดคือ "แคนาดา" ประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน เคยมีความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ สูงถึงร้อยละ 83 แต่ในปีนี้ ตัวเลขกลับดิ่งลงมาเหลือเพียงร้อยละ 35 เท่านั้น ปรากฏการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นกับประเทศในแถบยุโรปด้วย เช่น สวีเดน ที่ระดับความเชื่อมั่นลดลงจากร้อยละ 83 เหลือเพียงร้อยละ 31 และ เยอรมนี ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ทางเศรษฐกิจของยุโรป ก็มีคะแนนความไว้วางใจลดจากร้อยละ 83 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 39 เช่นกัน
ที่มา : PEW RESEARCH CENTER
ปัจจัยลบที่ฉุดรั้งภาพลักษณ์ทางการเมืองของสหรัฐฯ อีกอย่างคือ ความเชื่อมั่นต่อตัวผู้นำประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งในวาระที่ 2 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผลสำรวจระบุว่า ทรัมป์มีค่าเฉลี่ยความเชื่อมั่นจากประชาชนทั่วโลกเพียงร้อยละ 23 เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าผู้นำประเทศอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็น แอมานุแอล มาครง ปธน.ฝรั่งเศส ที่ได้ร้อยละ 43 โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ป.ยูเครน ที่ร้อยละ 35 หรือแม้กระทั่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับผู้นำของประเทศคู่แข่งคานอำนาจอย่าง สี จิ้นผิง ของจีน ที่ได้รับคะแนนความเชื่อมั่นร้อยละ 34 และ วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่ได้ร้อยละ 31 ในบางพื้นที่ของโลกด้วยซ้ำ
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการดำเนินนโยบายต่างประเทศภายใต้แนวคิด "อเมริกาต้องมาก่อน" หรือ America First ถูกมองว่าเป็นนโยบายแบบ "เอกภาคีนิยม" (Unilateralism) หรือการตัดสินใจที่ยึดเอาผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง โดยเพิกเฉยและละเลยต่อผลประโยชน์รวมถึงความรู้สึกของประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตร โดยมีประชากรโลกเพียงร้อยละ 32 เท่านั้น ที่ยังเชื่อว่ารัฐบาลวอชิงตันใส่ใจและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศอื่น
ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายเฉพาะทางที่เป็นการสร้างความตึงเครียด เช่น การประกาศตั้งกำแพงภาษีทางการค้าเพื่อกีดกันสินค้า และการตัดสินใจถอนตัวออกจากสนธิสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างประเทศต่าง ๆ ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านจากประชาคมโลกอย่างท่วมท้น โดยมีอัตราการแสดงความไม่เห็นด้วยสูงถึงร้อยละ 85
บันเทิง-เทคโนโลยี Soft Power เกราะชิ้นสุดท้ายของสหรัฐฯ
ท่ามกลางความสั่นคลอนและมรสุมทางการเมือง สิ่งเดียวที่ยังคงเป็นเกราะกำบังและทำหน้าที่เป็น "มหาอำนาจที่ไร้ผู้ต้านทาน" ให้กับสหรัฐฯ คือ ซอฟต์พาวเวอร์ ในทางด้านวัฒนธรรม นวัตกรรมเทคโนโลยี และระบบการศึกษา สหรัฐฯ ยังคงสามารถรักษาแชมป์อันดับ 1 ในดัชนีซอฟต์พาวเวอร์โลก (Global Soft Power Index 2026) ด้วยคะแนนที่สูงถึง 74.9 คะแนน
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกที่รู้จักกันในนาม GAFAM ซึ่งประกอบไปด้วย Google, Apple, Meta, Amazon และ Microsoft ยังคงเป็นผู้ครอบครองและควบคุมเส้นเลือดใหญ่ของกระแสข้อมูลข่าวสารและการสื่อสารของมวลมนุษยชาติเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ในด้านการศึกษา มหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพจากทั่วโลก โดยมีนักศึกษาต่างชาติมากกว่า 1,000,000 คน เลือกสหรัฐฯ เป็นจุดหมายปลายทาง
ขณะที่วัฒนธรรมประชานิยม (Pop Culture) ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Netflix ซึ่งมีผู้สมัครสมาชิกกว่า 260 ล้านคนทั่วโลก ยังคงทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรมที่แทรกซึมเข้าไปในครัวเรือนของคนในกว่า 190 ประเทศ พลังของฮอลลีวูดและอุตสาหกรรมดนตรียังคงเป็น "อาวุธลับ" ที่สร้างความผูกพันทางอารมณ์กับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 18-39 ปี ที่ยังมีทัศนคติบวกต่อวัฒนธรรมอเมริกันสูงกว่าคนรุ่นเก่าอย่างเห็นได้ชัด
ภาพประกอบข่าว
จีนไล่บี้หายใจรดต้นคอ
สิ่งที่วอชิงตันไม่อาจทำเป็นนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป คือการก้าวขึ้นมาอย่างทรงพลังของประเทศคู่แข่งอย่าง "จีน" ที่กำลังเร่งเครื่องเพื่อลดช่องว่างในสมรภูมิซอฟต์พาวเวอร์อย่างชนิดที่หายใจรดต้นคอ โดยผลการจัดอันดับชี้ว่า จีนสามารถทำคะแนนไล่ตามสหรัฐฯ มาอย่างกระชั้นชิดที่ 73.5 คะแนน ห่างกันเพียง 1.4 คะแนนเท่านั้น
ในทางตรงกันข้าม สหรัฐฯ กลับต้องเผชิญกับภาวะคะแนนนิยมที่ลดลงไปถึง 4.6 จุด ซึ่งถือเป็นการลดลงของคะแนนที่มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบในบรรดากลุ่มประเทศมหาอำนาจ
ความสำเร็จของจีนในด้านนี้เกิดจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งสำคัญ คือหันมาให้ความสำคัญกับ "ซอฟต์พาวเวอร์ที่กำกับและขับเคลื่อนโดยรัฐ" (State-led soft power) ผ่านแผนงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง โครงการข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative หรือ BRI) ที่เข้าถึงมากกว่า 150 ประเทศ และการลงทุนในโครงการ "เส้นทางสายไหมเทคโนโลยี" (Digital Silk Road) ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน 5G และ AI
ในสายตาของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง รวมถึงกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ หรือ Global South นั้น จีนถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ มีเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพในแง่ของการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่จับต้องได้มากกว่าสหรัฐฯ ข้อมูลสถิติมิติต่าง ๆ ระบุชัดเจนว่า จีนสามารถแซงหน้าสหรัฐฯ ไปได้แล้วในดัชนีย่อยจำนวน 19 จากทั้งหมด 35 ตัวชี้วัด ซึ่งรวมถึงดัชนีด้านความมั่นคงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต
ภาพประกอบข่าว
เมื่อ "บ้าน" ไม่ใช่ต้นแบบที่น่าเดินตาม
บาดแผลลึกที่ทำลาย "แบรนด์อเมริกา" มากที่สุดไม่ใช่ปัจจัยภายนอก แต่เป็นปัญหาและความเปราะบางภายในสังคมของพวกเขาเอง รายงานจาก สถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชั้นนำอย่าง Chatham House ชี้ให้เห็นว่า ชนชั้นนำในลาตินอเมริกาและยุโรปต่างมองสหรัฐฯ ด้วยความกังวลและเคลือบแคลง พวกเขาต้องเห็นข่าวสารเกี่ยวกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่นับวันจะขยายช่องว่างกว้างขึ้น ปัญหาความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ตลอดจนเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อประชาชน
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ค่านิยมเรื่อง "สิทธิมนุษยชน" และ ความเท่าเทียม" ที่สหรัฐฯ พยายามประกาศให้โลกรู้ กลายเป็นเรื่องย้อนแย้งและถูกตราหน้าว่าเป็นพฤติกรรมแบบ "มือถือสากปากถือศีล" (Hypocrisy) ในสายตาของชาวโลก
นอกจากนี้ นโยบายตรวจคนเข้าเมืองเป็นอีกจุดอ่อนสำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยเฉพาะเม็กซิโก ซึ่งความเข้มงวดของกฎหมายพรรครีพับลิกันในบางรัฐได้สร้างความรู้สึกถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการเคารพในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิด ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งทางการเมืองที่แบ่งขั้วอย่างรุนแรงระหว่างเดโมแครตและรีพับลิกัน ทำให้ประชาธิปไตยอเมริกันไม่ถูกมองว่าเป็น "ต้นแบบ" อีกต่อไป
โดยมีประชากรโลกเพียง 39% ที่ยังเชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เคารพเสรีภาพส่วนบุคคลของประชาชน ในประเทศอย่างสวีเดนและเนเธอร์แลนด์ ผู้คนส่วนใหญ่มองว่าสหรัฐฯ เป็นสถานที่ที่ "อันตราย" มากกว่าประเทศที่มั่งคั่งอื่น
โดยผลสำรวจเรื่องเสียงวิจารณ์เชิงลบของทรัมป์จาก Pew Reserch Center พบว่ามีประชากรโลกเพียงร้อยละ 39 เท่านั้นที่ยังคงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความเคารพต่อเสรีภาพส่วนบุคคลของประชาชนอย่างแท้จริง ในประเทศที่มีมาตรฐานคุณภาพชีวิตสูงอย่างสวีเดนและเนเธอร์แลนด์ ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าสหรัฐฯ ในปัจจุบัน เป็นสถานที่ที่ "มีความอันตรายและไม่ปลอดภัย" มากกว่าประเทศที่มั่งคั่งและพัฒนาแล้วประเทศอื่น ๆ ในโลก
ภาพประกอบข่าว
บทเรียนสำคัญในปีนี้ ชี้ว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถพึ่งพาเพียงความรุ่งโรจน์ในอดีตหรือนวัตกรรมจากซิลิคอนแวลลีย์ หรือ ศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก ได้อีกต่อไป
เพราะในระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจในปัจจุบัน "แบรนด์อเมริกา" จะถูกประเมินจากภาพรวมที่คำพูดและการกระทำต้องตรงกัน โดยเฉพาะวาทกรรมเรื่องเสรีภาพที่ต้องเกิดขึ้นจริงพร้อมกับเสถียรภาพและความปลอดภัยในประเทศ
ผลการศีกษาจาก Chatham House Report ระบุว่าหากสหรัฐฯ ต้องการกู้คืนความเชื่อมั่น สหรัฐฯ จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากการยกตนเป็น "ข้อยกเว้นอันยิ่งใหญ่" หรือการเป็นตำรวจโลก มาทำหน้าที่เป็นพันธมิตรที่พร้อมจะเคารพและรับฟังผู้อื่นอย่างแท้จริง เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าตนเองไม่ได้มีดีแค่เทคโนโลยีล้ำสมัยหรือความบันเทิงระดับโลก แต่ยังมีระบบการเมืองที่ใช้งานได้จริงและโครงสร้างสังคมที่เท่าเทียม ซึ่งพร้อมจะจับมือเติบโตไปกับพันธมิตรทั่วโลกอย่างยั่งยืน
ภาพประกอบข่าว
ข้อมูลเพิ่มเติม : How people in the U.S. and other G7 countries view each other, Debiasing International Attitudes, China surpasses US in global favorability, says Danish study
อ่านข่าวอื่น :
เตือนรับมือพายุ “ไมสัก” จ่อถล่มภาคเหนือ 5-6 ก.ค.นี้ แนะชาวสวนแต่งกิ่งลดเสียหาย
ตร.คุมตัวคนขับเก๋งพา "ชายฮู้ดน้ำเงิน" ส่งพัสดุซุกเฮโรอีนให้แอร์สาว
เส้นทาง “เฮโรอีน” จากลาวเข้าไทย ความพยายามที่จะไปให้ถึง “มีนา”

