สมมุติว่าประเทศไทยไม่มีสื่อสาธารณะอีกต่อไปแล้ว ? คำถามนี้ไม่ควรเริ่มต้นจากว่า “ถ้าไม่มี Thai PBS จะเกิดอะไรขึ้นกับช่องหนึ่งช่อง?” แต่ควรถามให้ใหญ่กว่านั้นว่า…
ถ้าประเทศไทยไม่มีสื่อที่ถูกออกแบบให้ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของรัฐบาล ผลประโยชน์ทางธุรกิจ หรือยอดผู้ชมเป็นหลัก ระบบข้อมูลข่าวสารของประเทศจะเปลี่ยนไปอย่างไร?
คำตอบไม่ได้หมายความว่าเมื่อไม่มีสื่อสาธารณะแล้ว ประเทศไทยจะไม่มีข่าว ไม่มีสารคดี หรือไม่มีสื่อคุณภาพ เพราะเรายังมีสื่อเอกชน สำนักข่าวออนไลน์ ผู้ผลิตอิสระ และประชาชนที่ผลิตสื่อเองจำนวนมาก
แต่สิ่งที่จะหายไปคือ “พื้นที่สื่อที่มีภารกิจตามกฎหมายให้ลงทุนกับเรื่องที่สังคมจำเป็นต้องรู้ แม้เรื่องนั้นอาจไม่มีตลาดรองรับ”
เนื้อหาที่มี “คุณค่าต่อสังคม” แต่ “มูลค่าทางการตลาดต่ำ” จะมีความเสี่ยงมากที่สุด
ข่าวท้องถิ่น สารคดีเชิงลึก รายการเด็ก การศึกษา วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ คนพิการ ผู้สูงอายุ หรือปัญหาของชุมชนเล็ก ๆ ล้วนมีคุณค่าต่อสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสร้าง Rating, View หรือรายได้โฆษณาได้สูง
นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Market Failure
หากตลาดไม่สามารถสร้างเนื้อหาบางประเภทได้ในปริมาณที่สังคมต้องการ ประเทศจึงต้องตัดสินใจว่า ใครจะรับผิดชอบต้นทุนของ Public Value เหล่านี้
หากไม่มีสื่อสาธารณะ เนื้อหาเหล่านี้อาจยังมีอยู่ แต่ความต่อเนื่องและขนาดของการลงทุนมีแนวโน้มต้องพึ่งกลไกอื่นมากขึ้น
คนตัวเล็กอาจเข้าถึงพื้นที่สื่อระดับชาติได้ยากขึ้น ในโลกของสื่อเชิงพาณิชย์ ทุกนาทีของหน้าจอ ทุกหน้าเว็บไซต์ และทุกชั่วโมงการผลิตมีต้นทุน ดังนั้น เรื่องของคนจำนวนไม่มาก จึงต้องแข่งขันกับข่าวที่ดึงดูดผู้ชมจำนวนมากกว่า
แต่หลักคิดของสื่อสาธารณะควรต่างออกไป ไม่ใช่ถามเพียงว่า “เรื่องนี้มีคนดูเท่าไร ?” แต่ต้องถามว่า “เรื่องนี้สำคัญต่อประชาชนหรือไม่ ?”
ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหมือง โรงงาน มลพิษ การจัดการที่ดิน น้ำท่วม หรือโครงการขนาดใหญ่ อาจไม่มีทรัพยากรซื้อพื้นที่สื่อ แต่ปัญหาของเขาอาจเป็นเรื่องที่สังคมจำเป็นต้องรับรู้
การไม่มีสื่อสาธารณะจึงไม่ได้หมายความว่าเสียงเหล่านี้จะหายทั้งหมด แต่หมายถึง ประเทศไทยจะสูญเสียสถาบันหนึ่งที่มีภารกิจโดยตรงในการเปิดพื้นที่ให้เสียงที่ตลาดอาจมองข้าม
ข่าวตรวจสอบอำนาจที่มีต้นทุนสูงจะเผชิญแรงกดดันมากขึ้น Investigative Journalism ต้องใช้ทั้งคน เวลา เงิน และความเชี่ยวชาญ บางเรื่องทำงานหลายเดือนโดยไม่รู้ว่าจะมีคนดูเท่าไร
สื่อเอกชนสามารถและยังคงทำข่าวตรวจสอบที่มีคุณภาพได้ แต่ในภาวะที่ธุรกิจสื่อกำลังเผชิญแรงกดดันทางรายได้ ความสามารถในการลงทุนกับข่าวที่แพงและใช้เวลานานย่อมเป็นโจทย์ที่หนักขึ้น
สื่อสาธารณะจึงควรทำหน้าที่เสริมระบบนิเวศไม่ใช่แทนที่สื่อเอกชน
และวันนี้มีตัวแปรใหม่ที่สำคัญมาก “แพลตฟอร์มต่างชาติ”
อดีตสำนักข่าวผลิตข่าว เผยแพร่ข่าว ขายโฆษณา และนำรายได้กลับมาผลิตข่าวใหม่ แต่ปัจจุบันโครงสร้างเปลี่ยนเป็น สื่อไทย → Platform → ประชาชน
ขณะที่เงินโฆษณาจำนวนมากก็เดินผ่านระบบของแพลตฟอร์มดิจิทัล Google, YouTube, Facebook, TikTok และแพลตฟอร์มระดับโลกจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางเผยแพร่ แต่มีบทบาทต่อ Distribution + Advertising + Data + Algorithm
Reuters Institute รายงานว่าพฤติกรรมการบริโภคข่าวทั่วโลกกำลังเคลื่อนจากเว็บไซต์และแอปของสำนักข่าวไปสู่ social/video platforms และช่องทางใหม่ ๆ มากขึ้น
โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผลคือคนที่ลงทุนผลิต Journalism กับคนที่ควบคุมช่องทางเข้าถึงผู้ชม ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกันอีกต่อไป
นี่คือความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจสื่อ เราอาจเข้าสู่สังคมที่ “Content มากขึ้น แต่ Journalismน้อยลง”
นี่เป็นความเสี่ยงที่น่าสนใจที่สุด ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาดแคลน Content เลย ตรงกันข้าม เราอาจมีวิดีโอหลายล้านชิ้น มี Creator หลายแสนคน มีข่าวเกิดขึ้นทุกนาที และมี AI สามารถสร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอได้แทบไม่จำกัด
แต่คำถามคือ
ใครลงพื้นที่?
ใครตรวจสอบข้อเท็จจริง?
ใครใช้เวลาหลายเดือนทำข่าวหนึ่งเรื่อง?
ใครเก็บรักษาความทรงจำของประเทศ?
ใครทำข่าวให้ประชาชนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง?
และใครทำเรื่องที่สำคัญ แม้ไม่มีคนคลิกมากพอ?
เราจึงอาจเผชิญความย้อนแย้งว่า ข้อมูลมากขึ้น แต่ข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบอาจมีต้นทุนสูงขึ้น
Content มากขึ้น แต่ Journalism อาจน้อยลง
Voices มากขึ้น แต่ Shared Facts อาจน้อยลง
เวลาเกิดวิกฤต ประเทศจะต้องหาคนทำหน้าที่ “พื้นที่ข้อมูลกลาง”
ลองคิดถึงน้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว โรคระบาด PM2.5 หรือเหตุการณ์ชายแดน ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงคำประชาสัมพันธ์จากรัฐบาล และไม่ได้ต้องการเพียงข่าวที่กำลังเป็นกระแส
ประชาชนต้องการทั้ง ข้อมูลจากรัฐ + ข้อมูลจากพื้นที่ + การตรวจสอบรัฐ + ข้อมูลวิทยาศาสตร์ + การเตือนภัย + เสียงประชาชน
ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน นี่เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ Public Service Media สามารถทำหน้าที่เป็น Public Information Infrastructure ได้
เด็ก การศึกษา วัฒนธรรม และความทรงจำของประเทศอาจได้รับผลกระทบในระยะยาว
รายการเด็กคุณภาพสูง สารคดีประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และคลังภาพเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ไม่ได้สร้างผลตอบแทนทางการค้าทันที แต่คุณค่าของมันอาจอยู่กับสังคมอีกหลายสิบปี
ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “มีคนดูรายการนี้กี่คน ?” แต่อาจต้องถามว่า “อีก 30 ปี ประเทศไทยต้องการให้สิ่งใดเหลืออยู่เป็นความทรงจำร่วมของสังคม ?”
แต่การมีสื่อสาธารณะก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีโดยอัตโนมัติ นี่เป็นอีกครึ่งหนึ่งของคำถามที่ต้องพูดให้ครบ
สื่อสาธารณะที่ได้รับเงินสาธารณะต้องพิสูจน์ตัวเองหนักกว่าสื่อทั่วไปด้วยซ้ำ
ต้องมี
Editorial Independence — เป็นอิสระจากรัฐบาลและผลประโยชน์ทางการเมือง
Accountability — ตรวจสอบได้
Transparency — เปิดเผยการใช้เงิน
Professional Standards — มีมาตรฐานวิชาชีพ
Public Value — พิสูจน์ว่าเงินที่ประชาชนจ่ายสร้างประโยชน์อะไร
และที่สำคัญ ต้องไม่ใช้เงินสาธารณะไปทำสิ่งเดียวกับที่ตลาดสามารถทำได้ดีอยู่แล้วโดยไม่มีเหตุผล
เพราะฉะนั้น หากไม่มี Thai PBS ต้นทุนของภารกิจสาธารณะไม่ได้หายไป
ถ้าประเทศไทยยังต้องการ ข่าวท้องถิ่น ข่าวตรวจสอบ รายการเด็ก การศึกษา สารคดี ศิลปวัฒนธรรม ข้อมูลภัยพิบัติ Fact-checking Citizen Journalism คลังภาพและเสียงของประเทศ และพื้นที่สำหรับ Independent Producers
คำถามต่อไปคือ ใครจะทำ ? ใครจะจ่าย ? และใครจะควบคุม ?
รัฐบาลอาจต้องตั้งกองทุนใหม่ จ้างเอกชนผลิต หรือให้หน่วยงานรัฐรับภารกิจบางส่วน
ดังนั้น การไม่มี Thai PBS ไม่ได้แปลว่าต้นทุนของ Public Service Content กลายเป็นศูนย์ ต้นทุนเพียงย้ายจากองค์กรหนึ่งไปอยู่ในระบบอื่น คำถามใหญ่จึงอาจไม่ใช่ “ประเทศไทยต้องมี ThaiPBS หรือไม่ ?”
แต่อาจเป็น “ในวันที่สื่อเอกชนไทยกำลังอ่อนแอลง จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจสื่อ ขณะที่อำนาจด้าน Distribution, Advertising, Data และ Algorithm กระจุกตัวอยู่กับแพลตฟอร์มระดับโลก
ประเทศไทยยังต้องการ Public Service Media หรือ Public Media Infrastructure ของตัวเองหรือไม่ และถ้าต้องการ ควรออกแบบอย่างไร ?”
และหากสังคมเห็นว่ายังต้องการ คำถามชุดถัดไปจึงค่อยเป็น ต้องใช้เงินเท่าไร ? เงินควรมาจากไหน ? ใครกำกับ ? ตรวจสอบอย่างไร ? และจะสร้างหลักประกันอย่างไรให้เงินสาธารณะไม่กลายเป็นเครื่องมือควบคุมกองบรรณาธิการ ?
เพราะท้ายที่สุด “สื่อสาธารณะ” กับ “สื่อของรัฐ” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
สื่อของรัฐมีภารกิจสื่อสารข้อมูลและนโยบายของรัฐ แต่หลักการของสื่อสาธารณะคือ ใช้ทรัพยากรสาธารณะ เพื่อทำงานให้ประชาชน และต้องสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจที่จัดการทรัพยากรสาธารณะนั้นได้ด้วย
นี่อาจเป็นเหตุผลที่การถกเถียงเรื่องอนาคตของ Thai PBS ไม่ควรหยุดอยู่ที่คำถามว่า “1.5% มากหรือน้อยเกินไป” แต่ควรย้อนกลับไปตอบคำถามที่ใหญ่กว่านั้นก่อนว่า ประเทศไทยในอีก 10–20 ปีข้างหน้า ต้องการระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารแบบไหน
และในระบบนั้น ใครจะรับผิดชอบสิ่งที่ตลาด รัฐ และแพลตฟอร์มไม่สามารถทดแทนกันได้ทั้งหมด ?
อ่านเนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ








