ตลอด 18 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง Thai PBS ในปี 2551 บทบาทหนึ่งที่สะท้อนความหมายของคำว่า “สื่อสาธารณะ” ได้ชัดเจนที่สุด คือการทำงานในช่วงเวลาที่สังคมเผชิญวิกฤตและภัยพิบัติ
เพราะในวันปกติ ประชาชนอาจมีสื่อให้เลือกมากมาย แต่ในวันที่เกิดน้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุ ไฟป่า หมอกควัน โรคระบาด หรือสถานการณ์ฉุกเฉิน สิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่าข่าวที่รวดเร็ว คือ ข้อมูลที่เชื่อถือได้ ใช้ตัดสินใจได้ และช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้อย่างปลอดภัย
นี่คือพื้นที่ที่สื่อสาธารณะต้องทำหน้าที่มากกว่าการเป็น "ผู้รายงานเหตุการณ์” จาก “รายงานข่าว” สู่ “บริการสาธารณะในยามวิกฤต”
Thai PBS หมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นใน “มหาอุทกภัยปี 2554”
เมื่อ Thai PBS ปรับผังเข้าสู่การรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่องภายใต้แนวคิด “ฝ่าวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ไปด้วยกัน” นอกจากรายงานระดับน้ำและพื้นที่เสี่ยงแล้ว ยังเปิดพื้นที่รับข้อมูลจากประชาชนและเชื่อมต่อความต้องการความช่วยเหลือกับหน่วยงานและเครือข่ายต่าง ๆ
บทบาทของสถานีจึงเริ่มเปลี่ยนจาก “เกิดอะไรขึ้น” → “ประชาชนต้องรู้อะไร” → “ใครต้องการความช่วยเหลือ” → “จะเชื่อมความช่วยเหลือไปถึงเขาอย่างไร”
แนวทางนี้กลายเป็นต้นทุนสำคัญของการทำงานในวิกฤตครั้งต่อ ๆ มา
ปี 2561 ปฏิบัติการช่วยเหลือ13 ชีวิตที่ถ้ำหลวง
เป็นอีกบททดสอบใหญ่ การรายงานต้องแข่งขันกับข้อมูลจำนวนมหาศาลจากทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันต้องระมัดระวังไม่ให้การทำงานของสื่อกระทบต่อภารกิจช่วยชีวิต
หลังเหตุการณ์ Thai PBS ไม่ได้หยุดอยู่ที่การรายงาน แต่ขยายบทบาทไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการสื่อสารภัยพิบัติ และร่วมจัดตั้ง ศูนย์พัฒนาการสื่อสารด้านภัยพิบัติ เชื่อมโยงสื่อ หน่วยงานรัฐ ประชาชน และองค์กรทั้งในและต่างประเทศ
จากนั้นโจทย์ภัยพิบัติก็ขยายจากเหตุการณ์ฉับพลันไปสู่ ภัยแล้ง ไฟป่า หมอกควัน PM2.5 พายุ น้ำท่วม และปัญหาสิ่งแวดล้อม
ทำให้บทบาทของสื่อเปลี่ยนจาก Disaster Reporting ไปสู่ Risk Communication — การสื่อสารความเสี่ยงก่อนความสูญเสียจะเกิดขึ้น
COVID-19 เมื่อวิกฤตอยู่กับสังคมเป็นเวลาหลายปี
ช่วงปี 2563–2565 COVID-19 ทำให้คำว่า “สื่อในภาวะวิกฤต” มีความหมายใหม่ เพราะประชาชนไม่ได้เผชิญภัยเฉพาะบางพื้นที่ แต่ทั้งประเทศต้องอยู่กับความไม่แน่นอนพร้อมกัน
หน้าที่ของสื่อจึงไม่ใช่เพียงรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อ แต่ต้องอธิบายข้อมูลสุขภาพ ตรวจสอบข้อมูลผิด เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ เชื่อมโยงปัญหาของประชาชนและชุมชน และสร้างพื้นที่สนทนาทางนโยบาย
Thai PBS ใช้ทั้งโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ C-Site, The Active และเครือข่ายชุมชนในการสื่อสารสถานการณ์ รวมถึงสร้างฐานข้อมูลและบันทึกองค์ความรู้จากวิกฤต
นี่คือการเปลี่ยนจาก “News Coverage” เป็น “Public Service” อย่างชัดเจน
เมื่อประชาชนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบข้อมูล ประสบการณ์หลายปีทำให้การสื่อสารภัยพิบัติไม่ได้เดินทางจากสถานีโทรทัศน์ไปหาประชาชนเพียงทางเดียวอีกต่อไป
เครือข่ายสื่อพลเมือง สื่อท้องถิ่น และแพลตฟอร์มอย่าง C-Site ทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถรายงานสถานการณ์ ปักหมุดพื้นที่เสี่ยง แจ้งปัญหา และสะท้อนความต้องการกลับเข้ามาในระบบ
ประชาชนจึงไม่ได้เป็นเพียง Audience แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Citizen Data
ในปี 2568 เพียงปีเดียว เครือข่ายพลเมืองมีการปักหมุดข้อมูลผ่าน C-Site 6,842 หมุด ครอบคลุมตั้งแต่ไฟป่า PM2.5 แผ่นดินไหว น้ำท่วม ไปจนถึงปัญหามลพิษข้ามพรมแดน โมเดลการสื่อสารจึงเปลี่ยนเป็น ประชาชน ↔ สื่อพลเมือง/สื่อท้องถิ่น ↔ Thai PBS ↔ หน่วยงานรัฐ/กู้ภัย/เครือข่าย ↔ ประชาชน
ปี 2568 บททดสอบหลายวิกฤตในปีเดียว Thai PBS
ปี 2568 เป็นอีกปีที่เห็นบทบาทนี้ชัด ทั้งแผ่นดินไหว สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา และมหาอุทกภัยภาคใต้
เมื่อเกิดแผ่นดินไหว Thai PBS ปรับผังเข้าสู่การรายงานสถานการณ์ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์ โดยใช้หลักการสำคัญคือทำให้ประชาชน “ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก”
ส่วนมหาอุทกภัยภาคใต้ บทบาทขยับไปไกลกว่าการรายงานข่าว ด้วยการตั้งศูนย์ประสานความช่วยเหลือ และ War Room รับข้อมูลจากผู้ประสบภัย ก่อนเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานและเครือข่ายช่วยเหลือ โดยมีคำร้องขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนและ LINE มากกว่า 8,000 ราย
ตัวเลขนี้มีความหมายต่างจาก Rating หรือ View เพราะสะท้อน การใช้ประโยชน์จากสื่อโดยตรงในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ
18 ปี Thai PBS ทำให้เห็น 6 หน้าที่ของสื่อสาธารณะในยามวิกฤต
เมื่อถอดบทเรียนตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน บทบาทของ Thai PBS ในภาวะวิกฤตสามารถสรุปเป็นวงจร 6 ประการ คือ
- INFORM รายงานข้อเท็จจริงให้รวดเร็วและถูกต้อง
- VERIFY ตรวจสอบข่าวลวงและข้อมูลที่อาจสร้างความตื่นตระหนก
- WARN เตือนภัยและอธิบายความเสี่ยงให้ประชาชนนำไปปฏิบัติได้
- CONNECT เชื่อมผู้ประสบภัยกับหน่วยงานและเครือข่ายความช่วยเหลือ
- LISTEN เปิดพื้นที่รับเสียงและข้อมูลจากประชาชน, #RECOVER ติดตามการเยียวยาและการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์
- LEARN ถอดบทเรียนเพื่อป้องกันและลดความสูญเสียจากวิกฤตครั้งต่อไป
วงจรนี้ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “การทำข่าวภัยพิบัติ” กับ “การทำหน้าที่สื่อสาธารณะในภัยพิบัติ”
เพราะข่าวอาจสิ้นสุดลงเมื่อเหตุการณ์พ้นจากหน้าจอ แต่ความรับผิดชอบต่อสาธารณะไม่ควรสิ้นสุดพร้อมกระแสข่าว
Thai PBS จากสถานีโทรทัศน์ สู่โครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารสาธารณะ
บทเรียนตลอด 18 ปีจึงนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเรื่อง Rating ว่า ในวันที่ประเทศเกิดวิกฤต ประชาชนสามารถพึ่งพาระบบสื่อสาธารณะได้มากเพียงใด
อนาคตของบทบาทนี้จึงควรพัฒนาไปสู่ Public Disaster Communication Infrastructure ที่เชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานเตือนภัย ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ Data/AI สื่อท้องถิ่น สื่อพลเมือง หน่วยกู้ภัย อาสาสมัคร และประชาชนเข้าด้วยกัน
เมื่อเกิดเหตุ ระบบควรรู้ว่า “เกิดอะไรขึ้น–ที่ไหน–ใครได้รับผลกระทบ–ใครต้องการความช่วยเหลือ–ใครสามารถเข้าไปช่วย–และความช่วยเหลือไปถึงแล้วหรือยัง”
นั่นจะทำให้คุณค่าของสื่อสาธารณะวัดได้มากกว่าจำนวนคนดู แต่สามารถวัดจาก เวลาที่ประชาชนได้รับคำเตือน จำนวนคนที่เข้าถึงข้อมูลสำคัญ จำนวนคำร้องที่ได้รับการประสาน ระยะเวลาที่ความช่วยเหลือไปถึง และบทเรียนที่นำไปลดความสูญเสียในอนาคต
และนี่อาจเป็นคำอธิบายที่ชัดที่สุดของคำว่า “ที่พึ่งของสังคมไทยในยามวิกฤต”
ในวันปกติ Thai PBS ทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะยาสามัญประจำบ้าน แต่ในวันที่เกิดวิกฤต หน้าที่ต้องมากกว่าการรายงานข่าว ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ รู้เท่าทันความเสี่ยง มีช่องทางส่งเสียง เชื่อมถึงความช่วยเหลือ และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ตลอด 18 ปี นี่คือพัฒนาการจาก “สถานีที่รายงานภัยพิบัติ” สู่ “สื่อสาธารณะที่อยู่เคียงข้างประชาชนเมื่อเกิดวิกฤต” และเป็นหนึ่งในรูปธรรมสำคัญของคำว่า Public Value — คุณค่าสาธารณะ ที่ไม่ควรวัดด้วยเรตติ้งเพียงอย่างเดียว…
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ








