ปลาสังกะวาดกลางเขื่อน พลิกวิถีประมงท่าปลา

ออกอากาศ28 มิ.ย. 69

ปลาสังกะวาด คือปลาน้ำจืดที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นปลาที่คนไม่ต้องการ แต่วันนี้กลับกลายเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ชาวประมงในเขื่อน เพราะเมื่อนำมาเลี้ยงในกระชังแล้วได้เนื้อที่นุ่ม รสชาติดี จนติดตลาดและเป็นที่ต้องการทั้งในและต่างประเทศ บทความนี้จะพาไปรู้จักปลาสังกะวาดตั้งแต่ลักษณะ, วิธีจับ, การเลี้ยง, ราคา ไปจนถึงเมนูอาหาร ผ่านเรื่องราวของครอบครัวชาวประมงที่หมู่บ้านท่าเรือ จังหวัดอุตรดิตถ์

ปลาสังกะวาดคืออะไร ทำความรู้จักปลาน้ำจืดเศรษฐกิจตัวจิ๋ว

ปลาสังกะวาดเป็นปลาน้ำจืดที่จัดเป็นปลาเศรษฐกิจซึ่งมีการเลี้ยงกันในปัจจุบัน เมื่อก่อนเป็นปลาที่คนไม่ต้องการ แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในกระชังแล้วพบว่ารสชาติดีและเนื้อนิ่มมาก จึงเริ่มติดตลาด

แม้ชื่อปลาสังกะวาดจะยังไม่คุ้นหูคนทั่วไปมากนัก แต่จริง ๆ แล้วปลาชนิดนี้อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาสวาย เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่า โดยตัวที่โตเต็มที่มากที่สุดมีน้ำหนักประมาณ 120 กรัม และความยาวไม่เกินหนึ่งฟุต ถือเป็นปลาขนาดเล็กที่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าน่าจะตัวใหญ่

ลักษณะเด่นของปลาสังกะวาด แตกต่างจากปลาสวายอย่างไร

ลักษณะของปลาสังกะวาดที่ทำให้แตกต่างจากปลาสวาย คือตัวจะเล็กกว่า เนื้อไม่เหลืองเหมือนปลาสวายแต่เป็นสีขาว เนื้อนิ่มกว่า ลำตัวยาว และหางเป็นสีเหลือง

จุดที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงและจับคือพฤติกรรมของมัน เพราะปลาสังกะวาดเป็นปลาน้ำลึก ตอนกลางวันจะไม่ขึ้นมาผิวน้ำ แต่จะขึ้นมาหากินอาหารเฉพาะตอนกลางคืน เมื่อนำมาใส่ในตู้หรือกระชังก็จะพยายามลงลึกอย่างเดียว นอกจากนี้ยังเป็นปลาที่ต้องการออกซิเจนสูง หากนำมาไว้ในน้ำตื้นต้องให้ออกซิเจนให้เพียงพอ ไม่อย่างนั้นท้องของมันจะบวม

แหล่งเลี้ยงปลาสังกะวาดที่หมู่บ้านท่าเรือ เขื่อนสิริกิติ์

แหล่งเลี้ยงปลาสังกะวาดในที่นี่คือหมู่บ้านท่าเรือ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่หาปลาอยู่ในเขื่อนสิริกิติ์ บริเวณนี้เป็นเขื่อนสองเขื่อนเชื่อมต่อกัน โดยจุดที่เลี้ยงเรียกว่าเขื่อนดิน

หมู่บ้านท่าเรือเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสร้างเขื่อน ชาวบ้านจากอำเภอท่าปลาที่อยู่ใต้น้ำอพยพขึ้นมาและยึดอาชีพจับปลาในเขื่อน เนื่องจากการปิดเขื่อนกักน้ำไว้ทำให้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี หน้าแล้งก็ไม่แล้ง หน้าน้ำหลากก็ไม่ไหลแรง จึงเหมาะกับการเลี้ยงปลาสังกะวาด

สิ่งที่น่าสนใจคือชาวบ้านไม่ได้อาศัยอยู่บนพื้นดิน แต่สร้างแพอยู่บนน้ำ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยที่เคลื่อนที่ได้ มีการออกทะเบียนแพให้เป็นทะเบียนบ้านที่ระบุว่าเป็นที่อยู่อาศัยเคลื่อนที่ได้ สามารถย้ายข้ามจังหวัดไปอยู่ที่จังหวัดอื่นแล้วสามารถกลับมาได้

วิธีจับปลาสังกะวาดด้วยภูมิปัญญายกยอและเหยื่อหมัก

การจับปลาสังกะวาดใช้วิธีดั้งเดิมของชาวบ้านที่มีมาแต่โบราณ คือการ "ยกยอ" ซึ่งเป็นการเอายอตักลงเพื่อดักปลา ประกอบกับการใช้แสงไฟล่อ โดยปลาสังกะวาดชอบไฟสีส้ม หากเปิดสว่างเกินไปมันก็จะไม่เข้ามา และต้องรอให้ฟ้ามืดสนิทปลาจึงจะเข้ามา โดยทั่วไปจะลงยอประมาณ 18.30 น. และยกอีกครั้งประมาณ 20.30 น.

หัวใจของการล่อปลาสังกะวาดอยู่ที่เหยื่อหมัก ซึ่งทำจากไข่วัวไข่ควายที่เป็นมัน ผสมกับปลาที่หาตามธรรมชาติ นำไปหมักประมาณ 5 - 6 เดือนจนเนื้อเละ เพราะถ้าหมักระยะเวลาสั้นเกินไปไข่จะไม่ละลาย วิธีการให้อาหารคือตักเหยื่อใส่ถุงตาข่ายเพื่อไม่ให้อาหารละลายเร็วเกินไป เมื่อปลาสังกะวาดได้กลิ่นเหยื่อก็จะเข้ามาตอมกินเศษไข่ เศษอาหารที่ฟุ้งละลายไปกับน้ำ

ขั้นตอนการอนุบาลและเลี้ยงปลาสังกะวาดในกระชัง

หลังจากยกปลาสังกะวาดขึ้นมา จะนำปลาใหม่ไปขังไว้ในบ่อแยกประมาณ 3 สัปดาห์ เพื่อให้ปลาปรับตัวและกินอาหารได้ดี ไม่สามารถนำไปขุนอาหารต่อได้ทันที จากนั้นต้องคัดแยกปลาชนิดอื่น เช่น ปลาตะเพียน หรือปลากระจก ออก เพราะปลาเหล่านี้จะแย่งกินอาหารและไม่มีราคา อีกทั้งปลากระจกยังมีเงี่ยงที่สามารถแทงปลาอื่นตายได้

เนื่องจากปลาสังกะวาดเป็นปลาน้ำลึกที่ต้องการออกซิเจนสูง การเลี้ยงในบ่อบนแพจึงต้องต่อลมจากถังออกซิเจนเข้ามา โดยเจาะรูให้ลมกระจายทั่วน้ำ ระยะห่างของช่องแต่ละช่องอยู่ที่ 15 เซนติเมตร ยิ่งถี่ยิ่งได้ค่าออกซิเจนสูง ส่วนน้ำในบ่อใช้น้ำจากในเขื่อนผ่านปั๊มขึ้นมา

จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการคัดแยกขนาดไซส์ลูกปลาด้วยตะแกรงกรองที่มีรูขนาด 12 มิลลิเมตร ปลาตัวเล็กจะรอดลงไป ส่วนตัวใหญ่จะถูกแยกไปใส่อีกกระชัง โดยหนึ่งกระชังสามารถอนุบาลปลาได้ถึง 200,000 ตัว ลูกปลาขนาดสองนิ้วครึ่งถึงสามนิ้วจะมีอยู่ประมาณ 300 - 350ตัวต่อกิโลกรัม และใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 8 - 10 เดือน

การให้อาหารปลาสังกะวาดอย่างไรให้ได้ผลกำไรสูงสุด

การให้อาหารปลาสังกะวาดต้องอาศัยความเข้าใจในพฤติกรรมการกินอาหารตอนกลางคืน โดยจะให้อาหารช่วง 18.30 น. การให้อาหารช่วงเย็นหรือช่วงมืดจะได้กำไรมากกว่าการให้ตอนกลางวัน เพราะถ้าให้ตอนกลางวันแล้วอาหารเหลือลอยน้ำ ปลาจะไม่เก็บกิน ซึ่งอาหารที่เสียไปแต่ละวันคิดเป็นเงินที่หายไปได้มากในระยะยาว ทั้งนี้เวลาให้อาหารจะคลาดเคลื่อนได้ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง หากให้ช้าเกินไปปลาก็จะไม่กิน

อีกหลักสำคัญคือการให้อาหารปลาสังกะวาดเพียงวันละหนึ่งครั้งเท่านั้น เพราะการให้สองมื้อจะทำให้ปลาแตกไซส์ คือตัวที่กินเก่งจะกินทั้งสองมื้อ ส่วนตัวที่กินไม่เก่งจะไม่กล้าขึ้นมากิน แต่ถ้าให้มื้อเดียวปลาทุกตัวจะรีบแย่งขึ้นมากินพร้อมกันทำให้ได้ขนาดปลาที่เท่ากัน ซึ่งเป็นที่ต้องการของแม่ค้า

ราคาและตลาดของปลาสังกะวาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ราคาปลาสังกะวาดในประเทศตามท้องตลาดอยู่ที่ประมาณ 110 บาทเฉพาะไซส์ใหญ่ ส่วนไซส์เล็กจะอยู่ที่ประมาณ 70 - 90 บาท โดยฟาร์มรับซื้อลูกปลาขนาดประมาณ 3 นิ้วอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท สำหรับตลาดในประเทศจะส่งเป็นปลาตายน็อกน้ำแข็งเข้าห้องเย็น

ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น ปลาสังกะวาดเป็นที่ต้องการมากทั้งเวียดนามและจีน จนการเลี้ยงไม่เพียงพอต่อความต้องการ เคยมีคนเวียดนามนั่งเครื่องบินมาหาเพื่อขอซื้อทีละตู้คอนเทนเนอร์หรือประมาณ 20 ตัน โดยนำปลาไปเลี้ยงต่อในกระชังแล้วขายไปประเทศจีน ครั้งหนึ่งเคยเสนอราคาให้เวียดนามที่กิโลกรัมละ 115 บาท แต่เมื่อไปถึงประเทศจีนราคากลับพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 5,000 บาท เพราะเนื้อปลาสังกะวาดมีความพิเศษ กินแล้วละมุนกว่าเนื้อปลาตัวอื่น รสหวานและมีมัน อีกทั้งเป็นปลาที่เลี้ยงในน้ำใสไม่สัมผัสดินจึงไม่มีความคาวมาก

เมนูเด็ดจากปลาสังกะวาด อร่อยเนื้อนุ่มไม่คาว

เสน่ห์ของปลาสังกะวาดอยู่ที่เนื้อที่เหมือนปลาเนื้ออ่อน มีเนื้อเยอะและมีเพียงก้างกลาง ทำให้นำมาทำอาหารได้อร่อย เมนูเด่นได้แก่ ปลาสังกะวาดต้มยำน้ำใส และปลาสังกะวาดทอดกระเทียม

สำหรับปลาสังกะวาดต้มยำน้ำใส เคล็ดลับคือการใส่เครื่องสมุนไพรอย่างข่า ตะไคร้ หอมแดง และใบมะกรูดลงไปพร้อมกัน ตามด้วยเกลือก่อนใส่เนื้อปลา เพื่อลดความคาวของตัวปลา เมื่อน้ำสมุนไพรเดือดแล้วจึงใส่เนื้อปลาลงไปจนสุก แล้วปรุงรสตาม ส่วนปลาสังกะวาดทอดกระเทียมสามารถกินได้ทั้งตัวยกเว้นก้างกลาง สำหรับพื้นที่ที่นิยมบริโภคปลาสังกะวาดมากที่สุดคือโซนภาคอีสาน ส่วนภาคกลางและภาคเหนือก็มีแต่ยังน้อย

จุดเริ่มต้นความสำเร็จของการเลี้ยงปลาสังกะวาด

จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงปลาสังกะวาดเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อพี่ประเสริฐ เดินทางไปซื้อปลาบู่และต้องข้ามโป๊ะที่ไปเฉี่ยวกับกระชังในอำเภอมโนรมย์ จึงได้สอบถามและรู้ว่าที่นั่นเลี้ยงปลาสังกะวาด เลยนำกลับมาทดลองเลี้ยง แต่ช่วง 2 ปีแรกไม่ประสบผลสำเร็จเลย เพราะไม่มีความรู้ว่าจะนำปลามาใส่กระชังอย่างไร นำมาเท่าไหร่ก็ตาย

ทางออกมาจากความบังเอิญ เมื่อหยุดพักและปล่อยกระชังทิ้งไว้จนเกิดตะไคร่น้ำ พอนำปลาสังกะวาดมาใส่ใหม่กลับไม่ตาย เพราะตะไคร่ทำให้กระชังลื่น เวลาปลาไปโดนก็ไม่บาดเจ็บจึงรอด กลายเป็นความรู้ใหม่ที่ต่อยอดมาจนถึงทุกวันนี้ จากที่ตั้งใจจะเลี้ยงเพียง 7 กระชัง เมื่อความต้องการตลาดมากขึ้น ก็เผยแพร่ความรู้ให้ชาวบ้านทั้งเขื่อน จนหลายคนยึดเป็นอาชีพหลัก เพราะปลาสังกะวาดมีจำนวนมากกว่าปลาอื่น ไม่ต้องลงทุนค่าน้ำมันเยอะ บางคนเริ่มจาก 30,00 ตัว จนขยายเป็น 300,000 ตัว และจาก 100,000 ตัว เป็น 1,000,000 ตัว

อนาคตและความยั่งยืนของปลาสังกะวาดในเขื่อน

แม้ปลาสังกะวาดจะยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ในด้านการพัฒนา น้องลูกหมีลูกสาวที่กำลังจะเรียนต่อด้านประมงอยากพัฒนาสายพันธุ์ให้ทนต่อสภาพอากาศ แข็งแรง และไม่ป่วยเป็นโรคง่าย ขณะที่การเพาะพันธุ์ปลาสังกะวาดในแพหรือกระชังยังไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะการเพาะพันธุ์ต้องทำในระบบโรงเรือนบนฝั่งซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าการได้พันธุ์จากธรรมชาติ

ในแง่ความยั่งยืน ปริมาณปลาสังกะวาดในเขตนี้มีมากจนบางครั้งซื้อไม่ไหว สามารถยกได้ครั้งละเป็น 100 กิโลกรัม หรือเป็น 100,000 ตัว ส่วนเรื่องที่จะหมดไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับระบบนิเวศ หากสมบูรณ์ เพียงปีเดียวก็สามารถฟื้นกลับมาได้ เพราะพ่อแม่พันธุ์ในเขื่อนมีจำนวนมาก ปลาหนึ่งตัวออกไข่ได้ 10,000 ฟอง และมีอัตรารอดถึงประมาณ 3,000 ตัวต่อแม่ 1 ตัว อีกทั้งปลาตัวใหญ่มักไม่ยอมเข้ามากินเหยื่อ ทำให้พ่อแม่พันธุ์ยังคงอยู่ในธรรมชาติ

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของปลาสังกะวาด ปลาที่แต่ก่อนไม่มีค่า แต่ด้วยมุมมองและความพยายามของชาวประมงในเขื่อนสิริกิติ์ ทำให้มันกลายเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีคุณค่าของเมืองไทย

ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส

ปลาสังกะวาดกลางเขื่อน พลิกวิถีประมงท่าปลา

ปลาสังกะวาด คือปลาน้ำจืดที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นปลาที่คนไม่ต้องการ แต่วันนี้กลับกลายเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ชาวประมงในเขื่อน เพราะเมื่อนำมาเลี้ยงในกระชังแล้วได้เนื้อที่นุ่ม รสชาติดี จนติดตลาดและเป็นที่ต้องการทั้งในและต่างประเทศ บทความนี้จะพาไปรู้จักปลาสังกะวาดตั้งแต่ลักษณะ, วิธีจับ, การเลี้ยง, ราคา ไปจนถึงเมนูอาหาร ผ่านเรื่องราวของครอบครัวชาวประมงที่หมู่บ้านท่าเรือ จังหวัดอุตรดิตถ์

ปลาสังกะวาดคืออะไร ทำความรู้จักปลาน้ำจืดเศรษฐกิจตัวจิ๋ว

ปลาสังกะวาดเป็นปลาน้ำจืดที่จัดเป็นปลาเศรษฐกิจซึ่งมีการเลี้ยงกันในปัจจุบัน เมื่อก่อนเป็นปลาที่คนไม่ต้องการ แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในกระชังแล้วพบว่ารสชาติดีและเนื้อนิ่มมาก จึงเริ่มติดตลาด

แม้ชื่อปลาสังกะวาดจะยังไม่คุ้นหูคนทั่วไปมากนัก แต่จริง ๆ แล้วปลาชนิดนี้อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาสวาย เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่า โดยตัวที่โตเต็มที่มากที่สุดมีน้ำหนักประมาณ 120 กรัม และความยาวไม่เกินหนึ่งฟุต ถือเป็นปลาขนาดเล็กที่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าน่าจะตัวใหญ่

ลักษณะเด่นของปลาสังกะวาด แตกต่างจากปลาสวายอย่างไร

ลักษณะของปลาสังกะวาดที่ทำให้แตกต่างจากปลาสวาย คือตัวจะเล็กกว่า เนื้อไม่เหลืองเหมือนปลาสวายแต่เป็นสีขาว เนื้อนิ่มกว่า ลำตัวยาว และหางเป็นสีเหลือง

จุดที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงและจับคือพฤติกรรมของมัน เพราะปลาสังกะวาดเป็นปลาน้ำลึก ตอนกลางวันจะไม่ขึ้นมาผิวน้ำ แต่จะขึ้นมาหากินอาหารเฉพาะตอนกลางคืน เมื่อนำมาใส่ในตู้หรือกระชังก็จะพยายามลงลึกอย่างเดียว นอกจากนี้ยังเป็นปลาที่ต้องการออกซิเจนสูง หากนำมาไว้ในน้ำตื้นต้องให้ออกซิเจนให้เพียงพอ ไม่อย่างนั้นท้องของมันจะบวม

แหล่งเลี้ยงปลาสังกะวาดที่หมู่บ้านท่าเรือ เขื่อนสิริกิติ์

แหล่งเลี้ยงปลาสังกะวาดในที่นี่คือหมู่บ้านท่าเรือ จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงที่หาปลาอยู่ในเขื่อนสิริกิติ์ บริเวณนี้เป็นเขื่อนสองเขื่อนเชื่อมต่อกัน โดยจุดที่เลี้ยงเรียกว่าเขื่อนดิน

หมู่บ้านท่าเรือเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสร้างเขื่อน ชาวบ้านจากอำเภอท่าปลาที่อยู่ใต้น้ำอพยพขึ้นมาและยึดอาชีพจับปลาในเขื่อน เนื่องจากการปิดเขื่อนกักน้ำไว้ทำให้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี หน้าแล้งก็ไม่แล้ง หน้าน้ำหลากก็ไม่ไหลแรง จึงเหมาะกับการเลี้ยงปลาสังกะวาด

สิ่งที่น่าสนใจคือชาวบ้านไม่ได้อาศัยอยู่บนพื้นดิน แต่สร้างแพอยู่บนน้ำ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยที่เคลื่อนที่ได้ มีการออกทะเบียนแพให้เป็นทะเบียนบ้านที่ระบุว่าเป็นที่อยู่อาศัยเคลื่อนที่ได้ สามารถย้ายข้ามจังหวัดไปอยู่ที่จังหวัดอื่นแล้วสามารถกลับมาได้

วิธีจับปลาสังกะวาดด้วยภูมิปัญญายกยอและเหยื่อหมัก

การจับปลาสังกะวาดใช้วิธีดั้งเดิมของชาวบ้านที่มีมาแต่โบราณ คือการ "ยกยอ" ซึ่งเป็นการเอายอตักลงเพื่อดักปลา ประกอบกับการใช้แสงไฟล่อ โดยปลาสังกะวาดชอบไฟสีส้ม หากเปิดสว่างเกินไปมันก็จะไม่เข้ามา และต้องรอให้ฟ้ามืดสนิทปลาจึงจะเข้ามา โดยทั่วไปจะลงยอประมาณ 18.30 น. และยกอีกครั้งประมาณ 20.30 น.

หัวใจของการล่อปลาสังกะวาดอยู่ที่เหยื่อหมัก ซึ่งทำจากไข่วัวไข่ควายที่เป็นมัน ผสมกับปลาที่หาตามธรรมชาติ นำไปหมักประมาณ 5 - 6 เดือนจนเนื้อเละ เพราะถ้าหมักระยะเวลาสั้นเกินไปไข่จะไม่ละลาย วิธีการให้อาหารคือตักเหยื่อใส่ถุงตาข่ายเพื่อไม่ให้อาหารละลายเร็วเกินไป เมื่อปลาสังกะวาดได้กลิ่นเหยื่อก็จะเข้ามาตอมกินเศษไข่ เศษอาหารที่ฟุ้งละลายไปกับน้ำ

ขั้นตอนการอนุบาลและเลี้ยงปลาสังกะวาดในกระชัง

หลังจากยกปลาสังกะวาดขึ้นมา จะนำปลาใหม่ไปขังไว้ในบ่อแยกประมาณ 3 สัปดาห์ เพื่อให้ปลาปรับตัวและกินอาหารได้ดี ไม่สามารถนำไปขุนอาหารต่อได้ทันที จากนั้นต้องคัดแยกปลาชนิดอื่น เช่น ปลาตะเพียน หรือปลากระจก ออก เพราะปลาเหล่านี้จะแย่งกินอาหารและไม่มีราคา อีกทั้งปลากระจกยังมีเงี่ยงที่สามารถแทงปลาอื่นตายได้

เนื่องจากปลาสังกะวาดเป็นปลาน้ำลึกที่ต้องการออกซิเจนสูง การเลี้ยงในบ่อบนแพจึงต้องต่อลมจากถังออกซิเจนเข้ามา โดยเจาะรูให้ลมกระจายทั่วน้ำ ระยะห่างของช่องแต่ละช่องอยู่ที่ 15 เซนติเมตร ยิ่งถี่ยิ่งได้ค่าออกซิเจนสูง ส่วนน้ำในบ่อใช้น้ำจากในเขื่อนผ่านปั๊มขึ้นมา

จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการคัดแยกขนาดไซส์ลูกปลาด้วยตะแกรงกรองที่มีรูขนาด 12 มิลลิเมตร ปลาตัวเล็กจะรอดลงไป ส่วนตัวใหญ่จะถูกแยกไปใส่อีกกระชัง โดยหนึ่งกระชังสามารถอนุบาลปลาได้ถึง 200,000 ตัว ลูกปลาขนาดสองนิ้วครึ่งถึงสามนิ้วจะมีอยู่ประมาณ 300 - 350ตัวต่อกิโลกรัม และใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 8 - 10 เดือน

การให้อาหารปลาสังกะวาดอย่างไรให้ได้ผลกำไรสูงสุด

การให้อาหารปลาสังกะวาดต้องอาศัยความเข้าใจในพฤติกรรมการกินอาหารตอนกลางคืน โดยจะให้อาหารช่วง 18.30 น. การให้อาหารช่วงเย็นหรือช่วงมืดจะได้กำไรมากกว่าการให้ตอนกลางวัน เพราะถ้าให้ตอนกลางวันแล้วอาหารเหลือลอยน้ำ ปลาจะไม่เก็บกิน ซึ่งอาหารที่เสียไปแต่ละวันคิดเป็นเงินที่หายไปได้มากในระยะยาว ทั้งนี้เวลาให้อาหารจะคลาดเคลื่อนได้ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง หากให้ช้าเกินไปปลาก็จะไม่กิน

อีกหลักสำคัญคือการให้อาหารปลาสังกะวาดเพียงวันละหนึ่งครั้งเท่านั้น เพราะการให้สองมื้อจะทำให้ปลาแตกไซส์ คือตัวที่กินเก่งจะกินทั้งสองมื้อ ส่วนตัวที่กินไม่เก่งจะไม่กล้าขึ้นมากิน แต่ถ้าให้มื้อเดียวปลาทุกตัวจะรีบแย่งขึ้นมากินพร้อมกันทำให้ได้ขนาดปลาที่เท่ากัน ซึ่งเป็นที่ต้องการของแม่ค้า

ราคาและตลาดของปลาสังกะวาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ราคาปลาสังกะวาดในประเทศตามท้องตลาดอยู่ที่ประมาณ 110 บาทเฉพาะไซส์ใหญ่ ส่วนไซส์เล็กจะอยู่ที่ประมาณ 70 - 90 บาท โดยฟาร์มรับซื้อลูกปลาขนาดประมาณ 3 นิ้วอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท สำหรับตลาดในประเทศจะส่งเป็นปลาตายน็อกน้ำแข็งเข้าห้องเย็น

ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น ปลาสังกะวาดเป็นที่ต้องการมากทั้งเวียดนามและจีน จนการเลี้ยงไม่เพียงพอต่อความต้องการ เคยมีคนเวียดนามนั่งเครื่องบินมาหาเพื่อขอซื้อทีละตู้คอนเทนเนอร์หรือประมาณ 20 ตัน โดยนำปลาไปเลี้ยงต่อในกระชังแล้วขายไปประเทศจีน ครั้งหนึ่งเคยเสนอราคาให้เวียดนามที่กิโลกรัมละ 115 บาท แต่เมื่อไปถึงประเทศจีนราคากลับพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 5,000 บาท เพราะเนื้อปลาสังกะวาดมีความพิเศษ กินแล้วละมุนกว่าเนื้อปลาตัวอื่น รสหวานและมีมัน อีกทั้งเป็นปลาที่เลี้ยงในน้ำใสไม่สัมผัสดินจึงไม่มีความคาวมาก

เมนูเด็ดจากปลาสังกะวาด อร่อยเนื้อนุ่มไม่คาว

เสน่ห์ของปลาสังกะวาดอยู่ที่เนื้อที่เหมือนปลาเนื้ออ่อน มีเนื้อเยอะและมีเพียงก้างกลาง ทำให้นำมาทำอาหารได้อร่อย เมนูเด่นได้แก่ ปลาสังกะวาดต้มยำน้ำใส และปลาสังกะวาดทอดกระเทียม

สำหรับปลาสังกะวาดต้มยำน้ำใส เคล็ดลับคือการใส่เครื่องสมุนไพรอย่างข่า ตะไคร้ หอมแดง และใบมะกรูดลงไปพร้อมกัน ตามด้วยเกลือก่อนใส่เนื้อปลา เพื่อลดความคาวของตัวปลา เมื่อน้ำสมุนไพรเดือดแล้วจึงใส่เนื้อปลาลงไปจนสุก แล้วปรุงรสตาม ส่วนปลาสังกะวาดทอดกระเทียมสามารถกินได้ทั้งตัวยกเว้นก้างกลาง สำหรับพื้นที่ที่นิยมบริโภคปลาสังกะวาดมากที่สุดคือโซนภาคอีสาน ส่วนภาคกลางและภาคเหนือก็มีแต่ยังน้อย

จุดเริ่มต้นความสำเร็จของการเลี้ยงปลาสังกะวาด

จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงปลาสังกะวาดเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เมื่อพี่ประเสริฐ เดินทางไปซื้อปลาบู่และต้องข้ามโป๊ะที่ไปเฉี่ยวกับกระชังในอำเภอมโนรมย์ จึงได้สอบถามและรู้ว่าที่นั่นเลี้ยงปลาสังกะวาด เลยนำกลับมาทดลองเลี้ยง แต่ช่วง 2 ปีแรกไม่ประสบผลสำเร็จเลย เพราะไม่มีความรู้ว่าจะนำปลามาใส่กระชังอย่างไร นำมาเท่าไหร่ก็ตาย

ทางออกมาจากความบังเอิญ เมื่อหยุดพักและปล่อยกระชังทิ้งไว้จนเกิดตะไคร่น้ำ พอนำปลาสังกะวาดมาใส่ใหม่กลับไม่ตาย เพราะตะไคร่ทำให้กระชังลื่น เวลาปลาไปโดนก็ไม่บาดเจ็บจึงรอด กลายเป็นความรู้ใหม่ที่ต่อยอดมาจนถึงทุกวันนี้ จากที่ตั้งใจจะเลี้ยงเพียง 7 กระชัง เมื่อความต้องการตลาดมากขึ้น ก็เผยแพร่ความรู้ให้ชาวบ้านทั้งเขื่อน จนหลายคนยึดเป็นอาชีพหลัก เพราะปลาสังกะวาดมีจำนวนมากกว่าปลาอื่น ไม่ต้องลงทุนค่าน้ำมันเยอะ บางคนเริ่มจาก 30,00 ตัว จนขยายเป็น 300,000 ตัว และจาก 100,000 ตัว เป็น 1,000,000 ตัว

อนาคตและความยั่งยืนของปลาสังกะวาดในเขื่อน

แม้ปลาสังกะวาดจะยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ในด้านการพัฒนา น้องลูกหมีลูกสาวที่กำลังจะเรียนต่อด้านประมงอยากพัฒนาสายพันธุ์ให้ทนต่อสภาพอากาศ แข็งแรง และไม่ป่วยเป็นโรคง่าย ขณะที่การเพาะพันธุ์ปลาสังกะวาดในแพหรือกระชังยังไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะการเพาะพันธุ์ต้องทำในระบบโรงเรือนบนฝั่งซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าการได้พันธุ์จากธรรมชาติ

ในแง่ความยั่งยืน ปริมาณปลาสังกะวาดในเขตนี้มีมากจนบางครั้งซื้อไม่ไหว สามารถยกได้ครั้งละเป็น 100 กิโลกรัม หรือเป็น 100,000 ตัว ส่วนเรื่องที่จะหมดไปหรือไม่ขึ้นอยู่กับระบบนิเวศ หากสมบูรณ์ เพียงปีเดียวก็สามารถฟื้นกลับมาได้ เพราะพ่อแม่พันธุ์ในเขื่อนมีจำนวนมาก ปลาหนึ่งตัวออกไข่ได้ 10,000 ฟอง และมีอัตรารอดถึงประมาณ 3,000 ตัวต่อแม่ 1 ตัว อีกทั้งปลาตัวใหญ่มักไม่ยอมเข้ามากินเหยื่อ ทำให้พ่อแม่พันธุ์ยังคงอยู่ในธรรมชาติ

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของปลาสังกะวาด ปลาที่แต่ก่อนไม่มีค่า แต่ด้วยมุมมองและความพยายามของชาวประมงในเขื่อนสิริกิติ์ ทำให้มันกลายเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีคุณค่าของเมืองไทย

ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส

ละครดี ซีรีส์เด่น

ดูทั้งหมด

♫ ♫ Songs Popular ♫ ♫

ดูทั้งหมด

คลิปมาใหม่

คนดูเยอะ 👀

ดูทั้งหมด

เสน่ห์ประเทศไทย