หากพูดถึงผักเมืองหนาวที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการเกษตรไทยตอนนี้ คงหนีไม่พ้น "มะเขือเทศโทมัส" พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทำให้ทั้งหมู่บ้านปางหินฝน พลิกชีวิตจากเกษตรกรรายได้น้อยกลายเป็นชุมชนที่มีรายได้มั่นคง บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับมะเขือเทศโทมัส ตั้งแต่จุดเด่น วิธีปลูก การดูแล ไปจนถึงเมนูเด็ดที่ทำจากมะเขือเทศโทมัสโดยเฉพาะ
มะเขือเทศโทมัสคืออะไร จุดเด่นที่ทำให้แตกต่างจากมะเขือเทศทั่วไป
มะเขือเทศโทมัสเป็นมะเขือเทศลูกกลมขนาดใหญ่ เนื้อแน่น น้ำหนักดี เนื้อในไม่กลวง เมื่อรับประทานจะให้สัมผัสที่สด กรอบ และอร่อย จุดเด่นสำคัญคือสามารถกินสดได้ทันทีโดยไม่ต้องปรุงเพิ่ม ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยวแบบฉ่ำ ๆ ปลูกในระบบที่ได้มาตรฐาน GAP หรือปลอดสารพิษ จึงมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยเมื่อกินสด
ทำไมมะเขือเทศโทมัสต้องปลูกบนดอยอากาศหนาวอย่างบ้านปางหินฝน
พื้นที่บ้านปางหินฝน เป็นพื้นที่สูงที่มีอากาศหนาวเย็นและมีหมอกชุกตลอดปี ซึ่งเหมาะกับผักเมืองหนาวเป็นพิเศษ อากาศที่หนาวเย็นทำให้มะเขือเทศโทมัสที่นี่มีความกรอบและหวานมากกว่าพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตาม มะเขือเทศโทมัสไม่ชอบน้ำฝนและน้ำค้างที่ตกลงมาโดยตรง เพราะจะทำให้ผลแตกหรือเป็นแผลได้ เกษตรกรจึงต้องปลูกในโรงเรือนแบบเปิดข้างที่ปิดเฉพาะหลังคาด้านบน เพื่อกันฝนแต่ยังเปิดให้ลมพัดผ่านได้สะดวก ช่วยควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน
เทคนิคการปลูกมะเขือเทศโทมัสแบบซับสเตรทในถุง ประหยัดพื้นที่ ได้ผลผลิตดี
จุดเด่นอีกอย่างของการปลูกมะเขือเทศโทมัสที่บ้านปางหินฝนคือการใช้ระบบ "ซับสเตรท" หรือการปลูกในถุงแทนการปลูกลงดินโดยตรง เพราะมะเขือเทศโทมัสเป็นพืชที่ไวต่อปริมาณน้ำมาก หากได้น้ำมากเกินไปผลจะแตก แต่หากน้ำน้อยเกินไปผลจะเป็นแผล การปลูกในถุงช่วยให้ควบคุมปริมาณน้ำได้อย่างสม่ำเสมอ วัสดุปลูกที่ใช้คือขุยมะพร้าวผสมกับพีทมอส ส่วนมะพร้าวสับใช้รองก้นถุงเพื่อช่วยยึดราก กรองปุ๋ย และเก็บความชื้นได้ยาวนาน ข้อดีของระบบนี้คือใช้พื้นที่น้อยแต่ให้ผลผลิตสูง เหมาะกับพื้นที่จำกัดบนดอย
ขั้นตอนดูแลมะเขือเทศโทมัส ตั้งแต่เพาะกล้าจนถึงวันเก็บเกี่ยว
การปลูกมะเขือเทศโทมัสเริ่มจากการเพาะเมล็ดในถาดหลุมที่ใส่วัสดุปลูกไว้เต็ม รดน้ำให้ชุ่มแต่ไม่แฉะ ใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ต้นกล้าก็พร้อมย้ายลงถุงปลูก โดยเว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 45 - 50 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้แน่นเกินไป จากนั้นต้องดูแลด้วยระบบน้ำหยดที่มีความสม่ำเสมอสูงมาก โดยให้น้ำวันละ 3 ครั้งในหน้าฝน และเพิ่มเป็น 4 - 5 ครั้งในหน้าร้อน ที่สำคัญคือเวลาต้องตรงเป๊ะ คลาดเคลื่อนได้ไม่เกินครั้งละ 30 นาที เพราะความสม่ำเสมอของน้ำมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของมะเขือเทศโทมัสทุกลูก นอกจากนี้ยังต้องให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำหยด และคัดลูกที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เพื่อไม่ให้แย่งอาหารจากลูกที่ติดผลดี ตั้งแต่ลงกล้าจนเก็บเกี่ยวรอบแรกใช้เวลาประมาณ 2 เดือน 20 วัน
การเก็บเกี่ยวและคัดเกรดมะเขือเทศโทมัสก่อนส่งตลาด
มะเขือเทศโทมัสจะถูกเก็บเกี่ยวเมื่อผลมีสีส้ม ไม่ถึงกับแดงจัด เพื่อให้ผลสุกพอดีเมื่อถึงปลายทาง หากเก็บตอนแดงจัดเกินไปผลจะนิ่มและไม่สวย การเก็บมีสองรูปแบบคือเก็บเป็นลูกเดี่ยวสำหรับลูกที่สุกแล้ว และเก็บเป็นพวงสำหรับลูกที่สุกพร้อมกันทั้งช่อ หนึ่งต้นจะเก็บผลผลิตได้ทั้งหมด 7 ช่อ เพื่อรักษาคุณภาพ หลังจากนั้นจะตัดต้นทิ้งและปลูกใหม่ ก่อนบรรจุกล่องจะมีการคัดแยกไซส์และตัดแต่งกลีบที่ยื่นยาวออก เพื่อป้องกันไม่ให้ทิ่มแทงกันจนเกิดรอยช้ำระหว่างขนส่ง โดยหนึ่งกล่องจะบรรจุมะเขือเทศโทมัสน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม เรียงให้แน่นพอดีกับกล่องเพื่อไม่ให้กระแทกเสียหายระหว่างทาง
เมนูเด็ดจากมะเขือเทศโทมัส ที่ต้องลองสักครั้งเมื่อไปเยือนบ้านปางหินฝน
ด้วยรสชาติหวานอมเปรี้ยวตามธรรมชาติ มะเขือเทศโทมัสจึงถูกนำไปทำเมนูพื้นบ้านได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกอ่องที่ใส่มะเขือเทศโทมัสแทนความเปรี้ยวหวาน กินคู่กับหมูสับรวน, มะเขือเทศโทมัสแช่น้ำปลาที่หั่นเนื้อแน่นแล้วราดน้ำปลาให้รสชาติเข้มข้นขึ้น, มะเขือเทศผัดไข่เมนูคลาสสิกประจำบ้าน, น้ำพริกหนุ่มสูตรใส่มะเขือเทศโทมัสเพิ่มความฉ่ำ และเมนูยำแบบชาวบ้านที่เรียกว่า "ซ่ามะเขือส้ม" ซึ่งใช้ความหวานจากมะเขือเทศโทมัสแทนน้ำตาลได้เลย ที่สำคัญคือมะเขือเทศโทมัสสามารถกินสดได้ทันทีโดยไม่ต้องปรุง เพียงลอกเปลือกออกก็อร่อยแล้ว
มะเขือเทศโทมัส เส้นทางเปลี่ยนชีวิตทั้งหมู่บ้านปางหินฝน
จุดเริ่มต้นของมะเขือเทศโทมัสที่บ้านปางหินฝนมาจากผู้ใหญ่บ้านที่ไปศึกษาดูงานจากโครงการหลวง แล้วตัดสินใจนำมะเขือเทศโทมัสมาปลูกเป็นคนแรกของหมู่บ้านเมื่อกว่า 13 ปีก่อน หลังจากปลูกแล้วเห็นผลผลิตและรายได้ที่ดีขึ้น เพื่อนบ้านจึงเริ่มสนใจและปลูกตามทีละคนสองคน จนปัจจุบันหมู่บ้านที่มีประชากรกว่า 300 คนจาก 80 กว่าครัวเรือน มีถึง 95% ที่ปลูกมะเขือเทศโทมัสเป็นอาชีพหลัก ชาวบ้านยังร่วมมือกันวางแผนปลูกแบบแบ่งช่วงเวลา ไม่ปลูกพร้อมกันทั้งหมู่บ้านเพื่อไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดจนราคาตก อีกทั้งยังแบ่งปันความรู้ด้านการปลูกและการดูแลรักษาให้กันโดยไม่หวงสูตร ในหนึ่งไร่สามารถปลูกมะเขือเทศโทมัสได้ประมาณ 2,000 ต้น เก็บผลผลิตได้สัปดาห์ละ 1 รอบ เดือนละ 4 รอบ ปีละ 2 รุ่น โดยราคาขายอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 30 บาท สร้างรายได้ให้ครอบครัวอย่างมั่นคง และทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านเลือกกลับมาปลูกมะเขือเทศโทมัสต่อจากรุ่นพ่อแม่แทนที่จะออกไปทำงานนอกพื้นที่
จากมะเขือเทศโทมัสเพียงต้นเดียวของคนคนหนึ่ง วันนี้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างความเข้มแข็งให้กับคนทั้งชุมชนบ้านปางหินฝน พิสูจน์ให้เห็นว่าความตั้งใจและการลงมือทำจริงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนทั้งหมู่บ้านได้อย่างแท้จริง
ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง:
หากพูดถึงผักเมืองหนาวที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการเกษตรไทยตอนนี้ คงหนีไม่พ้น "มะเขือเทศโทมัส" พืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ทำให้ทั้งหมู่บ้านปางหินฝน พลิกชีวิตจากเกษตรกรรายได้น้อยกลายเป็นชุมชนที่มีรายได้มั่นคง บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับมะเขือเทศโทมัส ตั้งแต่จุดเด่น วิธีปลูก การดูแล ไปจนถึงเมนูเด็ดที่ทำจากมะเขือเทศโทมัสโดยเฉพาะ
มะเขือเทศโทมัสคืออะไร จุดเด่นที่ทำให้แตกต่างจากมะเขือเทศทั่วไป
มะเขือเทศโทมัสเป็นมะเขือเทศลูกกลมขนาดใหญ่ เนื้อแน่น น้ำหนักดี เนื้อในไม่กลวง เมื่อรับประทานจะให้สัมผัสที่สด กรอบ และอร่อย จุดเด่นสำคัญคือสามารถกินสดได้ทันทีโดยไม่ต้องปรุงเพิ่ม ให้รสชาติหวานอมเปรี้ยวแบบฉ่ำ ๆ ปลูกในระบบที่ได้มาตรฐาน GAP หรือปลอดสารพิษ จึงมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยเมื่อกินสด
ทำไมมะเขือเทศโทมัสต้องปลูกบนดอยอากาศหนาวอย่างบ้านปางหินฝน
พื้นที่บ้านปางหินฝน เป็นพื้นที่สูงที่มีอากาศหนาวเย็นและมีหมอกชุกตลอดปี ซึ่งเหมาะกับผักเมืองหนาวเป็นพิเศษ อากาศที่หนาวเย็นทำให้มะเขือเทศโทมัสที่นี่มีความกรอบและหวานมากกว่าพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตาม มะเขือเทศโทมัสไม่ชอบน้ำฝนและน้ำค้างที่ตกลงมาโดยตรง เพราะจะทำให้ผลแตกหรือเป็นแผลได้ เกษตรกรจึงต้องปลูกในโรงเรือนแบบเปิดข้างที่ปิดเฉพาะหลังคาด้านบน เพื่อกันฝนแต่ยังเปิดให้ลมพัดผ่านได้สะดวก ช่วยควบคุมคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน
เทคนิคการปลูกมะเขือเทศโทมัสแบบซับสเตรทในถุง ประหยัดพื้นที่ ได้ผลผลิตดี
จุดเด่นอีกอย่างของการปลูกมะเขือเทศโทมัสที่บ้านปางหินฝนคือการใช้ระบบ "ซับสเตรท" หรือการปลูกในถุงแทนการปลูกลงดินโดยตรง เพราะมะเขือเทศโทมัสเป็นพืชที่ไวต่อปริมาณน้ำมาก หากได้น้ำมากเกินไปผลจะแตก แต่หากน้ำน้อยเกินไปผลจะเป็นแผล การปลูกในถุงช่วยให้ควบคุมปริมาณน้ำได้อย่างสม่ำเสมอ วัสดุปลูกที่ใช้คือขุยมะพร้าวผสมกับพีทมอส ส่วนมะพร้าวสับใช้รองก้นถุงเพื่อช่วยยึดราก กรองปุ๋ย และเก็บความชื้นได้ยาวนาน ข้อดีของระบบนี้คือใช้พื้นที่น้อยแต่ให้ผลผลิตสูง เหมาะกับพื้นที่จำกัดบนดอย
ขั้นตอนดูแลมะเขือเทศโทมัส ตั้งแต่เพาะกล้าจนถึงวันเก็บเกี่ยว
การปลูกมะเขือเทศโทมัสเริ่มจากการเพาะเมล็ดในถาดหลุมที่ใส่วัสดุปลูกไว้เต็ม รดน้ำให้ชุ่มแต่ไม่แฉะ ใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ต้นกล้าก็พร้อมย้ายลงถุงปลูก โดยเว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 45 - 50 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้แน่นเกินไป จากนั้นต้องดูแลด้วยระบบน้ำหยดที่มีความสม่ำเสมอสูงมาก โดยให้น้ำวันละ 3 ครั้งในหน้าฝน และเพิ่มเป็น 4 - 5 ครั้งในหน้าร้อน ที่สำคัญคือเวลาต้องตรงเป๊ะ คลาดเคลื่อนได้ไม่เกินครั้งละ 30 นาที เพราะความสม่ำเสมอของน้ำมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของมะเขือเทศโทมัสทุกลูก นอกจากนี้ยังต้องให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำหยด และคัดลูกที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เพื่อไม่ให้แย่งอาหารจากลูกที่ติดผลดี ตั้งแต่ลงกล้าจนเก็บเกี่ยวรอบแรกใช้เวลาประมาณ 2 เดือน 20 วัน
การเก็บเกี่ยวและคัดเกรดมะเขือเทศโทมัสก่อนส่งตลาด
มะเขือเทศโทมัสจะถูกเก็บเกี่ยวเมื่อผลมีสีส้ม ไม่ถึงกับแดงจัด เพื่อให้ผลสุกพอดีเมื่อถึงปลายทาง หากเก็บตอนแดงจัดเกินไปผลจะนิ่มและไม่สวย การเก็บมีสองรูปแบบคือเก็บเป็นลูกเดี่ยวสำหรับลูกที่สุกแล้ว และเก็บเป็นพวงสำหรับลูกที่สุกพร้อมกันทั้งช่อ หนึ่งต้นจะเก็บผลผลิตได้ทั้งหมด 7 ช่อ เพื่อรักษาคุณภาพ หลังจากนั้นจะตัดต้นทิ้งและปลูกใหม่ ก่อนบรรจุกล่องจะมีการคัดแยกไซส์และตัดแต่งกลีบที่ยื่นยาวออก เพื่อป้องกันไม่ให้ทิ่มแทงกันจนเกิดรอยช้ำระหว่างขนส่ง โดยหนึ่งกล่องจะบรรจุมะเขือเทศโทมัสน้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม เรียงให้แน่นพอดีกับกล่องเพื่อไม่ให้กระแทกเสียหายระหว่างทาง
เมนูเด็ดจากมะเขือเทศโทมัส ที่ต้องลองสักครั้งเมื่อไปเยือนบ้านปางหินฝน
ด้วยรสชาติหวานอมเปรี้ยวตามธรรมชาติ มะเขือเทศโทมัสจึงถูกนำไปทำเมนูพื้นบ้านได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกอ่องที่ใส่มะเขือเทศโทมัสแทนความเปรี้ยวหวาน กินคู่กับหมูสับรวน, มะเขือเทศโทมัสแช่น้ำปลาที่หั่นเนื้อแน่นแล้วราดน้ำปลาให้รสชาติเข้มข้นขึ้น, มะเขือเทศผัดไข่เมนูคลาสสิกประจำบ้าน, น้ำพริกหนุ่มสูตรใส่มะเขือเทศโทมัสเพิ่มความฉ่ำ และเมนูยำแบบชาวบ้านที่เรียกว่า "ซ่ามะเขือส้ม" ซึ่งใช้ความหวานจากมะเขือเทศโทมัสแทนน้ำตาลได้เลย ที่สำคัญคือมะเขือเทศโทมัสสามารถกินสดได้ทันทีโดยไม่ต้องปรุง เพียงลอกเปลือกออกก็อร่อยแล้ว
มะเขือเทศโทมัส เส้นทางเปลี่ยนชีวิตทั้งหมู่บ้านปางหินฝน
จุดเริ่มต้นของมะเขือเทศโทมัสที่บ้านปางหินฝนมาจากผู้ใหญ่บ้านที่ไปศึกษาดูงานจากโครงการหลวง แล้วตัดสินใจนำมะเขือเทศโทมัสมาปลูกเป็นคนแรกของหมู่บ้านเมื่อกว่า 13 ปีก่อน หลังจากปลูกแล้วเห็นผลผลิตและรายได้ที่ดีขึ้น เพื่อนบ้านจึงเริ่มสนใจและปลูกตามทีละคนสองคน จนปัจจุบันหมู่บ้านที่มีประชากรกว่า 300 คนจาก 80 กว่าครัวเรือน มีถึง 95% ที่ปลูกมะเขือเทศโทมัสเป็นอาชีพหลัก ชาวบ้านยังร่วมมือกันวางแผนปลูกแบบแบ่งช่วงเวลา ไม่ปลูกพร้อมกันทั้งหมู่บ้านเพื่อไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดจนราคาตก อีกทั้งยังแบ่งปันความรู้ด้านการปลูกและการดูแลรักษาให้กันโดยไม่หวงสูตร ในหนึ่งไร่สามารถปลูกมะเขือเทศโทมัสได้ประมาณ 2,000 ต้น เก็บผลผลิตได้สัปดาห์ละ 1 รอบ เดือนละ 4 รอบ ปีละ 2 รุ่น โดยราคาขายอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 30 บาท สร้างรายได้ให้ครอบครัวอย่างมั่นคง และทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ในหมู่บ้านเลือกกลับมาปลูกมะเขือเทศโทมัสต่อจากรุ่นพ่อแม่แทนที่จะออกไปทำงานนอกพื้นที่
จากมะเขือเทศโทมัสเพียงต้นเดียวของคนคนหนึ่ง วันนี้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างความเข้มแข็งให้กับคนทั้งชุมชนบ้านปางหินฝน พิสูจน์ให้เห็นว่าความตั้งใจและการลงมือทำจริงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนทั้งหมู่บ้านได้อย่างแท้จริง
ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง:




























































