หลายคนอาจคิดว่า "แตงกวาก็เหมือนกันหมด" แต่แตงกวาญี่ปุ่นไม่ใช่แตงกวาธรรมดา เพราะมีจุดเด่นเรื่องรสชาติที่หวานและกรอบเป็นเอกลักษณ์ บทความนี้จะพาไปรู้จักแตงกวาญี่ปุ่นแบบครบวงจร ตั้งแต่สายพันธุ์, โรงเรือน, วิธีปลูก และการดูแล ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวให้ได้มาตรฐานเกรดเอ ผ่านประสบการณ์จริงของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นที่บ้านหมักแข้ง ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
แตงกวาญี่ปุ่นคืออะไร แตกต่างจากแตงกวาธรรมดาอย่างไร
แตงกวาญี่ปุ่นคือแตงกวาที่มีรสชาติเฉพาะตัวแตกต่างจากแตงกวาทั่วไปอย่างชัดเจน โดยปกติแตงกวาที่เราคุ้นเคยมักมีรสจืด แต่แตงกวาญี่ปุ่นจะให้สัมผัสที่ "กรอบ" และรสชาติที่ "หวาน" ในตัวเดียวกัน จุดเด่นเรื่องความหวานกรอบนี้เองที่ทำให้แตงกวาญี่ปุ่นกลายเป็นที่ต้องการของตลาด และเมื่อได้ลองกินแล้วหลายคนก็ติดใจจนกินอย่างอื่นแทบไม่ได้
แม้ชื่อจะขึ้นต้นด้วย "ญี่ปุ่น" แต่แตงกวาญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องปลูกในประเทศญี่ปุ่นเสมอไป สามารถปลูกในประเทศไทยได้ ขอเพียงมีสภาพแวดล้อมและการจัดการที่เหมาะสม
สายพันธุ์แตงกวาญี่ปุ่นที่นิยมปลูก
ปัจจุบันการปลูกแตงกวาญี่ปุ่นในพื้นที่นิยมปลูกอยู่ 3 สายพันธุ์หลัก ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นและข้อจำกัดต่างกัน
- JP1 ย่อมาจาก "เจแปน สายพันธุ์หนึ่ง" เป็นสายพันธุ์ที่รูปทรงสวยที่สุดและติดดกที่สุด ผลมีทรงมน น้ำหนักดี ยาว ผิวสีเขียวเข้มออกมันวาว
- JP2 หรือ "เจแปน สายพันธุ์สอง" ค่อนข้างมีแขนงเยอะ ต้องขยันตัดแต่งแขนงออก แต่มีข้อดีคือแข็งแรงกว่าเจพีวัน ผลมีรูปทรงสั้นกว่าและโค้งกว่าเล็กน้อย
- โกโบริ เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนามาทีหลัง จุดเด่นคือแข็งแรงที่สุดในบรรดาแตงกวาญี่ปุ่นที่ปลูกอยู่ และทนต่อโรคราน้ำค้างซึ่งมักเกิดในหน้าฝน แต่ข้อเสียคือไม่ติดดกและผลมีรูปทรงสั้นออกด้านข้าง
ในบางฤดู เกษตรกรจะสลับสายพันธุ์ปลูก เช่น ช่วงที่ฝนตกชุกก็จะหันมาปลูกโคโบริมากขึ้น เพราะทนราน้ำค้างได้ดีกว่า
สภาพอากาศและพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกแตงกวาญี่ปุ่น
แตงกวาญี่ปุ่นเป็นพืชที่ชอบอากาศเย็น อย่างในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีอากาศค่อนข้างเย็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลูกได้แค่ที่ญี่ปุ่นเท่านั้น
พื้นที่ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นที่บ้านหมากแข้ง ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะสภาพอากาศของจังหวัดเลยในหน้าร้อนก็ไม่ได้ร้อนจัดจนเกินไป มีความเย็นเป็นบางช่วง จึงเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแตงกวาญี่ปุ่น ทำให้สามารถปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี
โรงเรือนไม้ไผ่ต้นทุนต่ำสำหรับปลูกแตงกวาญี่ปุ่น
หัวใจสำคัญของการปลูกแตงกวาญี่ปุ่นคือโรงเรือน แต่โรงเรือนสำหรับปลูกแตงกวาญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องใช้โครงสร้างเหล็กราคาแพงเสมอไป กรณีตัวอย่างนี้เลือกใช้โรงเรือนไม้ไผ่ขนาดยักษ์ ที่มีขนาดถึง 23 x 24 เมตร
เหตุผลที่สร้างขนาดใหญ่ก็เพื่อให้คุ้มทุนในการทำ ส่วนไม้ไผ่ที่ใช้เป็นไม้ไผ่ที่หาได้ในพื้นที่ ช่วยลดต้นทุนจากโครงสร้างเหล็กลงได้มาก ข้อดีของไม้ไผ่คือ
- มีความทนทานและยืดหยุ่น ไม่ต้านลม
- เป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น
- ใช้ยางรถมอเตอร์ไซค์เก่ามัดรัดเสาไม้ไผ่ให้แข็งแรงคงทน โดยต้องรัดให้แน่น หากรัดไม่แน่นโครงสร้างก็จะไม่อยู่
ในส่วนของหลังคาโรงเรือนแตงกวาญี่ปุ่นเลือกใช้พลาสติกใส เพราะช่วยกันฝนและกันน้ำค้างได้ แต่ยังยอมให้แสงส่องผ่านเข้ามาถึงต้นได้ตามปกติ
วิธีปลูกแตงกวาญี่ปุ่นแบบไม่ใช้ดินด้วยระบบซับสเตรต
การปลูกแตงกวาญี่ปุ่นในโรงเรือนนี้ใช้ระบบที่เรียกว่า ซับสเตรต (Substrate) คือการปลูกในโรงเรือนระบบปิดโดยไม่ใช้ดิน แต่ใช้กาบมะพร้าวสับเป็นวัสดุปลูกแทน
เหตุผลที่เลือกปลูกแตงกวาญี่ปุ่นแบบไม่ใช้ดิน เพราะเมื่อเกิดเชื้อโรค เชื้อจะลามไปในดินและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง แต่ถ้าปลูกในถุงวัสดุปลูก เมื่อถุงใดมีปัญหาก็จัดการเฉพาะถุงนั้น เชื้อจะไม่ลามไปถุงอื่น ซึ่งในโรงเรือนหนึ่งมีถุงปลูกเป็นพันถุง การควบคุมโรคจึงสำคัญมาก
การให้น้ำและปุ๋ยของแตงกวาญี่ปุ่นทำผ่านระบบน้ำหยด โดยให้น้ำพร้อมปุ๋ยละลายน้ำวันละ 2 รอบ เช้าและบ่าย เช่นเดียวกับการปลูกมะเขือเทศ ส่วนแหล่งน้ำนำมาจากร่องน้ำธรรมชาติบนภูเขา แล้วต่อท่อพีวีซีลงมาใช้ในพื้นที่ทำกิน
ก่อนนำกาบมะพร้าวมาใช้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่น ต้องผ่านบ่อแช่ล้างกาบมะพร้าวก่อน เพื่อล้างสารที่เป็นพิษต่อพืชออกให้หมด โดยแช่และเปิดน้ำเข้า - ปล่อยน้ำทิ้งสลับกันไปประมาณ 1 เดือน และยิ่งย่ำกาบมะพร้าวก็จะยิ่งนิ่มพร้อมใช้งาน จากนั้นจึงกรอกใส่ถุงเพื่อเตรียมลงต้นกล้า
วัสดุปลูกชุดหนึ่งใช้เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 4 รอบ หรือราว 1 ปี จึงจะเปลี่ยนถุงและเปลี่ยนวัสดุปลูกใหม่
การเพาะกล้าแตงกวาญี่ปุ่นให้พร้อมลงปลูก
ขั้นตอนการเพาะกล้าแตงกวาญี่ปุ่นมีเทคนิคที่ช่วยให้เมล็ดงอกดีและแข็งแรง ดังนี้
- นำเมล็ดที่สั่งมาไปแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 6 - 8 ชั่วโมง เพื่อฆ่าเชื้อและกระตุ้นการงอก
- นำไปบ่มต่ออีกประมาณ 12 ชั่วโมง เมล็ดจะเริ่มออกราก
- เตรียมดินเพาะกล้าที่ซื้อสำเร็จจากท้องตลาดใส่ถาด โดยหนึ่งถุงจะปลูก 2 ต้น เพราะทดลองแล้วว่าได้ผลผลิตมากขึ้นและต้นไม่แย่งอาหารกัน เนื่องจากวางสายน้ำหยดไว้ตรงกลางระหว่างสองต้น
ต้นกล้าแตงกวาญี่ปุ่นที่เพาะมาแล้วประมาณ 7 วัน จะเริ่มมีใบ 2 ใบและเริ่มแตกยอด ถือว่าพร้อมนำลงปลูก โดยเจาะถุงวัสดุปลูกวัดระยะประมาณหนึ่งฝ่ามือ เจาะ 2 รู แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
ก่อนปลูกยังต้องปูพลาสติกกันวัชพืชในโรงเรือน ซึ่งควรใช้พลาสติกดำสลับสีเงิน เพราะด้านสีเงินจะสะท้อนแสงไม่ให้โรงเรือนร้อนเกินไป
เทคนิคดูแลแตงกวาญี่ปุ่นให้ติดผลดกและปลอดโรค
เนื่องจากธรรมชาติของแตงกวาญี่ปุ่นเป็นไม้เลื้อย เกษตรกรจึงใช้เชือกห้อยผูกให้ต้นไต่ขึ้นในแนวตั้งเหมือนต้นไม้ เพื่อให้ต้นรับแสงได้มากขึ้นและติดผลดกขึ้น หากปล่อยให้เลื้อยพาดไปตามดิน ผลผลิตจะโดนดินเสียหาย สีจะด่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ตลาดไม่ต้องการและขายไม่ได้ การพันเชือกทำประมาณ 2 วันครั้ง
ในส่วนของหนาม แตงกวาญี่ปุ่นบางสายพันธุ์จะมีหนามทั้งที่ผลและที่ต้นตามลักษณะของสายพันธุ์ ซึ่งหนามที่ผลจะเอาออกตอนขัดและบรรจุลงกล่อง โดยใช้ถุงมือในการทำเพื่อความปลอดภัย
เรื่องการผสมเกสร แตงกวาญี่ปุ่นมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย ดอกตัวเมียจะออกมาพร้อมผล ส่วนดอกตัวผู้เมื่อบานก็จะผสมเกสรได้เองเพียงแค่มีลมพัด
สำหรับการสังเกตโรค อาศัยประสบการณ์เป็นหลัก โดยดูจากใบและโคนต้น
- ปกติใบจะเป็นสีเขียวทั้งใบ หากเริ่มมีรอยด่างอาจเป็นสัญญาณของโรคราน้ำค้าง
- หากโคนต้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แสดงว่าเคยผ่านการเป็นโรคโคนเน่ามาก่อน
การเก็บเกี่ยวและมาตรฐานแตงกวาญี่ปุ่นเกรดเอ
หลังปลูกแตงกวาญี่ปุ่นไปแล้วประมาณ 30 - 33 วัน ต้นจะเริ่มติดดอกและให้ผลผลิตรุ่นแรกจากข้อล่างขึ้นไป และเนื่องจากเป็นพืชที่เลี้ยงลูกเยอะ บางครั้งจึงติดผลแบบข้อเว้นข้อ แตงกวาญี่ปุ่นให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยวางแผนปลูกไล่รุ่นสลับกัน ทั้งรุ่นที่กำลังเก็บเกี่ยวและรุ่นที่เพิ่งเพาะกล้า เพื่อให้มีผลผลิตป้อนตลาดต่อเนื่อง
มาตรฐานการเก็บเกี่ยวแตงกวาญี่ปุ่นเกรดเอ มีเกณฑ์ดังนี้
- ความยาวอยู่ที่ 18 - 28 เซนติเมตร
- ความโค้งงอไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร
- เหลือขั้วไว้ประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อป้องกันผลช้ำเร็ว เสียเร็ว และป้องกันเชื้อโรคลามเข้าลูก
แม้แตงกวาญี่ปุ่นจะยาวได้ถึง 35 เซนติเมตร แต่ถ้ายาวเกินมาตรฐานจะถือว่าตกเกรด เพราะเข้าเครื่องซอยของโรงงานไม่ได้ ส่วนใหญ่จึงตัดก่อนไม่ให้เกินมาตรฐาน
หลังตัดเสร็จจะเข้าสู่ขั้นตอนการแพ็ค โดยผลเกรดเอราคารับซื้อประกันไว้ที่กิโลกรัมละ 25 บาทตลอดทั้งปี หนึ่งกิโลกรัมจะได้ประมาณ 5-6 ลูก และหนึ่งลูกมีน้ำหนักตั้งแต่ 150-250 กรัม ในการคัดจะใส่ถุงมือเพื่อไม่ให้เล็บทำผลเสียหาย
ส่วนผลที่ไม่ได้เกรดเอ เช่น ผลที่โค้งหน่อยหรือมีลาย จะนำไปขายในตลาดทั่วไป ราคาขึ้นอยู่กับตลาด ณ เวลานั้น ส่วนผลฝ่อที่เกิดจากการติดผลดกเกินจนต้นสลัดลูกทิ้งเอง หรือผลที่เสียทรงโค้งเกินไป จะตัดทิ้ง แม้รสชาติจะเหมือนกันแต่ตลาดไม่รับซื้อ
เมนูเด็ดจากแตงกวาญี่ปุ่น
นอกจากกินสดแล้ว แตงกวาญี่ปุ่นยังนำไปทำเมนูได้หลากหลาย ด้วยความหวานกรอบที่เข้ากับหลายรสชาติ ตัวอย่างเมนูจากแตงกวาญี่ปุ่นในพื้นที่ ได้แก่
- ตำแตงกวาญี่ปุ่นใส่น้ำผักกระท้อน ซอยแตงกวาเป็นชิ้นเล็ก ตำรวมกับข้าวหมี่ ข้าวเครื่อง มะเขือเทศให้เนื้อนุ่ม ใส่ใบขิงเพิ่มความหอม แล้วปรุงด้วยน้ำผักกระท้อนซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่หมักไว้กินแทนปลาร้า ได้รสเค็มนัวกลมกล่อม เผ็ดซ่า
- ราเมงเย็นจากแตงกวาญี่ปุ่น ใช้แตงกวาสายพันธุ์เจพีวันขูดเป็นเส้นบางแทนเส้นราเมง เสิร์ฟแบบเย็นในน้ำซุปรสเบา ให้ความสดชื่น
- ยำแตงกวาญี่ปุ่น สูตรที่มีเคล็ดลับใส่น้ำกระเทียมดองให้เข้ากันพอดี ได้น้ำยำรสจัดจ้านครบรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ตัดกับความหวานกรอบของแตงกวา
เส้นทางกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นบ้านหมักแข้ง
เบื้องหลังแตงกวาญี่ปุ่นคุณภาพเหล่านี้คือเรื่องราวของ "พี่แต๊ก" ที่เคยเป็นเซลล์แมนมานานถึง 10 ปี และเคยสอบราชการอยู่ 5 ปีแต่ไม่ติด ครอบครัวเดิมทำไร่ข้าวโพดเป็นหลักและส่งลูกไปเรียนในเมืองเพื่อหวังให้ไปทำอาชีพอื่น
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อพี่แต๊กเห็นรุ่นพี่ที่กำลังจะเกษียณแล้วไม่มีรายได้ จึงเริ่มคิดทบทวนชีวิตและตัดสินใจลาออกกลับบ้าน ช่วงนั้นที่บ้านเปลี่ยนจากข้าวโพดมาปลูกแก้วมังกรราว 1,400 ต้น ซึ่งรายได้ดีจึงกลับมาช่วยทำ
ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรเข้ามาส่งเสริมให้ปลูกองุ่น (ต้องขุดหลุมขนาด 1x1x1 เมตร จำนวน 20 หลุม) แต่เนื่องจากองุ่นให้ผลผลิตเพียงปีละ 2 รอบ ทำให้ช่วงที่เหลือไม่มีรายได้ เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ทดลองปลูกแตงกวาญี่ปุ่น ซึ่งให้ผลผลิตต่อเนื่องกว่า
จากจุดเริ่มต้นด้วยสมาชิกเพียง 3 คน ปัจจุบันกลุ่มผู้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นมีสมาชิกทั้งหมด 22 คน โดยมีพี่แต๊กเป็นประธานกลุ่ม การวางแผนปลูกไล่รุ่นช่วยให้สมาชิกในกลุ่มมีรายได้ตลอดทั้งปี และผู้ที่สนใจก็เข้ามาเรียนรู้การปลูกแตงกวาญี่ปุ่นด้วยตนเอง
Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแตงกวาญี่ปุ่น
Q:แตงกวาญี่ปุ่นปลูกลงดินได้ไหม?
A: ปลูกลงดินได้ แต่มีความเสี่ยงที่เมื่อเกิดเชื้อโรคจะลามในดินและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง การปลูกในถุงวัสดุปลูกจึงช่วยจำกัดความเสียหายได้ดีกว่า
Q: แตงกวาญี่ปุ่นใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเก็บเกี่ยว?
A: หลังเพาะกล้า 7 วันแล้วนำไปปลูก จากนั้นประมาณ 30-33 วันจะเริ่มให้ผลผลิตรุ่นแรก และให้ผลได้ตลอดทั้งปีเมื่อปลูกไล่รุ่น
Q: แตงกวาญี่ปุ่นเกรดเอมีเกณฑ์อย่างไร?
A: ความยาว 18 - 28 เซนติเมตร ความโค้งงอไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร และเหลือขั้วไว้ประมาณ 1 เซนติเมตร
Q: ทำไมแตงกวาญี่ปุ่นบางลูกถึงมีหนาม?
A: เป็นลักษณะตามธรรมชาติของสายพันธุ์ ซึ่งจะเอาหนามออกในขั้นตอนการขัดและบรรจุลงกล่องก่อนส่งขาย
ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส
แท็กที่เกี่ยวข้อง
หลายคนอาจคิดว่า "แตงกวาก็เหมือนกันหมด" แต่แตงกวาญี่ปุ่นไม่ใช่แตงกวาธรรมดา เพราะมีจุดเด่นเรื่องรสชาติที่หวานและกรอบเป็นเอกลักษณ์ บทความนี้จะพาไปรู้จักแตงกวาญี่ปุ่นแบบครบวงจร ตั้งแต่สายพันธุ์, โรงเรือน, วิธีปลูก และการดูแล ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวให้ได้มาตรฐานเกรดเอ ผ่านประสบการณ์จริงของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นที่บ้านหมักแข้ง ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
แตงกวาญี่ปุ่นคืออะไร แตกต่างจากแตงกวาธรรมดาอย่างไร
แตงกวาญี่ปุ่นคือแตงกวาที่มีรสชาติเฉพาะตัวแตกต่างจากแตงกวาทั่วไปอย่างชัดเจน โดยปกติแตงกวาที่เราคุ้นเคยมักมีรสจืด แต่แตงกวาญี่ปุ่นจะให้สัมผัสที่ "กรอบ" และรสชาติที่ "หวาน" ในตัวเดียวกัน จุดเด่นเรื่องความหวานกรอบนี้เองที่ทำให้แตงกวาญี่ปุ่นกลายเป็นที่ต้องการของตลาด และเมื่อได้ลองกินแล้วหลายคนก็ติดใจจนกินอย่างอื่นแทบไม่ได้
แม้ชื่อจะขึ้นต้นด้วย "ญี่ปุ่น" แต่แตงกวาญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องปลูกในประเทศญี่ปุ่นเสมอไป สามารถปลูกในประเทศไทยได้ ขอเพียงมีสภาพแวดล้อมและการจัดการที่เหมาะสม
สายพันธุ์แตงกวาญี่ปุ่นที่นิยมปลูก
ปัจจุบันการปลูกแตงกวาญี่ปุ่นในพื้นที่นิยมปลูกอยู่ 3 สายพันธุ์หลัก ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นและข้อจำกัดต่างกัน
- JP1 ย่อมาจาก "เจแปน สายพันธุ์หนึ่ง" เป็นสายพันธุ์ที่รูปทรงสวยที่สุดและติดดกที่สุด ผลมีทรงมน น้ำหนักดี ยาว ผิวสีเขียวเข้มออกมันวาว
- JP2 หรือ "เจแปน สายพันธุ์สอง" ค่อนข้างมีแขนงเยอะ ต้องขยันตัดแต่งแขนงออก แต่มีข้อดีคือแข็งแรงกว่าเจพีวัน ผลมีรูปทรงสั้นกว่าและโค้งกว่าเล็กน้อย
- โกโบริ เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนามาทีหลัง จุดเด่นคือแข็งแรงที่สุดในบรรดาแตงกวาญี่ปุ่นที่ปลูกอยู่ และทนต่อโรคราน้ำค้างซึ่งมักเกิดในหน้าฝน แต่ข้อเสียคือไม่ติดดกและผลมีรูปทรงสั้นออกด้านข้าง
ในบางฤดู เกษตรกรจะสลับสายพันธุ์ปลูก เช่น ช่วงที่ฝนตกชุกก็จะหันมาปลูกโคโบริมากขึ้น เพราะทนราน้ำค้างได้ดีกว่า
สภาพอากาศและพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกแตงกวาญี่ปุ่น
แตงกวาญี่ปุ่นเป็นพืชที่ชอบอากาศเย็น อย่างในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีอากาศค่อนข้างเย็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลูกได้แค่ที่ญี่ปุ่นเท่านั้น
พื้นที่ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นที่บ้านหมากแข้ง ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะสภาพอากาศของจังหวัดเลยในหน้าร้อนก็ไม่ได้ร้อนจัดจนเกินไป มีความเย็นเป็นบางช่วง จึงเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแตงกวาญี่ปุ่น ทำให้สามารถปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี
โรงเรือนไม้ไผ่ต้นทุนต่ำสำหรับปลูกแตงกวาญี่ปุ่น
หัวใจสำคัญของการปลูกแตงกวาญี่ปุ่นคือโรงเรือน แต่โรงเรือนสำหรับปลูกแตงกวาญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องใช้โครงสร้างเหล็กราคาแพงเสมอไป กรณีตัวอย่างนี้เลือกใช้โรงเรือนไม้ไผ่ขนาดยักษ์ ที่มีขนาดถึง 23 x 24 เมตร
เหตุผลที่สร้างขนาดใหญ่ก็เพื่อให้คุ้มทุนในการทำ ส่วนไม้ไผ่ที่ใช้เป็นไม้ไผ่ที่หาได้ในพื้นที่ ช่วยลดต้นทุนจากโครงสร้างเหล็กลงได้มาก ข้อดีของไม้ไผ่คือ
- มีความทนทานและยืดหยุ่น ไม่ต้านลม
- เป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น
- ใช้ยางรถมอเตอร์ไซค์เก่ามัดรัดเสาไม้ไผ่ให้แข็งแรงคงทน โดยต้องรัดให้แน่น หากรัดไม่แน่นโครงสร้างก็จะไม่อยู่
ในส่วนของหลังคาโรงเรือนแตงกวาญี่ปุ่นเลือกใช้พลาสติกใส เพราะช่วยกันฝนและกันน้ำค้างได้ แต่ยังยอมให้แสงส่องผ่านเข้ามาถึงต้นได้ตามปกติ
วิธีปลูกแตงกวาญี่ปุ่นแบบไม่ใช้ดินด้วยระบบซับสเตรต
การปลูกแตงกวาญี่ปุ่นในโรงเรือนนี้ใช้ระบบที่เรียกว่า ซับสเตรต (Substrate) คือการปลูกในโรงเรือนระบบปิดโดยไม่ใช้ดิน แต่ใช้กาบมะพร้าวสับเป็นวัสดุปลูกแทน
เหตุผลที่เลือกปลูกแตงกวาญี่ปุ่นแบบไม่ใช้ดิน เพราะเมื่อเกิดเชื้อโรค เชื้อจะลามไปในดินและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง แต่ถ้าปลูกในถุงวัสดุปลูก เมื่อถุงใดมีปัญหาก็จัดการเฉพาะถุงนั้น เชื้อจะไม่ลามไปถุงอื่น ซึ่งในโรงเรือนหนึ่งมีถุงปลูกเป็นพันถุง การควบคุมโรคจึงสำคัญมาก
การให้น้ำและปุ๋ยของแตงกวาญี่ปุ่นทำผ่านระบบน้ำหยด โดยให้น้ำพร้อมปุ๋ยละลายน้ำวันละ 2 รอบ เช้าและบ่าย เช่นเดียวกับการปลูกมะเขือเทศ ส่วนแหล่งน้ำนำมาจากร่องน้ำธรรมชาติบนภูเขา แล้วต่อท่อพีวีซีลงมาใช้ในพื้นที่ทำกิน
ก่อนนำกาบมะพร้าวมาใช้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่น ต้องผ่านบ่อแช่ล้างกาบมะพร้าวก่อน เพื่อล้างสารที่เป็นพิษต่อพืชออกให้หมด โดยแช่และเปิดน้ำเข้า - ปล่อยน้ำทิ้งสลับกันไปประมาณ 1 เดือน และยิ่งย่ำกาบมะพร้าวก็จะยิ่งนิ่มพร้อมใช้งาน จากนั้นจึงกรอกใส่ถุงเพื่อเตรียมลงต้นกล้า
วัสดุปลูกชุดหนึ่งใช้เก็บเกี่ยวได้ประมาณ 4 รอบ หรือราว 1 ปี จึงจะเปลี่ยนถุงและเปลี่ยนวัสดุปลูกใหม่
การเพาะกล้าแตงกวาญี่ปุ่นให้พร้อมลงปลูก
ขั้นตอนการเพาะกล้าแตงกวาญี่ปุ่นมีเทคนิคที่ช่วยให้เมล็ดงอกดีและแข็งแรง ดังนี้
- นำเมล็ดที่สั่งมาไปแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 6 - 8 ชั่วโมง เพื่อฆ่าเชื้อและกระตุ้นการงอก
- นำไปบ่มต่ออีกประมาณ 12 ชั่วโมง เมล็ดจะเริ่มออกราก
- เตรียมดินเพาะกล้าที่ซื้อสำเร็จจากท้องตลาดใส่ถาด โดยหนึ่งถุงจะปลูก 2 ต้น เพราะทดลองแล้วว่าได้ผลผลิตมากขึ้นและต้นไม่แย่งอาหารกัน เนื่องจากวางสายน้ำหยดไว้ตรงกลางระหว่างสองต้น
ต้นกล้าแตงกวาญี่ปุ่นที่เพาะมาแล้วประมาณ 7 วัน จะเริ่มมีใบ 2 ใบและเริ่มแตกยอด ถือว่าพร้อมนำลงปลูก โดยเจาะถุงวัสดุปลูกวัดระยะประมาณหนึ่งฝ่ามือ เจาะ 2 รู แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
ก่อนปลูกยังต้องปูพลาสติกกันวัชพืชในโรงเรือน ซึ่งควรใช้พลาสติกดำสลับสีเงิน เพราะด้านสีเงินจะสะท้อนแสงไม่ให้โรงเรือนร้อนเกินไป
เทคนิคดูแลแตงกวาญี่ปุ่นให้ติดผลดกและปลอดโรค
เนื่องจากธรรมชาติของแตงกวาญี่ปุ่นเป็นไม้เลื้อย เกษตรกรจึงใช้เชือกห้อยผูกให้ต้นไต่ขึ้นในแนวตั้งเหมือนต้นไม้ เพื่อให้ต้นรับแสงได้มากขึ้นและติดผลดกขึ้น หากปล่อยให้เลื้อยพาดไปตามดิน ผลผลิตจะโดนดินเสียหาย สีจะด่างไม่สม่ำเสมอ ทำให้ตลาดไม่ต้องการและขายไม่ได้ การพันเชือกทำประมาณ 2 วันครั้ง
ในส่วนของหนาม แตงกวาญี่ปุ่นบางสายพันธุ์จะมีหนามทั้งที่ผลและที่ต้นตามลักษณะของสายพันธุ์ ซึ่งหนามที่ผลจะเอาออกตอนขัดและบรรจุลงกล่อง โดยใช้ถุงมือในการทำเพื่อความปลอดภัย
เรื่องการผสมเกสร แตงกวาญี่ปุ่นมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย ดอกตัวเมียจะออกมาพร้อมผล ส่วนดอกตัวผู้เมื่อบานก็จะผสมเกสรได้เองเพียงแค่มีลมพัด
สำหรับการสังเกตโรค อาศัยประสบการณ์เป็นหลัก โดยดูจากใบและโคนต้น
- ปกติใบจะเป็นสีเขียวทั้งใบ หากเริ่มมีรอยด่างอาจเป็นสัญญาณของโรคราน้ำค้าง
- หากโคนต้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แสดงว่าเคยผ่านการเป็นโรคโคนเน่ามาก่อน
การเก็บเกี่ยวและมาตรฐานแตงกวาญี่ปุ่นเกรดเอ
หลังปลูกแตงกวาญี่ปุ่นไปแล้วประมาณ 30 - 33 วัน ต้นจะเริ่มติดดอกและให้ผลผลิตรุ่นแรกจากข้อล่างขึ้นไป และเนื่องจากเป็นพืชที่เลี้ยงลูกเยอะ บางครั้งจึงติดผลแบบข้อเว้นข้อ แตงกวาญี่ปุ่นให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยวางแผนปลูกไล่รุ่นสลับกัน ทั้งรุ่นที่กำลังเก็บเกี่ยวและรุ่นที่เพิ่งเพาะกล้า เพื่อให้มีผลผลิตป้อนตลาดต่อเนื่อง
มาตรฐานการเก็บเกี่ยวแตงกวาญี่ปุ่นเกรดเอ มีเกณฑ์ดังนี้
- ความยาวอยู่ที่ 18 - 28 เซนติเมตร
- ความโค้งงอไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร
- เหลือขั้วไว้ประมาณ 1 เซนติเมตร เพื่อป้องกันผลช้ำเร็ว เสียเร็ว และป้องกันเชื้อโรคลามเข้าลูก
แม้แตงกวาญี่ปุ่นจะยาวได้ถึง 35 เซนติเมตร แต่ถ้ายาวเกินมาตรฐานจะถือว่าตกเกรด เพราะเข้าเครื่องซอยของโรงงานไม่ได้ ส่วนใหญ่จึงตัดก่อนไม่ให้เกินมาตรฐาน
หลังตัดเสร็จจะเข้าสู่ขั้นตอนการแพ็ค โดยผลเกรดเอราคารับซื้อประกันไว้ที่กิโลกรัมละ 25 บาทตลอดทั้งปี หนึ่งกิโลกรัมจะได้ประมาณ 5-6 ลูก และหนึ่งลูกมีน้ำหนักตั้งแต่ 150-250 กรัม ในการคัดจะใส่ถุงมือเพื่อไม่ให้เล็บทำผลเสียหาย
ส่วนผลที่ไม่ได้เกรดเอ เช่น ผลที่โค้งหน่อยหรือมีลาย จะนำไปขายในตลาดทั่วไป ราคาขึ้นอยู่กับตลาด ณ เวลานั้น ส่วนผลฝ่อที่เกิดจากการติดผลดกเกินจนต้นสลัดลูกทิ้งเอง หรือผลที่เสียทรงโค้งเกินไป จะตัดทิ้ง แม้รสชาติจะเหมือนกันแต่ตลาดไม่รับซื้อ
เมนูเด็ดจากแตงกวาญี่ปุ่น
นอกจากกินสดแล้ว แตงกวาญี่ปุ่นยังนำไปทำเมนูได้หลากหลาย ด้วยความหวานกรอบที่เข้ากับหลายรสชาติ ตัวอย่างเมนูจากแตงกวาญี่ปุ่นในพื้นที่ ได้แก่
- ตำแตงกวาญี่ปุ่นใส่น้ำผักกระท้อน ซอยแตงกวาเป็นชิ้นเล็ก ตำรวมกับข้าวหมี่ ข้าวเครื่อง มะเขือเทศให้เนื้อนุ่ม ใส่ใบขิงเพิ่มความหอม แล้วปรุงด้วยน้ำผักกระท้อนซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่หมักไว้กินแทนปลาร้า ได้รสเค็มนัวกลมกล่อม เผ็ดซ่า
- ราเมงเย็นจากแตงกวาญี่ปุ่น ใช้แตงกวาสายพันธุ์เจพีวันขูดเป็นเส้นบางแทนเส้นราเมง เสิร์ฟแบบเย็นในน้ำซุปรสเบา ให้ความสดชื่น
- ยำแตงกวาญี่ปุ่น สูตรที่มีเคล็ดลับใส่น้ำกระเทียมดองให้เข้ากันพอดี ได้น้ำยำรสจัดจ้านครบรสเปรี้ยว เค็ม เผ็ด ตัดกับความหวานกรอบของแตงกวา
เส้นทางกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นบ้านหมักแข้ง
เบื้องหลังแตงกวาญี่ปุ่นคุณภาพเหล่านี้คือเรื่องราวของ "พี่แต๊ก" ที่เคยเป็นเซลล์แมนมานานถึง 10 ปี และเคยสอบราชการอยู่ 5 ปีแต่ไม่ติด ครอบครัวเดิมทำไร่ข้าวโพดเป็นหลักและส่งลูกไปเรียนในเมืองเพื่อหวังให้ไปทำอาชีพอื่น
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อพี่แต๊กเห็นรุ่นพี่ที่กำลังจะเกษียณแล้วไม่มีรายได้ จึงเริ่มคิดทบทวนชีวิตและตัดสินใจลาออกกลับบ้าน ช่วงนั้นที่บ้านเปลี่ยนจากข้าวโพดมาปลูกแก้วมังกรราว 1,400 ต้น ซึ่งรายได้ดีจึงกลับมาช่วยทำ
ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรเข้ามาส่งเสริมให้ปลูกองุ่น (ต้องขุดหลุมขนาด 1x1x1 เมตร จำนวน 20 หลุม) แต่เนื่องจากองุ่นให้ผลผลิตเพียงปีละ 2 รอบ ทำให้ช่วงที่เหลือไม่มีรายได้ เจ้าหน้าที่จึงแนะนำให้ทดลองปลูกแตงกวาญี่ปุ่น ซึ่งให้ผลผลิตต่อเนื่องกว่า
จากจุดเริ่มต้นด้วยสมาชิกเพียง 3 คน ปัจจุบันกลุ่มผู้ปลูกแตงกวาญี่ปุ่นมีสมาชิกทั้งหมด 22 คน โดยมีพี่แต๊กเป็นประธานกลุ่ม การวางแผนปลูกไล่รุ่นช่วยให้สมาชิกในกลุ่มมีรายได้ตลอดทั้งปี และผู้ที่สนใจก็เข้ามาเรียนรู้การปลูกแตงกวาญี่ปุ่นด้วยตนเอง
Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแตงกวาญี่ปุ่น
Q:แตงกวาญี่ปุ่นปลูกลงดินได้ไหม?
A: ปลูกลงดินได้ แต่มีความเสี่ยงที่เมื่อเกิดเชื้อโรคจะลามในดินและสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง การปลูกในถุงวัสดุปลูกจึงช่วยจำกัดความเสียหายได้ดีกว่า
Q: แตงกวาญี่ปุ่นใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเก็บเกี่ยว?
A: หลังเพาะกล้า 7 วันแล้วนำไปปลูก จากนั้นประมาณ 30-33 วันจะเริ่มให้ผลผลิตรุ่นแรก และให้ผลได้ตลอดทั้งปีเมื่อปลูกไล่รุ่น
Q: แตงกวาญี่ปุ่นเกรดเอมีเกณฑ์อย่างไร?
A: ความยาว 18 - 28 เซนติเมตร ความโค้งงอไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร และเหลือขั้วไว้ประมาณ 1 เซนติเมตร
Q: ทำไมแตงกวาญี่ปุ่นบางลูกถึงมีหนาม?
A: เป็นลักษณะตามธรรมชาติของสายพันธุ์ ซึ่งจะเอาหนามออกในขั้นตอนการขัดและบรรจุลงกล่องก่อนส่งขาย
ติดตามสาระทางเกษตรเหล่านี้ได้ในรายการมหาอำนาจบ้านนา วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 - 11.00 น. ทางไทยพีบีเอส




























































