ชาวบ้านถ่ายคลิปหนุ่มเสพยา อ้างตากแดดอาบแสงจันทร์ - ขับพิษยา
ตำรวจ สภ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร เข้าควบคุมตัวชายวัย 25 ปี หลังเสพ ยาเสพติด แล้วเกิดอาการหลอน เดินรำและนอนขวางถนนในหมู่บ้าน พร้อมอ้างความเชื่อประหลาดว่าการตากแดดอาบแสงจันทร์จะช่วยขับสารเสพติดออกจากร่างกาย
Key Takeaway: สรุปประเด็นข่าวหนุ่มหลอนยาที่มุกดาหาร
- วันเกิดเหตุ: 1 พฤษภาคม 2569 ณ บ้านสุขสำราญ ต.บางทรายน้อย อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร
- พฤติกรรม: ชายหนุ่มวัย 25 ปี มีอาการร่ายรำ พูดคนเดียว ปีนต้นไม้ และนอนกลางถนน
- สาเหตุ: ยอมรับเสพยาบ้า 2 เม็ด และเชื่อว่าแสงแดดกับแสงจันทร์ช่วยล้างพิษยาได้
- การดำเนินการ: ตำรวจ สภ.หว้านใหญ่ คุมตัวแจ้งข้อหาเสพยาเสพติดและส่งบำบัดรักษา
รวบหนุ่มมุกดาหารหลอนยา อ้างตากแดดอาบแสงจันทร์ขับพิษยาบ้า
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร ได้รับแจ้งเหตุและเข้าตรวจสอบคลิปวิดีโอที่ชาวบ้านบันทึกไว้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเผยให้เห็นภาพชายวัยประมาณ 25 ปี ทราบชื่อภายหลังคือ นายพรรวษา แสนใบ ชาว ต.บางทรายน้อย มีอาการคล้ายร่ายรำและเดินไปตามถนนในหมู่บ้านสุขสำราญ สร้างความตื่นตระหนกและหวาดผวาให้แก่ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เป็นอย่างมาก
จากการสอบสวน นายพรรวษาให้การรับสารภาพว่า ตนได้เสพยาบ้าจำนวน 2 เม็ด ก่อนวันเกิดเหตุ และที่ออกไปนอนตากแดดกลางถนนนั้น เพราะมีความเชื่อว่าแสงแดดจะช่วยขับสารเสพติดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังอ้างว่าในช่วงกลางคืนได้ออกไป "อาบแสงจันทร์" เพื่อจุดประสงค์เดียวกัน ก่อนจะกลับเข้าบ้านในช่วงเช้าและถูกเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวในที่สุด
ชาวบ้านผวาพฤติกรรมชายเสพยา นอนกลางถนน-พูดคนเดียว
ชาวบ้านในพื้นที่บ้านสุขสำราญเปิดเผยว่า รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ เนื่องจากที่ผ่านมานายพรรวษาเคยเป็นคนปกติทั่วไป แต่หลังจากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด พฤติกรรมก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทั้งการชอบพูดคนเดียว ปีนต้นไม้ และที่ร้ายแรงที่สุด คือ การออกมานอนกลางถนน ซึ่งสร้างความหวาดเกรงว่าอาจเกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนในชุมชน
ตำรวจ สภ.หว้านใหญ่ เข้าคุมตัวส่งบำบัดหลังคลิปว่อนโซเชียล
ภายหลังการเข้าตรวจสอบและควบคุมตัวที่บ้านพัก เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายพรรวษาไปยัง สภ.หว้านใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอน เบื้องต้นได้แจ้งข้อหาเสพยาเสพติด และเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งตัวเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชนอีกครั้ง




























































