ข่าวปลอม ! ญี่ปุ่นห้ามนักท่องเที่ยวอิสราเอลเข้าประเทศ

Thai PBS Verify พบแหล่งข่าวปลอมจาก: Thread
โพสต์อ้างในโซเชียลว่ารัฐบาลญี่ปุ่นประกาศแบนนักท่องเที่ยวจากอิสราเอล โดยคำสั่งของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ
ตรวจสอบพบโพสต์อ้างในโซเชียลว่ารัฐบาลญี่ปุ่นประกาศแบนนักท่องเที่ยวจากอิสราเอล โดยคำสั่งของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ
ระบุว่า
The Japanese government has officially implemented a ban on all Israeli tourists, a drastic move by Prime Minister Sanae Takaichi to distance Tokyo from the regional war. This decision followed a series of domestic incidents where Japanese hotels reportedly refused to accommodate Israeli guests in protest of the ongoing strikes.
แปล
รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศห้ามนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลทั้งหมดอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ เพื่อให้กรุงโตเกียววางตัวห่างจากสงครามในภูมิภาค การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากเหตุการณ์ภายในประเทศหลายกรณี ที่มีรายงานว่าโรงแรมในญี่ปุ่นปฏิเสธการให้บริการแก่แขกชาวอิสราเอล เพื่อประท้วงต่อปฏิบัติการโจมตีที่ยังคงดำเนินอยู่
ทั้งนี้โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 17 มี.ค.69 มีจำนวนเข้าชมกว่า 58,600 ครั้ง และถูกใจกว่า 6 พันครั้ง
ญี่ปุ่นประกาศห้ามนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้าประเทศจริงหรือไม่ ?
จากการตรวจสอบโดยใช้คำค้นทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับประเด็น “การประกาศห้ามนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้าประเทศญี่ปุ่น” ไม่พบรายงานจากสื่อมวลชนทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศแต่อย่างใด
นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการของญี่ปุ่น โดยอ้างอิงจากวันที่โพสต์เผยแพร่ (17 มี.ค. 69) และไล่ตรวจสอบข่าวย้อนหลังตั้งแต่ช่วงเดือนมี.ค. 69 จนถึงปัจจุบัน พบว่า ไม่มีรายงานหรือประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โดยแหล่งที่ตรวจสอบประกอบด้วย
- NHK
- The Japan Times
- เว็บไซต์รัฐบาลญี่ปุ่น และ สำนักนายกรัฐมนตรี
- เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น
- เว็บไซต์กระทรวงยุติธรรม และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ของญี่ปุ่น
- สถานทูตอิสราเอลในโตเกียว
ผลการตรวจสอบไม่พบประกาศหรือข่าวในลักษณะดังกล่าว รวมถึงไม่พบการรายงานจากสื่อไทยและสื่อต่างประเทศที่น่าเชื่อถือ
นอกจากนี้เมื่ออ้างอิงมาตรา 5 จาก พระราชบัญญัติควบคุมการเข้าเมืองและการรับรองผู้ลี้ภัย ของญี่ปุ่น พบว่าการปฏิเสธการเข้าเมืองญี่ปุ่นสำหรับชาวต่างชาติ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
- ผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรง เช่น โรคติดเชื้อประเภท 1 หรือ 2 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หรือโรคติดเชื้อที่กำหนดโดยกฎหมาย
- ผู้มีปัญหาทางจิตรุนแรง ที่ไม่สามารถเข้าใจความถูกผิดและไม่มีผู้ช่วยตามกฎหมาย
- ผู้ยากจน ไม่มีที่พักอาศัย มีแนวโน้มเป็นภาระต่อรัฐบาลหรือองค์กรท้องถิ่น
- ผู้ที่ถูกศาลตัดสินว่ากระทำผิดกฎหมายในญี่ปุ่นหรือประเทศอื่น ๆ และถูกสั่งจำคุกเป็นเวลา 1 ปีหรือมากกว่า โดยใช้แรงงานหรือไม่ใช้แรงงาน ยกเว้นผู้ที่ถูกศาลตัดสินคดีทางการเมือง
- ผู้มีอาวุธผิดกฎหมาย ครอบครองยาเสพติด อาวุธ หรือวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ผู้มีพฤติกรรมทางการเมืองหรือความมั่นคง พยายามล้มล้างรัฐบาลหรือรัฐธรรมนูญ มีส่วนร่วมกับองค์กรที่สนับสนุนความรุนแรง หรือทำเอกสาร/สื่อเพื่อสนับสนุนกิจกรรมเหล่านั้น
- ข้อจำกัดอื่น ๆ หากเคยถูกปฏิเสธการเข้าเมืองหรือถูกเนรเทศแล้ว ยังอยู่ในช่วงระยะเวลาห้ามเข้าประเทศตามกฎหมาย
- ดุลพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีสามารถปฏิเสธการเข้าเมืองถ้ามีเหตุผลสมควรว่า บุคคลนั้นอาจเป็นอันตรายต่อความมั่นคงหรือผลประโยชน์ของญี่ปุ่น
หมายเหตุ: แม้ผู้เข้าประเทศไม่เข้าข่ายข้อกำหนดข้างต้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสามารถปฏิเสธการเข้าเมือง หากประเทศต้นทางของบุคคลนั้นไม่อนุญาตให้คนญี่ปุ่นเข้าเมืองด้วยเหตุผลอื่น
แฟ้มภาพจาก AFP วันที่ 11 มี.ค. 69 นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นสามารถออกคำสั่งห้ามนักท่องเที่ยวเจาะจงสัญชาติได้จริงหรือไม่ ?
หากอ้างอิงข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการเข้าเมืองจากเว็บไซต์เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น พบว่าญี่ปุ่นมีข้อตกลงยกเว้นวีซ่าร่วมกันกับ 74 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศอิสราเอล พบว่า
ยังคงมาตรการยกเว้นวีซ่า: ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังอนุญาตให้นักท่องเที่ยวที่ถือหนังสือเดินทางอิสราเอลสามารถเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า สำหรับการพำนักระยะสั้นไม่เกิน 90 วัน เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจากอีกกว่า 60 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ไม่มีมาตรการแบนในระดับรัฐ: รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้มีการประกาศมาตรการห้ามชาวอิสราเอลเข้าประเทศอย่างเป็นทางการ แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ก็ตาม
ญี่ปุ่นมีข้อตกลงยกเว้นวีซ่าร่วมกันกับ 74 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศอิสราเอล
โรงแรมที่ญี่ปุ่นห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าพักโรงแรมได้จริงหรือไม่
จากเหตุการณ์ในอดีตที่เกี่ยวข้องกับกระแสการแบนนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล อันมีที่มาจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ พบว่ามีเพียงกรณีเฉพาะ ไม่ใช่นโยบายของรัฐ
กรณีจังหวัดนางาโนะ (Nagano) เมื่อเดือนธ.ค.68 ที่พักแห่งหนึ่งในหมู่บ้านฮาคุบะ (Hakuba) ซึ่งเป็นแหล่งสกีชื่อดัง ปฏิเสธการจองห้องพักจากบริษัทตัวแทนท่องเที่ยวของอิสราเอล โดยทางผู้จัดการที่พักส่งอีเมลระบุว่า “ไม่รับการจองจากพลเมืองอิสราเอล” โดยให้เหตุผลว่าไม่เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา และรู้สึกไม่เหมาะสมที่จะให้มีการท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งยังดำเนินอยู่ ทำให้สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลได้ยื่นหนังสือประท้วงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนางาโนะ ต่อมาหน่วยงานท้องถิ่นได้เข้าตรวจสอบ และมีการตักเตือนที่พักดังกล่าว เนื่องจากเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติ ซึ่งขัดต่อกฎหมายธุรกิจโรงแรมของญี่ปุ่น (Hotel Business Law)
หากอ้างอิงกฎหมายธุรกิจโรงแรมของญี่ปุ่น (Japan’s Hotel Business Law) มาตราที่ 5 ระบุ ผู้ประกอบการที่พัก ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธแขก ยกเว้นในกรณีที่
- แขกมีอาการป่วยรุนแรงที่เป็นโรคติดต่อ
- แขกมีพฤติกรรมผิดกฎหมายหรือรบกวนแขกคนอื่น
- ห้องพักเต็มตามโควตาที่กำหนด
ดังนั้น ข้อกล่าวอ้างที่ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นห้ามนักท่องเที่ยวอิสราเอลเข้าประเทศจึงเป็นข้อมูลเท็จ เนื่องจากญี่ปุ่นมีกฎหมายคุ้มครองนักท่องเที่ยวและนโยบายการเข้าเมืองพร้อมข้อจำกัดการเข้าประเทศที่ชัดเจน
เรื่องจริงเป็นอย่างไร
จากการตรวจสอบของ Thai PBS Verify ไม่พบหลักฐานจากสื่อหลักหรือหน่วยงานทางการของญี่ปุ่น ระบุว่ามีการประกาศห้ามชาวอิสราเอลเข้าประเทศแต่อย่างใด โดยนโยบายจริงของญี่ปุ่นยังคงให้ผู้ถือพาสปอร์ตอิสราเอลเดินทางเข้าได้ภายใต้มาตรการยกเว้นวีซ่าระยะสั้นไม่เกิน 90 วัน ขณะที่กรณีโรงแรมบางแห่งปฏิเสธลูกค้าเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะของภาคเอกชนและถูกตักเตือนว่าเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่นโยบายของรัฐ ดังนั้นข้อมูลที่อ้างว่าญี่ปุ่น “แบน” นักท่องเที่ยวอิสราเอลจึงเป็นข้อมูลเท็จ
อ้างอิง:
1.Nagano lodging facility rebuked for denying Israeli firm’s reservation
2.Kyoto Lodging Exposed for Discriminating Against Israeli Guest
กระบวนการตรวจสอบ
1.ตรวจสอบโดยใช้คำค้นทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น: เกี่ยวกับประเด็น “การประกาศห้ามนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้าประเทศญี่ปุ่น” ไม่พบรายงานจากสื่อมวลชนทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศแต่อย่างใด
นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการของญี่ปุ่น โดยอ้างอิงจากวันที่โพสต์เผยแพร่ (17 มี.ค. 69) และไล่ตรวจสอบข่าวย้อนหลังตั้งแต่ช่วงเดือนมี.ค. 69 จนถึงปัจจุบัน พบว่า ไม่มีรายงานหรือประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2.อ้างอิงข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการเข้าเมืองจากเว็บไซต์เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น: พบว่าญี่ปุ่นมีข้อตกลงยกเว้นวีซ่าร่วมกันกับ 74 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประเทศอิสราเอล พบว่า ปัจจุบัน ญี่ปุ่นยังอนุญาตให้นักท่องเที่ยวที่ถือหนังสือเดินทางอิสราเอลสามารถเดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า สำหรับการพำนักระยะสั้นไม่เกิน 90 วัน เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวจากอีกกว่า 60 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย
3.อ้างอิงกฎหมายธุรกิจโรงแรมของญี่ปุ่น (Japan’s Hotel Business Law): ระบุ ผู้ประกอบการที่พัก ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธแขก ยกเว้นในกรณีที่ผู้เข้าพักทำผิดกฎหมาย มีอาการป่วยเป็นโรคติดต่อ และห้องพักเต็ม
ผลกระทบจากข้อมูลเท็จนี้
1.สร้างความเข้าใจผิดทางสังคม ผู้คนอาจเข้าใจว่าญี่ปุ่นปิดประเทศต่อชาวอิสราเอล ซึ่งไม่เป็นความจริง ทำให้เกิดความตึงเครียดหรือความวิตกกังวลระหว่างนักท่องเที่ยวและชุมชนญี่ปุ่น-อิสราเอล
2.กระทบภาพลักษณ์ของญี่ปุ่น ข่าวลืออาจทำให้ผู้คนมองว่าญี่ปุ่นเลือกปฏิบัติต่อนักท่องเที่ยวบางสัญชาติ ทั้งที่นโยบายจริงไม่เป็นเช่นนั้น
3.สร้างความสับสนต่อนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยวอาจยกเลิกการเดินทางโดยไม่จำเป็น โรงแรมหรือบริษัททัวร์อาจถูกกดดันหรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับนโยบายเข้าประเทศ
4.แพร่กระจายข้อมูลเท็จอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้คนจำนวนมากเชื่อโดยไม่ตรวจสอบแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
1.ตรวจสอบแหล่งข่าว ดูว่าเป็นสื่อหลักหรือหน่วยงานทางการ เช่น NHK, The Japan Times, เว็บไซต์รัฐบาลญี่ปุ่น, กระทรวงการต่างประเทศ, สำนักนายกรัฐมนตรี หรือสถานทูต
2.ไม่แชร์ทันที หยุดก่อนแชร์ข้อมูล จนกว่าจะมั่นใจว่ามีหลักฐานและแหล่งอ้างอิงชัดเจน
3.ค้นหาข้อมูลยืนยัน ใช้คำค้นทั้งภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับหัวข้อข่าว ตรวจสอบกับแหล่งข่าวทางการหรือสื่อที่น่าเชื่อถือ
4.ใช้วิจารณญาณและตรวจสอบข้อเท็จจริง หากข่าวฟังดูสุดโต่งหรือสร้างความหวาดกลัว ควรตรวจสอบความถูกต้องก่อนเชื่อ









