Profile icon

TikTok ปลอมโผล่อ้างชื่อ “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม” ลวงแอดไลน์ช่วยคืนเงินเหยื่อออนไลน์

ข่าวปลอมDateClock icon18:37|สังคมและสุขภาพViews0
ถูกหลอกโอนเงินทำอย่างไรให้ได้เงินคืนจริง? รู้ทันกลโกงซ้ำเติมเหยื่อจาก TikTok แอบอ้างศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พร้อมเจาะลึกกระบวนการทางกฎหมายและการขอเฉลี่ยทรัพย์คืนจาก ปปง. อย่างถูกต้อง

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาข่าวปลอมจาก : TikTok

โพสต์ TikTok เผยแพร่คลิปชวนให้เหยื่อจากการถูกหลอกทางออนไลน์ ติดต่อเพื่อขอเงินคืน

Thai PBS Verify พบผู้ใช้บัญชี TikTok ที่ใช้ภาพโปรไฟล์ของ ANTI FAKE NEWS ใช้ชื่อบัญชี police1144 รวมถึงใช้ชื่อบัญชี TikTok ว่า police11441 โพสต์คลิปชวนให้เหยื่อจากการถูกหลอกทางออนไลน์ ติดต่อเพื่อขอเงินคืน โดยคลิปดังกล่าว ระบุว่า

หากคุณตกเป็นเหยื่อ มิจฉาชีพ ถูกหลอกโอนเงินทุกรูปแบบ!! “โดนหลอกลวงทางออนไลน์” ทำยังไงให้ได้เงินคืน มาฟังกันได้เลย

โดยคลิปดังกล่าวมีผู้เข้าชมไปกว่า 3,100 ครั้ง พร้อมระบุว่า ติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่โดยตรงที่ line.me/ti/p/Fj9nLzgCPR

คลิปจาก TikTok อ้างศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเหยื่อคดีออนไลน์สามารถติดต่อข้อความเพจเพื่อขอเงินคืน

บัญชีติ๊กตอกของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยจริงหรือไม่ ?

จากการตรวจสอบบัญชีดังกล่าวพบว่า มีผู้ติดตามเพียง 6 คน ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับบัญชี TikTok ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย ที่เว็บไซต์หลักคือ https://www.antifakenewscenter.com/ พบว่าบัญชี TikTok ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย ใช้ชื่อว่า Anti-Fake News Center Thailand ขณะที่ชื่อบัญชีใช้ชื่อว่า antifakenewscenter ปัจจุบันมีผู้ติดตามที่ 5,411 คน

ภาพบันทึกหน้าจอแสดงเพจปลอมอ้างภาพโปรไฟล์จากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (บน) เปรียบเทียบกับ เพจ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย ของจริง (ล่าง)

ลิงก์ที่แนบเป็น “ลิงก์จริง” หรือ “ลิงก์ปลอม” ?

เรานำลิงก์ที่ระบุไว้ในโปรไฟล์ไปตรวจสอบกับเว็บไซต์ https://fake-check.ncsa.or.th ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระบบ “Fake Check” ออนไลน์สำหรับตรวจสอบข้อมูลหลอกลวงและภัยคุกคามทางไซเบอร์ พัฒนาขึ้นโดย สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช. หรือ NCSA)

ทั้งนี้ผลการตรวจสอบลิงก์ดังกล่าวระบุว่า

Link ที่ตรวจสอบ เข้าข่ายปลอมหรือหลอกลวง

ผลการตรวจสอบลิงก์ที่เว็บไซต์ดังกล่าวระบุไว้ พบว่า เข้าข่ายปลอมหรือหลอกลวง

การคืนเงินให้เหยื่อจริง ๆ เป็นอย่างไร ?

พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.ก. (CIB) เปิดเผยว่า  การได้เงินคืนเมื่อตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพทางออนไลน์ในความเป็นจริงนั้น ไม่ได้หมายความว่าเมื่อแจ้งความแล้วจะได้รับเงินคืนในทันที แต่จะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย การสืบสวน และการพิสูจน์สิทธิ์ทรัพย์สินอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งความรวดเร็วในการติดต่อเจ้าหน้าที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเพิ่มโอกาสได้เงินคืน

พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.ก. (CIB)

พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.ก. (CIB)

โดยกระบวนการคืนเงินให้เหยื่อในชีวิตจริง มีขั้นตอนและข้อเท็จจริงดังนี้

1. ขั้นตอนจริงในการสั่งอายัดเพื่อ “กักเงิน” 

  • นาทีทอง 1 ชั่วโมงแรก (สำคัญที่สุด): เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอก ต้องรีบโทรติดต่อสายด่วน AOC 1441 หรือธนาคารต้นทางของคุณทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำการ ระงับ/อายัดบัญชีม้าปลายทางชั่วคราวภายใน 1 ชั่วโมง ก่อนที่มิจฉาชีพจะโอนเงินกระจายออกไปเป็นทอด ๆ
  • แจ้งความเพื่อเอา “หมายอายัดจริง”: หลังจากโทรแจ้งอายัดชั่วคราวแล้ว คุณต้องรีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ หรือแจ้งความออนไลน์ผ่าน ระบบรับแจ้งความออนไลน์ Thaipoliceonline ภายใน 3 วัน เพื่อให้พนักงานสอบสวนออก “หมายเรียกพยานเอกสาร/หมายอายัดบัญชี” ส่งให้ธนาคารปลายทาง (หากพนักงานสอบสวนไม่ออกหมายภายใน 7 วัน ธนาคารจะจำเป็นต้องปลดอายัดตามกฎหมาย)

เว็บไซต์ระบบรับแจ้งความออนไลน์ Thaipoliceonline

2. เงินจะถูกคืนด้วยวิธีไหนได้บ้าง ?

เมื่อเงินถูกล็อกไว้ในบัญชีม้าเรียบร้อยแล้ว กระบวนการคืนเงินในความเป็นจริงจะแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ๆ

  • กรณีที่ 1: การคืนเงินโดยตรงจากธนาคาร (เมื่อเงินยังอยู่ครบ) หากโชคดีอายัดได้ทันควันและเงินยังค้างอยู่ในบัญชีปลายทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะประสานงานร่วมกับธนาคารเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน เมื่อพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าเงินก้อนนั้นมาจากผู้เสียหายจริง และไม่มีบุคคลอื่นมาโต้แย้งสิทธิ์ ธนาคารจะดำเนินการคืนเงินก้อนนั้นกลับเข้าบัญชีของผู้เสียหายตามขั้นตอนกฎหมาย
  • กรณีที่ 2: การเฉลี่ยทรัพย์คืนโดยสำนักงาน ปปง. (เมื่อขยายผลจับกุมได้) หากมิจฉาชีพโอนเงินต่อไปหลายทอดแล้ว แต่ต่อมาตำรวจและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถยึดทรัพย์สิน ยึดเงินสด หรืออายัดทรัพย์สินจากแก๊งมิจฉาชีพมาได้ในภายหลัง ทาง ปปง. จะมีการประกาศ “เปิดรับคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์เพื่อขอคืนเงินให้เหยื่อ” เพื่อให้ผู้เสียหายที่เคยแจ้งความไว้มายื่นหลักฐานและรับเงินเฉลี่ยทรัพย์คืนตามสัดส่วนความเสียหาย

ลิงก์ประกอบและช่องทางติดต่อของจริงมีกี่ช่องทาง ?

เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?

  • เป็นบัญชีมิจฉาชีพปลอมแปลง 100%: บัญชี TikTok ที่ใช้ชื่อ police1144 และ police11441 ที่กำลังเผยแพร่คลิปชวนให้เหยื่อออนไลน์ติดต่อขอเงินคืนนั้น ไม่ใช่บัญชีของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center) แต่อย่างใด แต่เป็นขบวนการมิจฉาชีพซ้ำเติมเหยื่อ (Double Scam) ที่แอบอ้างหน่วยงานรัฐ
  • ลิงก์ติดต่อเป็นลิงก์หลอกลวง: ลิงก์เชื่อมต่อไปยังแอปพลิเคชัน Line (line.me/ti/p/Fj9nLzgCPR) ที่ระบุไว้ในโปรไฟล์เพื่อให้เหยื่อติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่โดยตรงนั้น เป็นลิงก์ปลอมและอันตราย
  • กระบวนการคืนเงินจริงไม่มีการทักคุยส่วนตัว: ในความเป็นจริง การขอเงินคืนเมื่อตกเป็นเหยื่อออนไลน์ ไม่มีการดำเนินการผ่านช่องทาง Line ส่วนตัวหรือแอปพลิเคชัน TikTok และไม่ได้เงินคืนในทันทีหลังแจ้งความ แต่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย การสืบสวน และการพิสูจน์สิทธิ์ทรัพย์สินอย่างเป็นขั้นตอน โดยมีข้อเท็จจริงสำคัญดังนี้
    • กระบวนการอายัดเงิน (กักเงิน): ต้องทำผ่าน สายด่วน AOC 1441 หรือธนาคารต้นทางภายใน “นาทีทอง 1 ชั่วโมงแรก” เพื่อระงับบัญชีม้าชั่วคราว จากนั้นต้องแจ้งความภายใน 3 วันเพื่อออกหมายอายัดจริงส่งให้ธนาคาร
    • การรับเงินคืน: จะเกิดขึ้นได้เพียง 2 กรณีเท่านั้น คือ ธนาคารโอนคืนโดยตรง (กรณีเงินยังค้างในบัญชีม้าและพิสูจน์สิทธิ์แล้ว) หรือ การเฉลี่ยทรัพย์คืนโดยสำนักงาน ปปง. (กรณีตำรวจขยายผลจับกุมและยึดทรัพย์แก๊งมิจฉาชีพมาได้ในภายหลัง) หากอายัดช้าเกิน 24 ชั่วโมง โอกาสได้เงินคืนเต็มจำนวนจะลดลงอย่างมากเนื่องจากเงินมักถูกโยกย้ายไปต่างประเทศหรือแปลงเป็นคริปโทเคอร์เรนซี

Verification Documentกระบวนการตรวจสอบ

ทีมข่าว Thai PBS Verify ได้ทำการสืบค้นและเอกซเรย์ความโปร่งใสของบัญชี TikTok ต้องสงสัย รวมถึงข้อมูลการคืนเงินที่แอบอ้าง โดยมีกระบวนการตรวจสอบ 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

1. การตรวจสอบความโปร่งใสของบัญชีโซเชียลมีเดีย (Account Verification)

จากการตรวจสอบบัญชี TikTok ที่ใช้ภาพโปรไฟล์แอบอ้างเป็น ANTI FAKE NEWS (ใช้ชื่อบัญชี police1144 และ police11441) พบข้อพิรุธและข้อมูลเปรียบเทียบกับช่องทางจริง ดังนี้

  • จำนวนผู้ติดตาม: บัญชีปลอมดังกล่าวมีผู้ติดตามเพียง 6 คนเท่านั้น

  • เปรียบเทียบกับบัญชีจริง: เมื่อนำไปเทียบกับบัญชี TikTok อย่างเป็นทางการของ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (ที่มีเว็บไซต์หลักคือ antifakenewscenter.com) พบว่าของจริงใช้ชื่อแสดงผลว่า Anti-Fake News Center Thailand และใช้ชื่อบัญชีว่า @antifakenewscenter ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดตามจริงสูงถึง 5,411 คน

2. การตรวจสอบความปลอดภัยของลิงก์เชื่อมโยง (Link Security Check)

ทีมงานได้คัดลอกลิงก์แอปพลิเคชันไลน์ (line.me/ti/p/Fj9nLzgCPR) ที่มิจฉาชีพแนบไว้ในหน้าโปรไฟล์เพื่อหลอกให้เหยื่อทักไปสอบถาม ไปทำการตรวจสอบผ่านเครื่องมือดิจิทัล:

  • เครื่องมือที่ใช้: เว็บไซต์ fake-check.ncsa.or.th ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มระบบ “Fake Check” ออนไลน์สำหรับตรวจหาข้อมูลหลอกลวงและภัยคุกคามทางไซเบอร์ ของ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช. หรือ NCSA)

  • ผลการตรวจสอบ: ระบบได้แจ้งเตือนผลลัพธ์อย่างชัดเจนว่า “Link ที่ตรวจสอบ เข้าข่ายปลอมหรือหลอกลวง”

3. การตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกกับเจ้าหน้าที่และข้อกฎหมาย (Expert Fact-Checking)

ทีมงานได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการคืนเงินในชีวิตจริง โดยอ้างอิงข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บช.ก. (CIB) ซึ่งพบว่ากระบวนการที่ถูกต้องไม่มีการติดต่อคืนเงินผ่าน Line หรือระบบออนไลน์ทันที แต่ต้องผ่านขั้นตอนกฎหมายที่เข้มงวด ดังนี้:

  • การสั่งอายัดเพื่อกักเงิน: ผู้เสียหายจะต้องรีบโทรติดต่อ สายด่วน AOC 1441 หรือธนาคารของตนเองภายใน 1 ชั่วโมงแรก (นาทีทอง) จากนั้นต้องดำเนินการแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ Thaipoliceonline ภายใน 3 วัน เพื่อให้พนักงานสอบสวนออกหมายอายัดส่งให้ธนาคารปลายทาง

  • การรับเงินคืนที่ถูกต้อง: เงินจะถูกคืนผ่าน 2 ช่องทางตามกระบวนการเท่านั้น คือ ธนาคารโอนคืนโดยตรง (กรณีอายัดทันและเงินค้างในบัญชีม้า) หรือ การเฉลี่ยทรัพย์คืนโดยสำนักงาน ปปง. (กรณีที่ตำรวจและ ปปง. ขยายผลจับกุมและยึดทรัพย์สินจากแก๊งมิจฉาชีพมาได้ในภายหลัง) ไม่มีการโอนคืนรวดเร็วผ่านเจ้าหน้าที่ส่วนตัวตามที่คลิปปลอมกล่าวอ้าง

ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้

  • เหยื่อโดนหลอกซ้ำจนสูญเสียทรัพย์สินเพิ่ม: ข้อมูลเท็จนี้พุ่งเป้าไปที่ความเดือดร้อนของคนที่เพิ่งถูกหลอกโอนเงิน ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะเครียดและต้องการได้เงินคืนอย่างเร่งด่วน การหลงเชื่อแอดไลน์มิจฉาชีพจะทำให้เหยื่อถูกล่อลวงให้โอนเงินเพิ่ม เช่น อ้างว่าเป็น “ค่าธรรมเนียมการดึงเงินคืน” หรือ “ค่าทนาย/ค่าดำเนินการ” ซ้ำเติมความเดือดร้อนให้หนักกว่าเดิม
  • ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล: การทักไปพูดคุยกับบัญชีปลอม อาจทำให้เหยื่อสูญเสียข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน, หน้าสมุดบัญชีธนาคาร, หรือหลักฐานการโอนเงิน ซึ่งมิจฉาชีพสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปสวมรอยทำธุรกรรมผิดกฎหมายอื่น ๆ ต่อไปได้
  • สร้างความสับสนและลดทอนความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ: การนำโลโก้และชื่อของหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) มาใช้ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและแยกแยะไม่ออกว่าช่องทางใดคือช่องทางช่วยเหลือที่ถูกต้องจากรัฐบาลจริง ๆ

Guidelinesข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?

หากคุณพบเห็นโพสต์หรือคลิปวิดีโอที่อ้างว่าจะช่วยดึงเงินคืนจากมิจฉาชีพได้ทางออนไลน์ ควรปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยดังนี้

  • คาถาสำคัญ “ไม่เชื่อ ไม่แอดไลน์ ไม่โอนเงิน”: หน่วยงานรัฐบาลและธนาคารไม่มีนโยบายติดต่อผู้เสียหายผ่าน Line ส่วนตัว, TikTok, หรือกล่องข้อความ Facebook เพื่อทำเรื่องคืนเงินให้เด็ดขาด

  • จดจำช่องทางของจริงเพื่อใช้ติดต่อเท่านั้น: หากตกเป็นเหยื่อออนไลน์ ให้พึ่งพาเฉพาะช่องทางที่เป็นทางการและถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ได้แก่

    • สายด่วนภัยออนไลน์: โทร 1441 (ศูนย์ AOC) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อขอคำแนะนำและสั่งอายัดบัญชีม้าเร่งด่วน

    • ช่องทางแจ้งความคดีออนไลน์ (ช่องทางเดียวที่ถูกต้อง): แจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ Thaipoliceonline.com เท่านั้น

    • ช่องทางตรวจสอบข่าวปลอม: หากไม่แน่ใจในข้อมูล ให้ตรวจสอบที่เว็บไซต์หลักของ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (antifakenewscenter.com)

  • ใช้เครื่องมือ Fake Check ก่อนคลิกลิงก์: หากเจอลิงก์แปลก ๆ ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ให้ลองนำลิงก์นั้นไปวางตรวจสอบในเว็บไซต์ fake-check.ncsa.or.th ของ สกมช. ก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัยครับ

Verify

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Verify

ผู้เขียน

Verify

บทความที่เกี่ยวข้อง

Verify

บทความที่ได้รับความนิยม

Cyber Safe Life : รู้ทันกลลวงให้โลกออนไลน์ปลอดภัยสำหรับทุกคน