คลิปตึกไฟไหม้เหตุสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน แท้จริงเป็นคลิปตึกจีนไฟไหม้ปี 65

Thai PBS Verify พบแหล่งข้อมูลข่าวปลอมจาก : X
ภาพบัญชี X แชร์ภาพเหตุการณ์ตึกไฟไหม้ อ้างว่า สหรัฐโจมตีอิหร่าน
Thai PBS Verify พบบัญชี X แชร์ภาพเหตุการณ์ตึกไฟไหม้ พร้อมระบุว่า “#BREAKING GUY’S The ultimate escalation. The US military just took the fight straight to Tehran, targeting the IRGC’s core Sar-Allah Headquarters. The main command facility is reportedly burning down right now. Game over for deniability. #Tehran #IRGC #Geopolitics”
แปลเป็นภาษาไทยโดยใช้ Google translate ระบุว่า “ด่วน สถานการณ์ตึงเครียดรุนแรงขึ้นอย่างมาก กองทัพสหรัฐฯ โจมตีกรุงเตหะราน โดยพุ่งเป้าไปที่กองบัญชาการหลัก Sar-Allah ของ IRGC มีรายงานว่าอาคารบัญชาการกำลังไฟไหม้อยู่ในขณะนี้ ทำให้ไม่สามารถปฏิเสธเหตุการณ์ได้อีก#Tehran #IRGC #Geopolitics”
ซึ่งโพสต์ดังกล่าว มีผู้เข้าชม 1,000,000 ครั้ง และการแสดงความรู้สึก 3,500 ครั้ง รวมทั้งมีการแสดงความคิดเห็น 269 ข้อความ นอกจากนี้มีการรีโพสต์ไปกว่า 610 ครั้ง ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 69
ขณะเดียวกัน เมื่อเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสของบัญชี US_SOLDIERS พบว่า บัญชีถูกสร้างขึ้น เมื่อเดือนเม.ย. 68 ในเขตพื้นที่เอเชียตะวันตกเเฉียงใต้
ภาพรวมของบัญชี พบว่าเป็นบัญชีที่ถูกสร้างขึ้นไม่นาน และไม่ได้เป็นบัญชีทางการของกองทัพสหรัฐฯ แม้จะใช้ชื่อและภาพลักษณ์ที่ทำให้เข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานทหารจริง ซึ่งเป็นเทคนิคที่มักใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือปลอม (impersonation หรือ pseudo-authority)
ขณะที่พฤติกรรมการโพสต์ เนื้อหาส่วนใหญ่มีลักษณะเป็น “ข่าวด่วน” หรือสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหาร โดยใช้ถ้อยคำรุนแรง เร้าอารมณ์ และมักไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ชัดเจน อีกทั้งยังใช้แฮชแท็กเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์จำนวนมาก เพื่อเพิ่มการมองเห็นและการกระจายของโพสต์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยในบัญชีที่เน้นสร้างกระแส (engagement-driven content)

อย่างไรก็ตามบัญชี X มีข้อความ Readers added context they thought people might want to know แจ้งเตือนว่าวิดีโอดังกล่าว เป็นคลิปวิดีโอของประเทศจีน

คลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นเหตุการณ์กองทัพสหรัฐฯ โจมตีกรุงเตหะราน อิหร่าน จริงหรือไม่ ?
Thai PBS Verify นำภาพในคลิปดังกล่าว ไปตรวจสอบด้วยเครื่องตรวจสอบภาพ Google Lens ไปตรงกับข่าว Massive fire engulfs 42-storey skyscraper in China; no deaths reported ของเว็บไซต์ cnbctv18 ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 65
โดยมีรายละเอียดดังนี้
ตามข้อมูลของ China Telecom ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยบริษัทระบุว่าบริการโทรศัพท์มือถือไม่ได้รับผลกระทบ แม้ว่าผู้ใช้งานบนโซเชียลมีเดียบางรายจะบอกว่าไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ก็ตาม
เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่อาคารสูง 42 ชั้นในภาคกลางของจีน ซึ่งเป็นของผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของประเทศ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระบุว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

ภาพเปรียบเทียบตึกในโพสต์ (ซ้าย) และภาพจากเว็บไซต์ cnbctv18 (ขวา)
สถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร?
เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 69 สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นครั้งที่ 3 ภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อตอบโต้เหตุที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ติดธงไซปรัสในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ลูกเรือพลเรือนสูญหาย 1 คน และเรือได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเพลิงไหม้จนไม่สามารถเดินทางต่อได้ ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราว พร้อมระบุว่าสาเหตุของความไม่มั่นคงเกิดจากการแทรกแซงของต่างชาติ และเตือนว่าจะตอบโต้ทันทีหากมีการโจมตีเพิ่มเติมจากฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกแถลงการณ์ยืนยันว่าจะแก้แค้นให้กับอดีตผู้นำที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยชี้ว่าเป็นความต้องการของประชาชนในประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มจะลุกลามเป็นความขัดแย้งในวงกว้างในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ในอนาคต
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
จากการตรววจสอบ Thai PBS Verify พบว่า คลิปวิดีโอและภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ถูกนำมาอ้างว่ากองทัพสหรัฐฯ โจมตีกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่านนั้น เป็นข่าวปลอม โดยแท้จริงแล้วคลิปดังกล่าวเป็นเหตุการณ์เพลิงไหม้อาคารสูง 42 ชั้นของบริษัท China Telecom ในเมืองฉางซา ประเทศจีน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 65 และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ
ทำไมโพสต์นี้ จึงถูกสร้างขึ้นมา ?
โพสต์นี้ต้องการ “เรียกความสนใจ” และเพิ่มยอดการเข้าถึงของโพสต์ โดยมักหยิบเอาคลิปหรือภาพเหตุการณ์จริง (เช่น ไฟไหม้ตึกในจีน) มาใส่ข้อความใหม่ให้ดูเหมือนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์สงครามหรือความขัดแย้งที่กำลังเป็นข่าว ซึ่งเป็นประเด็นที่คนสนใจมากและแชร์ต่อได้ง่าย
นอกจากนี้ บัญชียังใช้ชื่อและภาพลักษณ์ที่ทำให้ดูเหมือนเกี่ยวข้องกับกองทัพสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่บัญชีทางการ และมักใช้คำแรง ๆ เช่น “ด่วน” หรือ “การยกระดับขั้นสุด” เพื่อกระตุ้นอารมณ์คนอ่าน ทำให้คนอยากกดดู กดแชร์ หรือแสดงความคิดเห็นมากขึ้น
โดยเนื้อหาแบบนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่เน้นสร้างกระแสและยอด engagement เป็นหลัก จึงควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อ
กระบวนการตรวจสอบ
1. ตรวจสอบด้วย Google Lens: นำภาพในคลิปดังกล่าว ไปตรวจสอบด้วยเครื่องตรวจสอบภาพ Google Lens ไปตรงกับข่าว Massive fire engulfs 42-storey skyscraper in China; no deaths reported ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 65
ผลกระทบของข้อมูลเท็จนี้
- ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด: เชื่อว่าเหตุการณ์โจมตีเกิดขึ้นจริง ทั้งที่เป็นการนำภาพเก่ามาบิดเบือน
- สร้างความตื่นตระหนกในสังคม: เนื้อหาแนว “ข่าวด่วน” และถ้อยคำรุนแรง ทำให้คนตกใจและวิตกเกินความจริง
- กระทบต่อความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข่าวปลอมเกี่ยวกับสงครามอาจเพิ่มความตึงเครียด หรือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางข้อมูล
- บั่นทอนความน่าเชื่อถือของสื่อและข้อมูลออนไลน์: ทำให้ผู้คนสับสน ไม่มั่นใจว่าอะไรจริงหรือเท็จ
- กระตุ้นการแชร์ต่อโดยไม่ตรวจสอบ: ยิ่งมีคนแชร์มาก ยิ่งทำให้ข้อมูลเท็จแพร่กระจายรวดเร็ว
- ส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน: เช่น การตีความสถานการณ์โลกผิดพลาด หรือเกิดความกังวลเกินจำเป็น
- เปิดช่องให้เกิดการชี้นำหรือบิดเบือนข้อมูล (Information Warfare): อาจถูกใช้เพื่อสร้างกระแสหรือโน้มน้าวความคิดเห็นของสาธารณะ
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
- หยุดก่อนแชร์: อย่ารีบส่งต่อทันที ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าข้อมูลถูกต้อง
- ตรวจสอบแหล่งที่มา: ดูว่ามาจากสำนักข่าวที่น่าเชื่อถือหรือไม่ หรือเป็นเพียงบัญชีทั่วไปในโซเชียล
- เช็กวันที่และบริบทของข่าว: บางครั้งเป็นข่าวเก่าที่ถูกนำมาใช้ใหม่ในบริบทที่ผิด
- เปรียบเทียบหลายแหล่งข่าว: หากเป็นเรื่องใหญ่ มักจะมีหลายสำนักรายงานตรงกัน
- ใช้เครื่องมือตรวจสอบข้อเท็จจริง: เช่น การค้นหาภาพย้อนหลัง (Google Lens) หรือเว็บไซต์ตรวจสอบข่าวปลอม
- ระวังถ้อยคำเร้าอารมณ์: ข่าวปลอมมักใช้คำว่า “ด่วน”, “ช็อก”, หรือข้อความที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรง
- ไม่เชื่อทันทีหากไม่มีหลักฐานอ้างอิง: ข่าวที่ไม่มีแหล่งข้อมูลชัดเจน มีโอกาสเป็นข้อมูลเท็จสูง
- ติดตามข่าวจากหน่วยงานทางการหรือสื่อหลัก: เพื่อรับข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
- ใช้วิจารณญาณในการเสพข่าว: ตั้งคำถามกับข้อมูลเสมอว่า “มีหลักฐานหรือไม่” และ “ใครเป็นผู้เผยแพร่”
บทความที่เกี่ยวข้อง
บทความที่ได้รับความนิยม









