เชื้อซิฟิลิสสามารถติดเชื้อขึ้นสมองได้จริง แพทย์ชี้หากมีความเสี่ยงให้รีบรักษา


Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาจาก : Facebook
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบโพสต์จาก Facebook ที่ใช้ชื่อว่า “แท็กเพื่อน” เตือนภัยเกี่ยวกับโรคซิฟิลิสระบาดในหมู่นักเรียน-นักศึกษา และอ้างว่าเชื้อซิฟิลิสสามารถติดเชื้อขึ้นสมองได้ โดยเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 68
โดยระบุว่า
แพทย์เตือน ระวัง โรคซิฟิลิส กลับมาระบาดหนัก
ผู้ป่วยติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น 443 ราย โดยผู้ติดเชื้ออยู่ในหมู่นักเรียน – นักศึกษา เนื่องจากไม่ป้องกันระหว่างคู่นอน
โรคซิฟิลิส เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ Treponema pallidum ที่อยู่ในตัวคนติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธุ์จากสารคัดหลั่งต่างๆ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการ 4 ระยะโดยจะเริ่มมีตุ่มน้ำใส ๆ ตามอวัยวะเพศ ปาก ลิ้น เยื่อบุต่าง ๆ และจะค่อย ๆ มีผื่นขึ้นตามมือ ขา มีไข้ มีเชื้อรา ในปาก อันตรายสุดถึงขั้นขึ้นสมอง ป้องกันง่าย ๆ โดยสวมถุงยางอนามัย ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย สังเกตตัวเองหากมีอาการ
เชื้อซิฟิลิสสามารถขึ้นสมองได้จริงหรือไม่?
นพ. กีรติ สุรการ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ยืนยันว่า สามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยภาวะนี้เรียกว่า Neurosyphilis (ซิฟิลิสขึ้นสมอง) เกิดขึ้นในกรณีที่มีเชื้อในร่างกายนาน ๆ และไม่ได้รับการรักษา ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง อาการที่อาจเกิดขึ้นหากมีภาวะซิฟิลิสขึ้นสมอง ได้แก่ ปวดหัว มึนงง สูญเสียความจำ เดินเซ กล้ามเนื้ออ่อนแรง สายตาพร่ามัว อารมณ์เปลี่ยนแปลง บุคลิกแปรปรวน แม้จะพบไม่บ่อยในระยะแรก
“ระยะที่ 3 ของโรคสามารถลุกลามเข้าสู่สมองและไขสันหลัง หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา เชื้อสามารถฝังตัวอยู่ในร่างกายได้นานหลาย 10 ปี เกิดเป็นภาวะแทรกซ้อน หากเกิดการติดเชื้อในสมองแล้ว อาจส่งผลให้เกิดภาวะสูญเสียสติหรืออัมพาตแขนขาได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีอาการทางระบบประสาทไม่ทราบสาเหตุ แพทย์มักแนะนำให้ตรวจหาโรคซิฟิลิสร่วมด้วย”
นพ. กีรติ สุรการ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
นอกจากนี้ นพ. กีรติ ได้อธิบายถึงอาการและการติดต่อของซิฟิลิสว่า เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Treponema pallidum โดยสามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ (ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก) รวมไปถึงการสัมผัสแผลหรือตุ่มของผู้ติดเชื้อ และกรณีตั้งครรภ์สามารถถ่ายทอดสู่ลูกในครรภ์ได้ เด็กที่ได้รับเชื้อ จะเรียกว่า ซิฟิลิสแต่กำเนิด
ระยะของโรคซิฟิลิส
ระยะที่ 1 (Primary): มีแผลไม่เจ็บ (เรียกว่า Chancre) มักเกิดบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือปาก หายเองได้ภายใน 3-6 สัปดาห์
ระยะที่ 2 (Secondary): มีผื่นตามลำตัว ฝ่ามือฝ่าเท้า มีไข้ เจ็บคอ ผมร่วงแบบแปลก ๆ
ระยะซ่อนเร้น (Latent): ไม่มีอาการ แต่อยู่ในร่างกายได้หลายปี
ระยะที่ 3 (Tertiary): อันตรายมาก เชื้อกระจายไปทำลายหัวใจ สมอง ตับ หรืออวัยวะอื่น ๆ
ความเข้าใจเกี่ยวกับซิฟิลิส
- ซิฟิลิสหายเองได้โดยไม่ต้องรักษา จริงหรือ ?
➤ อาการอาจหายได้เองในบางระยะ แต่เชื้อยังคงอยู่และอาจทำลายอวัยวะภายในอื่น ๆ ได้
- ใช้ถุงยางแล้วปลอดภัย 100% ไม่เสี่ยงติดเชื้อจริงหรือ ?
➤ ถุงยางช่วยลดความเสี่ยง แต่ถ้ามีแผลอยู่บริเวณที่ไม่ได้คลุมด้วยถุงยาง ก็สามารถมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้
“ในการติดเชื้อระยะที่ 3 (Tertiary) เป็นระยะที่อันตรายมาก เพราะเชื้อสามารถลุกลามไปทำลายอวัยวะต่าง ๆ อย่าง หัวใจ สมอง ตับ
หลายคนยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับซิฟิลิส เช่น เชื่อว่าโรคนี้สามารถหายได้เองโดยไม่ต้องรักษา ซึ่งจริงเพียงบางระยะเท่านั้น อย่างไรก็ตามเชื้อยังคงอยู่ในร่างกายและอาจทำลายอวัยวะภายในได้ในระยะยาว อีกทั้งบางคนเข้าใจผิดว่า การใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันโรคได้ 100% ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะหากแผลอยู่ในบริเวณที่ถุงยางไม่สามารถคลุมได้ ก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดคือการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์” นพ. กีรติ สุรการ กล่าว
การเพื่อป้องกันการติดเชื้อซิฟิลิส
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
- ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีคู่นอนหลายคน หรือไม่มั่นใจในสุขภาพของคู่นอน
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีแผลหรือตุ่มน่าสงสัย
- บุคคลที่ตั้งครรภ์ควรตรวจเลือดเพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อสู่ทารก
ข้อมูลจาก สสจ.มหาสารคาม
เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปค้นหาด้วยคำสำคัญ ที่โพสต์ดังกล่าวอ้างว่า “พบผู้ป่วยติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น 443 ราย” เราพบรายงานที่ตรงกับ ทีมสื่อสารความเสี่ยง สาธารณสุขมหาสารคาม ของ สำนักงานสาธารณสุข จ.มหาสารคาม เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 68 ระบุว่า พบผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด 443 ราย ในจังหวัดมหาสารคาม ปี 68
จากสถานการณ์ 5 โรคหลัก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จ.มหาสารคาม ปี 68 พบผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด 443 ราย (อัตราป่วย 46.91 /แสน ปชก.)
นอกจากนี้ยังพบรายงานข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุข จ.มหาสารคาม ระบุว่า ในจำนวนผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้ง 443 คน แยกตามโรคได้ ดังนี้ ผู้ติดเชื้อ HIV จำนวน 136 คน ผู้ป่วยโรคหนองใน 102 คน ซิฟิลิส 85 คน ไวรัสตับอักเสบบี 95 คน และหูด 25 คน
สำหรับสถานการณ์ HIV จ.มหาสารคาม ปี 68 พบ HIV รายใหม่ 136 คน เป็นเพศชาย 120 คน หญิง 16 คน โดยกลุ่มอายุ 20–29 ปี มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงที่สุดถึง 67 คน และมีผู้ป่วยสะสมเสียชีวิต ปี 68 จำนวน 49 คน
ในส่วนกลุ่มอายุที่พบอัตราการป่วยด้วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 20–29 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุ 15–19 ปี และกลุ่มอายุ 30–39 ปี สะท้อนถึงพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่ยังคงมีแนวโน้มสูง (ข้อมูล ณ วันที่ 28 พ.ค. 68)
เรื่องจริงเป็นอย่างไร
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบว่า ข้อมูลที่ระบุว่า “เชื้อซิฟิลิสสามารถขึ้นสมองได้” เป็นความจริง โดย นพ.กีรติ สุรการ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อธิบายว่า ภาวะนี้เรียกว่า Neurosyphilis หรือ “ซิฟิลิสขึ้นสมอง” ซึ่งเกิดขึ้นได้ในผู้ที่ติดเชื้อมานานและไม่ได้รับการรักษา เชื้อสามารถลุกลามเข้าสู่สมองและไขสันหลัง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปวดศีรษะ มึนงง สูญเสียความจำ เดินเซ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออัมพาต แม้จะพบได้ไม่บ่อยในระยะแรกของโรค แต่ถือเป็นภาวะอันตรายที่สามารถป้องกันได้ด้วยการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำและเข้ารับการรักษาทันทีเมื่อพบเชื้อ
กระบวนการตรวจสอบ
- ตรวจสอบแหล่งที่มาของโพสต์และตัวเลขผู้ป่วยกับรายงานทางการของสำนักงานสาธารณสุข: เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปค้นหาด้วยคำสำคัญ ที่โพสต์ดังกล่าวอ้างว่า “พบผู้ป่วยติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น 443 ราย” เราพบรายงานที่ตรงกับ ทีมสื่อสารความเสี่ยง สาธารณสุขมหาสารคาม ของ สำนักงานสาธารณสุข จ.มหาสารคาม เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 68 ระบุว่า พบผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั้งหมด 443 ราย ใน จ.มหาสารคาม ปี 68
- สอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางวิชาการ: นพ. กีรติ สุรการ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ยืนยันว่า สามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยภาวะนี้เรียกว่า Neurosyphilis (ซิฟิลิสขึ้นสมอง) เกิดขึ้นในกรณีที่มีเชื้อในร่างกายนาน ๆ และไม่ได้รับการรักษา ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้









