โพสต์อ้าง “ช่อ พรรณิการ์” ถามหา “ทวงกองทัพเปิดแผนการรบ” แท้จริง “บิดเบือน-ตัดต่อคำพูด” สร้างความเข้าใจผิด

Thai PBS Verify พบแหล่งที่มาข่าวปลอมจาก : Facebook
โพสต์อ้าง พรรณิการ์ วานิช เรียกร้องให้ทหารเปิดเผยแผนที่การรบให้ประชาชนรู้
Thai PBS Verify ตรวจสอบพบผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพของ นางสาวพรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า พร้อมระบุข้อความว่า
…ช่อ บอก กองทัพ รบด้วยภาษีของประชาชน กองทัพจึงควรเปิดแผนการรบให้ประชาชนรู้ด้วย 555555
โดยโพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้ามาแสดงความรู้สึกกว่า 3,000 ครั้ง รวมถึงถูกแชร์ออกไปกว่า 151 ครั้ง โดยความคิดเห็นส่วนใหญ่เข้ามาตำหนิ รวมถึงเชื่อว่าข้อความดังกล่าวเป็นเรื่องจริง (คลิกเพื่อดูเนื้อหาต้นฉบับที่บันทึกไว้)
ช่อ พรรณิการ์ พูดอย่างไร ?
เรานำภาพที่โพสต์นำมาใช้อ้างอิงไปทำการตรวจสอบผ่าน Google Lens พบว่า ภาพดังกล่าวถูกนำมาจากช่องยูทูบของ Prachatai ซึ่งสัมภาษณ์ นางสาวพรรณิการ์ ในหัวข้อ ชวนช่อคุย : รับมือการล่าแม่มดด้วยความหวัง โดยเนื้อหาในคลิปดังกล่าว ระบุถึงการถูกเลือกปฏิบัติทางเพศ และการต่อสู้กับข่าวปลอม ซึ่งเผยแพร่ไว้เมื่อ 24 ก.ค. 62 (คลิกเพื่อดูเนื้อหาต้นฉบับที่บันทึกไว้)
ภาพจากโพสต์ปลอม (ซ้าย) เปรียบเทียบกับ ช่องยูทูบของ Prachatai ซึ่งสัมภาษณ์ นางสาวพรรณิการ์ ในหัวข้อ ชวนช่อคุย : รับมือการล่าแม่มดด้วยความหวัง ที่เผยแพร่เมื่อ 24 ก.ค. 62
Thai PBS Verify ตรวจสอบไปยัง นางสาวพรรณิการ์ ซึ่งยืนยันว่า ไม่เคยพูดตามข้อความดังกล่าวแต่อย่างใด และโพสต์ที่ถูกสร้างออกมานั้นชัดเจนว่ามีความพยายามในการปั่นเรื่องทำนองว่า ตนพยายามจะบอกให้ทหารเปิดแผนที่การรบ ซึ่งมาจากการตัดคำพูด เรื่องการทวงถามรัฐบาลคุณอนุทิน ในรายการ ถกไม่เถียง เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 68 ออกอากาศทางช่อง 7 (คลิกเพื่อดูเนื้อหาต้นฉบับที่บันทึกไว้)
ทั้งนี้ข้อสังเกตส่วนตัวคิดว่าเป็นรายการที่ IO โดยเฉพาะกองทัพติดตาม ไม่รู้ว่าเพราะเป็นรายการที่มีเรทติ้งสูง คนดูเยอะ ซึ่งตนถูกบิดเบือนคำพูดลักษณะนี้มาแล้ว 2 ครั้ง โดยเป็นการตัดต่อเฉพาะถ้อยคำ และนำไปปลุกปั่นกัน ซึ่งครั้งนี้ชัดเจนมาก เพราะว่าวันที่รายการออกอากาศจนผ่านไปเป็นสัปดาห์ ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนที่ดูรายการก็ยังดูอย่างปกติดี ไม่ได้มีใครมีปัญหากับการให้สัมภาษณ์ในรายการ เพราะเขาฟังรายการตลอด แต่ว่าผ่านไปให้หลังเป็นเดือน ๆ กลับถูกนำไปปั่น และเผยแพร่กันอย่างเป็นระบบ จนทำให้คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้รู้เรื่องราวด้วยตกเป็นเหยื่อ และไปอยู่ในกระบวนการโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งยิ่งใกล้เลือกตั้งก็ยิ่งเห็นข้อความลักษณะนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
นางสาวพรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า
“มองว่า เป็นเรื่องปกติของบ้านเมืองที่กำลังมีการปะทะชายแดน ที่กระแสชาตินิยมจะขึ้นมา และทำให้ความรู้สึกโดยเฉพาะอารมณ์ของคนไปไกล กว้าง และลึก ได้ง่ายกว่าปกติ แต่การตัดต่อแบบนี้ แม้จะลงทุนต่ำแต่ได้ผลสูง คือไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพียงแค่เอาภาพจากสักที่นึง มาผสมข้อความที่คิดขึ้นมาเอง พอตนปฏิเสธว่าไม่ได้พูด ก็มีการไปเอารายการถกไม่เถียงที่ตัดเฉพาะคำว่า “ไหนแผน” จะรบถึงพนมดงรัก หรือพนมเปญ รบเข้าไป 10 หรือ 20 กม. แต่ตัดท่อนหัวกับท่อนท้ายออก”
สำหรับข้อความที่ถูกตัดต่อ คือท่อนที่ตนกำลังวิพากวิจารณ์รัฐบาลอนุทินว่า สแกมเมอร์บอกว่าจะปราบก็ไม่ได้ทำอะไรจริงจัง ซึ่งนั่นเป็นคำพูดเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 68 ที่การอายัดทรัพย์ยึดทรัพย์กลุ่มเบน สมิธ หรือ ยิม เลียก ยังไม่เกิดขึ้น มีเพียงการถ่ายรูป แล้วบอกว่าจะปราบสแกมเมอร์ ขณะที่การรบในวันนั้นก็ยังไม่ได้เกิดการรบในระลอก 2 ขึ้น แต่รัฐบาลก็โหนกระแสชาตินิยม แล้วก็บอกว่ารบให้สุด รบไปให้สุดทาง เราจะไม่เสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ซึ่งตนก็ถามว่า คุณไม่มีแผนอะไรเลยสักอย่าง คุณพูดอย่างเดียวไหนแผนจะปราบสแกมเมอร์ ตกลงจะปราบยังไง ถ้าจะรบคุณจะรบไปถึงไหน แล้วก็นำมาสู่ท่อนที่ 7-8 วินาทีที่ถูกตัดมา ซึ่งในช่วงท้ายรายการ ตนเองได้มีการสำทับเอาไว้ เพราะตนทราบดีว่า ตนเองเป็นคนที่โดนตัดต่อข้อความอะไรแบบนี้เยอะ จึงได้สำทับไปเลยว่า “ไม่ได้ให้บอกรายละเอียดการรบนะคะ ไม่อยากทราบ จะไปพูดให้กัมพูชาทราบด้วยทำไม” แต่ปรากฏว่าก็ไม่รอด เพราะคนตัดก็ตัดเฉพาะ 7 วินาทีที่ตัวเองจะเอา และเผยแพร่ไปประกอบกับข้อความ Fake News 100%
“มันเป็นการจัดการอย่างเป็นระบบ มันคือการเลือกข้อความเท็จ 100% ที่มีข้อความที่ดิฉันเคยพูดอยู่จริง ในแค่บางคำ คือคำว่า แผน ซึ่งไม่ใช่แผนที่ด้วย แผน กับ แผนที่ คือคนละเรื่องกัน แผนคือ Plan แผนที่คือ Map ซึ่งเป็นคนละเรื่องเลย แต่มีการปะติดปะต่อจากถ้อยคำ แล้วเมื่ออารมณ์มันไปแล้ว ผลก็คือเมื่อตนออกมาแก้ข่าว กลับไม่มีใครเชื่อ และทุกคนกลับบอกว่า พูดจริง โกหก ฟ้องแก้เกี้ยว หรือบอกว่าดูแล้ว ดูคลิปแล้ว คนเขาดูทั้งประเทศ เขาได้ยินกันทั้งประเทศ แต่สิ่งที่ได้ยินกันทั้งประเทศ กลับเป็นคลิปประมาณ 7-10 วินาที ที่ตัดมาเฉพาะท่อนกลาง โดยเอาท่อนหัวซึ่งชัดเจนว่า ทั้งหมดนี้เป็นการพูดถึงรัฐบาลอนุทินออก แต่เอามาเฉพาะท่านกลางที่พูดถึงแผน และนำไปผสมกับ Fake News 100% อันแรก คือ ข้อความเท็จที่ให้กางแผนที่การรบ”
ทั้งหมดนี้คือการถักทอที่เป็นระบบ และยังมีการตัดท่อนท้ายออกไป จนทำให้คนเชื่อว่า คลิปดังกล่าวไม่ใช่ Fake News ซึ่งทั้งหมดนี้คือความจริงที่ไม่จริง คือการตัดคำโดยเอาบริบทออกทั้งหมดและสร้างเรื่องสตอรี่รองรับไว้ มาผสมกับถ้อยคำบางถ้อยคำที่ตนเองพูดมาเสริม เพื่อทำให้คนเข้าใจว่าทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง ซึ่งเป็นการจัดวางที่เป็นมืออาชีพและเป็นระบบอย่างมาก
นอกจากนี้ยังระบุว่า เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 68 ที่ผ่านมา เธอได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ โดยนำหลักฐานข้อความในเฟซบุ๊กดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอมในโลกออนไลน์ ในข้อหา หมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พร้อมยืนยันว่า การที่มาแจ้งความเป็นการปกป้องสิทธิของตัวเอง ปกป้องการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และข้อความที่อ้างว่าเกิดขึ้นในวันที่ 17 ธ.ค. 68 นั้น ตนไม่ได้ไปออกรายการใด ๆ ทั้งสิ้น โดยนั่งทำงานตลอดทั้งวันและไม่ได้สัมภาษณ์กับใครเลย ฉะนั้นข้อความนี้เป็นข้อมูลเท็จ และเป็นข่าวปลอม ที่จงใจให้เกิดความเสียหาย
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
ข้อความที่อ้างว่า “ช่อ บอกให้กองทัพเปิดแผนการรบให้ประชาชนรู้เพราะรบด้วยภาษี” เป็น ข้อมูลเท็จ 100% ในขณะที่ภาพที่ใช้ประกอบโพสต์ถูกนำมาจากคลิปสัมภาษณ์ของ Prachatai เมื่อปี เมื่อ 24 ก.ค. 62 ซึ่งเป็นประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์การเหยียดเพศสภาพในสภาผู้แทนราษฎร และประเด็นเรื่องของข่าวปลอม ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ชายแดนล่าสุด
นอกจากนี้คำว่า “แผน” ที่นางสาวพรรณิการ์พูด มาจากการตั้งคำถามถึง “แผนการปราบปรามสแกมเมอร์” ของรัฐบาลในรายการ ถกไม่เถียง เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 68 โดยเธอยังได้ย้ำในรายการชัดเจนว่า “ไม่ได้ให้บอกรายละเอียดการรบ ไม่อยากทราบ จะไปพูดให้กัมพูชาทราบทำไม” แต่ประโยคนี้กลับถูกตัดออกจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด
กระบวนการตรวจสอบ
-
การค้นหาภาพย้อนหลัง: จากการตรวจสอบด้วย Google Lens พบภาพประกอบเป็นภาพเก่าจากยูทูบช่อง Prachatai เมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งถูกนำมาใช้ผิดบริบท
-
การตรวจสอบเนื้อหาต้นฉบับ: ตรวจสอบคลิปวิดีโอรายการ ถกไม่เถียง พบว่ามีการจงใจตัดต่อวิดีโอเพียง 7-10 วินาที เพื่อบิดเบือนเนื้อหาจากการวิจารณ์การปราบสแกมเมอร์ ให้กลายเป็นเรื่องการทวงแผนการรบ
-
การยืนยันจากเจ้าตัว: นางสาวพรรณิการ์ ยืนยันว่าเป็นการถูกตัดต่อคำพูดแบบ “ตัดต่อ” และได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 68 ที่ผ่านมา
ผลกระทบของข้อมูลเท็จเหล่านี้
-
กระตุ้นกระแสชาตินิยมสุดโต่ง: การบิดเบือนข้อมูลในช่วงที่มีความขัดแย้งชายแดน ทำให้อารมณ์ของประชาชนถูกปลุกปั่นได้ง่าย นำไปสู่การด่าทอและสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech)
-
ทำลายความเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย: ยิ่งใกล้ช่วงเลือกตั้ง ข้อมูลเท็จที่มีลักษณะ “จัดตั้งอย่างเป็นระบบ” จะทำให้ผู้สมัครหรือนักการเมืองเสียชื่อเสียง และทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดในการตัดสินใจ
-
ความยากในการแก้ไข: เมื่อคนเชื่อไปแล้วแม้จะมีการแก้ข่าว แต่กระบวนการบิดเบือนที่ดู “แนบเนียน” (นำคำพูดจริงบางส่วนมาผสมเรื่องโกหก) ทำให้เหยื่อหลงเชื่อว่าคลิปตัดต่อนั้นคือเรื่องจริง
ภาพบันทึกหน้าจอแสดงความคิดเห็นภายในโพสต์ดังกล่าว
ข้อแนะนำเมื่อได้ข้อมูลเท็จนี้ ?
-
อย่าดูแค่คลิปสั้น: หากพบคลิปที่มีความยาวเพียงไม่กี่วินาทีและมีเนื้อหาล่อแหลม ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีการตัดทอนบริบท ควรหาดูคลิปฉบับเต็ม
-
เช็กวันเวลาที่เผยแพร่: ตรวจสอบว่าภาพหรือวิดีโอที่นำมาอ้างอิง เป็นเหตุการณ์ปัจจุบันจริงหรือไม่ หรือเป็นภาพเก่าที่ถูกนำมาเล่าใหม่
-
สังเกต “ความสมเหตุสมผล”: การขอให้เปิดเผย “แผนการรบ” เป็นเรื่องที่ขัดต่อตรรกะความมั่นคงพื้นฐาน หากพบข้อความที่ดูเหลือเชื่อเกินไป ควรหยุดคิดและตรวจสอบจากหลายแหล่งข่าว
-
หยุดวงจรการแชร์: หากไม่แน่ใจ ห้ามกดแชร์ เพราะอาจเป็นการส่งต่อข่าวปลอม และอาจถูกฟ้องดำเนินคดีได้ในภายหลัง








