decode Thai PBS
Futurism
  • Journalism
  • Education
  • Sustainability
  • Workers/Economy
  • Human Rights
Democracy
  • Crack Politics
  • Peaceful
Conflict Resolution
  • Justice
  • Environment
  • Inequality
  • Welfare state
  • New World Order
Life Matters
  • Gender & Sexuality
  • Human & Society
  • Play Read
  • Young Spirit
Media
  • Documentary
เข้าสู่ระบบ
decode Thai PBS
    • ดูทั้งหมด
    • Journalism
    • Education
    • Sustainability
    • Workers/Economy
    • Human Rights
    • ดูทั้งหมด
    • Crack Politics
    • Peaceful
    • ดูทั้งหมด
    • Justice
    • Environment
    • Inequality
    • Welfare state
    • New World Order
    • ดูทั้งหมด
    • Gender & Sexuality
    • Human & Society
    • Play Read
    • Young Spirit
    • ดูทั้งหมด
    • Documentary

ขนาดตัวอักษร

decode Thai PBS

สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

PRIVACY POLICY / TERM OF USE

รู้จัก DE/CODE

De/Code คือใครติดต่อเรา

Follow DE/CODE

Copyright © 2026 Decode Thai PBS. All rights reserved.

accessibility

ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างข้อความ
ปรับสีสำหรับตาบอดสี
(ปฏิรูป)สื่อสาธารณะ ในเครื่องหมายวงเล็บที่ ‘วันชัย’ ตอบ ‘อธึกกิต-สฤณี’ ถาม ‘ความโปร่งใส-ระบบอุปถัมภ์’
Interviews

(ปฏิรูป)สื่อสาธารณะ ในเครื่องหมายวงเล็บที่ ‘วันชัย’ ตอบ ‘อธึกกิต-สฤณี’ ถาม ‘ความโปร่งใส-ระบบอุปถัมภ์’

ฟาห์เรนน์ นิยมเดชาฟาห์เรนน์ นิยมเดชา21 ต.ค. 2569 16:58
Share on

แม้จะมีผู้ไม่เห็นด้วย 72.42% คัดค้านการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายไทยพีบีเอส จนถึงขณะนี้นายศุภชัย ใจสมุทร สส. พรรคภูมิใจไทยในฐานะผู้เสนอยังไม่ถอนร่างแก้ไขฯ ดังกล่าว ท่ามกลางข้อถกเถียงของสาธารณชนที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความเห็นต่อการยื่นแก้ไขกฎหมายเท่านั้น ยังปรากฏความเห็นและข้อเสนอต่อเรื่องประสิทธิภาพการบริหารงานของไทยพีบีเอส ตลอดจนข้อท้วงติงของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ที่แจ้งให้ผู้อำนวยการส.ส.ท. ชดใช้เงิน 85,222,935.65 บาท จากการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและผู้ดำเนินรายการโดยที่ไม่มีระเบียบรองรับและการจ้างผลิตแบบเฉพาะเจาะจง ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด

De/code สัมภาษณ์ Exclusive กับ อธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์และนักข่าวอาวุโส, สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล และนักวิจัยด้านธุรกิจและการเงินที่ยั่งยืน และ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส เพื่อหาทางออกและค้นคำตอบจากสิ่งที่สังคมสงสัยให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น 

ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะยังจำเป็นอยู่ไหม

อธึกกิตกล่าวว่า เขาไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย

“ถ้าคุณให้ไทยพีบีเอสต้องไปของบประมาณรัฐบาลปีต่อปี อำนาจต่อรองทางการเมืองของคนที่เป็นรัฐบาลก็จะสูง การที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือเป็นสื่ออิสระก็ยิ่งยากเข้าไปอีก มันถูกแทรกแซงแน่ ๆ”

เขายกตัวอย่างช่อง 9 อสมท. แม้เป็นรัฐวิสาหกิจ รายการของผู้ดำเนินรายการที่มีชื่อเสียงยังหลุดจากผังได้ เขาให้ความเห็นว่า ภาษีที่ตั้งเพดานไว้ล่วงหน้า (earmarked tax) คือหลักประกันขั้นต่ำว่าไทยพีบีเอสจะวิจารณ์รัฐบาลได้

เขามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือการเมือง ไม่ใช่การปฏิรูป เพราะไม่เคยเห็น สตง. แถลงผลตรวจหน่วยงานไหนในลักษณะนี้มาก่อน และวันแถลงตรงกับวันสุดท้ายที่ประชาชนแสดงความเห็นต่อร่างแก้ไขกฎหมายบนเว็บไซต์รัฐสภา

“สิ่งที่อนุทินฯ ทำ มันย้อนรอยประยุทธ์หมดเลย หลังรัฐประหาร 57 ประยุทธ์ปลดเลขาฯ สปสช. แล้ว สตง. ก็เข้าไปตรวจ สสส. มาในสไตล์เดียวกัน”

แล้วเหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลังล่ะ?

อธึกกิตกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอีกดีเบตหนึ่ง นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเห็นด้วยกับหลักการที่ว่ารัฐต้องคุมรายจ่ายได้ทุกปี และเขาเองก็คิดว่าบางกองทุนยุบได้ “เช่น กองทุนกีฬาที่ไม่จำเป็นต้องอิสระจากรัฐ แต่ในบรรดาสี่กองทุนที่ร่างกฎหมายแตะในครั้งนี้ ที่ใช้เงินจริง ๆ คือ สสส. กับไทยพีบีเอส”

เขาเรียกมันว่า ความพยายามรวบอำนาจรวมศูนย์ของรัฐราชการ ที่ไม่พอใจว่าภาคประชาสังคมมีทุนและมีพลังของตัวเอง เขาย้ำว่าการปกป้องหลักการนี้ ไม่ได้แปลว่าลืมว่าคนบางส่วนในเครือข่ายเดียวกันเคยเป่านกหวีดหรือใส่เสื้อเหลือง

ขณะที่สฤณี ซึ่งเพิ่งเขียนบทความเรื่อง ข้ามให้พ้น เอา-ไม่เอา : กรอบคิดว่าด้วยปฏิรูป Thai PBS เพื่อสลัดภาพ ‘พวกพ้องนิยม’ เผยแพร่ทาง The Momentum ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ De/code โดยเห็นด้วยกับอธึกกิตว่า สื่อสาธารณะจำเป็นกว่าเดิม เธอให้เหตุผลสนับสนุนว่า ปัจจุบันแรงบีบจากทุน หนักกว่าเมื่อ 18 ปีก่อน สื่อเอกชนต้องเล่นกับอัลกอริทึม และ engagement

“สถานการณ์ที่สื่อถูกบีบจากรัฐและทุน ทุกวันนี้แย่กว่าเมื่อ 18 ปีที่แล้วตอนที่เกิดไทยพีบีเอส การถูกบีบจากรัฐก็อยู่เหมือนเดิม แต่การถูกบีบจากทุน สื่อต้องดิ้นรนมากขึ้น”

สฤณี อธิบายว่า สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่การมาของอินเทอร์เน็ต แต่คือการมาของอัลกอริทึมและเอไอที่ดึงความสนใจด้วย engagement สื่อที่ต้องพึ่งโซเชียล ต้องคิดว่าเนื้อหาแบบไหน พาดหัวแบบไหน ลูกเล่นแบบไหนจะถูกมองเห็น ซึ่งเธอมองว่า ทางนั้น “อาจจะไม่ไปทางเดียวกันกับคุณค่าสาธารณะ” เนื้อหาที่มีคุณค่า เสี่ยงจะถูกมองเห็นน้อยลง นี่ยังไม่นับพื้นที่ของคนชายขอบ รายการเด็ก และกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตลาดไม่มีแรงจูงใจจะทำ

ในฐานะคนอ่านข่าว เธอมองว่าเห็นผลนั้นชัดที่สุดในข่าวธุรกิจ ข่าววิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึกที่เคยมี “หายไปเยอะมาก ทุกวันนี้ข่าวภาคเอกชน “เกือบทั้งหมด คือพีอาร์”

“สื่อสาธารณะจำเป็นกว่าเดิม แต่ถ้าคนมองเข้ามาแล้วบอกว่าไม่เห็นต้องมีเลย ไทยพีบีเอสก็เหมือนช่องอื่น ก็แสดงว่าไทยพีบีเอสก็ต้องประเมินตัวเองแล้ว”

18 ปีของไทยพีบีเอส ก็มีจุดที่ถูกตั้งคำถาม?

อธึกกิต บอกว่าคำวิจารณ์ที่มีต่อไทยพีบีเอส มันมีมูล มันเป็นจริง และมีมาตั้งแต่ปี 2551

ช่วงก่อกำเนิดก็ไม่มีความเป็นอิสระจากเครือข่าย เขา ยอมรับว่าไอเดียตั้งต้นดี คืออยากมีสื่อสาธารณะแบบ BBC แต่การคัดคนเข้ามาอยู่ใน “ระบบอุปถัมภ์ของตระกูล ส. เครือข่ายที่มาจาก สสส. โครงสร้างกรรมการนโยบายที่กันรัฐไม่ให้เข้ามากำหนดได้ มุมหนึ่งมันก็อยู่ในเครือข่ายเดียวกันเกือบทั้งหมด” เขายอมรับด้วยว่าฝ่ายที่ต้านรัฐประหารพูดถูก ที่ว่าไทยพีบีเอสเกิดจากการยึดไอทีวี และผู้บริหารชุดแรกอยู่ฝั่งเสื้อเหลือง

ขณะที่ไทยพีบีเอสก็มีข้อกล่าวหาเรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเอง เขายกกรณีรายการตอบโจทย์ ที่ “ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา” เชิญ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” มาพูดเรื่องมาตรา 112 แล้วถูกต่อต้านหนักมาก จนเทปต่อไปไม่สามารถออกอากาศได้ แม้แต่ทุกวันนี้หน้าจอไทยพีบีเอสยัง “ไม่กล้าสวน” เรื่องชาตินิยมและชายแดน ทั้งที่สถานะสื่อสาธารณะควรทำให้ “ไม่แคร์เรตติง ไม่แคร์อะไร แล้วนำเสนอทัศนะที่ตัวเองเห็น”

ช่วงหนึ่งคนในวงการแซวไทยพีบีเอสว่าเป็น “ทีวีเอ็นจีโอ ไม่ได้หมายความว่าเอ็นจีโอแย่ แต่หมายถึงการเอาความเห็นมาเสนอแบบซื่อ ๆ เพราะไม่ต้องแคร์เรตติง ไม่ต้องไปแข่งกับทีวีเอกชน แต่อีกความหมายของเรตติงคือมันมีความน่าสนใจ ทำให้คนติดตาม”

ข้อกล่าวหาทั้งหมดมีมูลมากน้อยแค่ไหน?

สฤณีชี้ให้เห็นถึงระดับของข้อกล่าวหาที่ไทยพีบีเอสต้องสร้างความกระจ่างชัด เพราะในสายตาประชาชนเธอมองว่า ไทยพีบีเอส “ยังไม่มีการชี้แจงที่เป็นระบบและเป็นกิจจะลักษณะ ที่ตอบทีละประเด็น สิ่งที่คนข้างนอกเห็นคือคนในองค์กร ทั้งนักข่าว บรรณาธิการ และผู้บริหาร โพสต์เฟซบุ๊กกันคนละครั้งสองครั้ง กับการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการหนึ่งครั้งโดยรองผู้อำนวยการสองคน ไปฟังย้อนหลังแล้ว กระจ่างบางประเด็น แต่ก็ไม่ได้ตอบได้ทั้งหมด”

สฤณี แบ่งข้อกล่าวหาต่อไทยพีบีเอสออกเป็นสามระดับ 

1.ทุจริต เบียดบัง ยักยอก ร้ายแรงที่สุด แต่สตง. เองก็ยังไม่พบพฤติการณ์แบบนั้น

2.เอื้อพวกพ้องและเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่ทุจริต แต่ก็แย่อยู่ดี

3.ไม่มีระเบียบรองรับอาจไม่ได้แปลว่าทุจริต อาจมาจากความต้องการความคล่องตัว หรือองค์กรยังคิดไม่ถึงว่าต้องมีระเบียบเรื่องนั้น

ที่ผ่านมาการถกเถียงมุ่งไปที่ระหว่างข้อหนึ่งกับข้อสาม สื่อบางหัวพยายามชี้นำว่าผิดระเบียบคือโกง ส่วนไทยพีบีเอสก็ตอบว่ายังไม่ถึงขั้นทุจริต แค่ยังไม่ได้ออกหลักเกณฑ์ ทั้งสองท่าทีเลยทำให้ ข้อสองเหมือนหายไป

ยกตัวอย่างบางประเด็นที่ถูกกล่าวหา สฤณีไล่ให้ฟังทีละข้อว่า รายการข่าวที่สถานีมีทั้งคนและอุปกรณ์ ทำไมต้องจ้างคนนอก โดยมีคำถามว่าคนนอกนี้เคยมีสายสัมพันธ์กับคนในองค์กรหรือไม่ การจ้างแบบเฉพาะเจาะจงแพงเกินไปไหม คนที่ได้งานเป็นพวกพ้องหรือเปล่า อดีตผู้บริหารที่ถูกจ้างกลับมาเป็นที่ปรึกษา “คุ้มไหม ทำอะไรบ้าง” และผู้บริหารที่รับค่ารถแล้วยังใช้รถส่วนกลาง “ที่พูดมาทั้งหมด มันคือคำถามเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ซึ่งเป็นประเด็นธรรมาภิบาล”

ส่วนคำอธิบายที่ผู้บริหารเคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่าหลายเรื่องเกิดก่อนผู้บริหารชุดนี้ ฟังขึ้นไหม?

สฤณีบอกว่าถ้านั่นคือข้อเท็จจริง ก็ตอบได้และไม่ผิด “แต่เมื่อปัญหาสืบเนื่องมาถึงช่วงที่เขาเป็นผู้บริหาร ก็ต้องจัดการ” ถ้าตอบในลักษณะปัดความรับผิดชอบ คงไม่ใช่

ทำไมคนข้างในต้องเดินออกไปร้องข้างนอก?

อีกประเด็นที่สฤณีสนใจและตั้งคำถามย้อนกลับ คือคำถามว่าคนข้างในรู้มาก่อนหรือเปล่า เพราะเรื่องพวกนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แค่เพิ่งเป็นข่าว

ตอน สตง. แถลง เขาบอกว่าบางเรื่องไม่ได้ตรวจเอง แต่มาจากการร้องเรียน และเข้าใจว่าส่วนหนึ่งมาจากคนใน ซึ่งโดยปกติก่อนที่พนักงานจะไปหาหน่วยงานตรวจสอบของรัฐ เขาต้องใช้กลไกภายในก่อน

“โดยทั่วไป ไม่มีใครหรอกที่เป็นพนักงานแล้วอยู่ดี ๆ บอกว่าเดี๋ยวเราไปร้องตำรวจดีกว่า”

ในบริษัทเอกชน เรื่องแบบนี้มีคณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการธรรมาภิบาล และช่องทางรับเรื่องร้องเรียนภายในรองรับ ไทยพีบีเอสก็มีครบในระดับโครงสร้าง รายงานประจำปียังอ้างว่าประสิทธิผลด้านธรรมาภิบาลสะท้อนจากผลประเมิน ITA ของ ป.ป.ช. ที่ได้คะแนนเกือบเต็ม สฤณีชี้ว่าเป็นการประเมินแบบเดียวกับที่หน่วยงานอย่างกองทัพหรือ สตง. ก็ได้เกือบเต็มเช่นกัน คะแนนแบบนี้ ในสายตาประชาชนไม่มีความหมายแล้ว

คำถามที่เธออยากให้ไทยพีบีเอสตอบจึงอยู่ที่ว่า กลไกเหล่านี้ทำงานได้จริงไหม พนักงานไม่กล้าร้องเรียนหรือเปล่า หรือร้องแล้วเรื่องไม่ไปถึงไหน จนรู้สึกว่าต้องไปบอก สตง. 

ท้ายที่สุด สฤณีเสนอให้ทำ fact finding เพราะเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการตอบสังคม ขั้นแรกคือยอมรับว่าเป็นปัญหา จากนั้นดูว่ากลไกบกพร่องตรงไหน พนักงานรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะร้องเรียนหรือเปล่า คณะกรรมการธรรมาภิบาลทำงานอย่างไร คณะกรรมการตรวจสอบไม่ได้รับข้อมูลหรือเปล่า และถ้ากลไกไม่ทำงาน ก็ต้องคุยกันว่าจะพัฒนาอย่างไร

ทำไมเงินที่การันตีถึง “สุ่มเสี่ยง”?

หลักประกันที่ทำให้ไทยพีบีเอสอิสระจากรัฐ ก็คือสิ่งเดียวกับที่สฤณีเรียกว่าสุ่มเสี่ยง ในภาษาการเงิน คือเงินที่ถูกล็อกไว้ด้วยกฎหมายเสี่ยงจะทำให้องค์กรขาดวินัยในการใช้เงิน ไทยพีบีเอสมี KPI แต่ “ทำได้ หรือไม่ได้ตาม KPI เงินก็ได้เท่าเดิม มีกลไกรายงานต่อรัฐสภา แต่สภาเสนอแนะอะไรมา ในทางความเป็นจริง ไม่ต้องทำตามก็ได้ และสภาจะติติงแค่ไหน ก็ไม่กระทบเงินที่ได้”

เธอเทียบกับต่างประเทศ BBC มี Ofcom ซึ่งคล้าย กสทช. ของไทย เป็นคนตั้ง KPI และประเมินคุณค่าสาธารณะให้ ส่วน NHK ของญี่ปุ่นต้องไปขอสภา เธอยอมรับว่าถ้าเอาโมเดลเหล่านั้นมาใช้ในไทย คนก็คงไม่ไว้ใจเพราะกลัวการแทรกแซง แต่ประเด็นของเธอคือ

“การได้เงินที่กฎหมายการันตีโดยไม่ต้องยึดโยงหรือรับผิดรับชอบ ตรงนี้เรามีพื้นที่เยอะมากกว่าสื่อสาธารณะที่อื่น”

เราถามว่า แหล่งเงินของไทยพีบีเอสเปลี่ยนไม่ได้หรือ เธอตอบว่า “เปลี่ยนได้ ทำไมจะเปลี่ยนไม่ได้ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ที่ความสมเหตุสมผล”

ไทยพีบีเอสมีเงินฝากเยอะเกินไป?

สฤณีชี้ให้เห็นว่า “เงินลงทุน” ในงบดุล พอเปิดหมายเหตุประกอบงบดูก็คือเงินฝากประจำ ซึ่งรวม ๆ แล้วประมาณสี่พันกว่าล้าน นี่คือเงินกินดอกเบี้ยธนาคาร “ทั้งที่คุณเป็นสถาบันสื่อสาธารณะ ซึ่งควรเอาเงินไปลงทุนในสิ่งที่ออกดอกออกผลมากกว่า”

วิธีดูว่าเงินฝากมากไปไหม คือเทียบกับค่าใช้จ่าย เงินก้อนนี้พอใช้จ่ายราว 21 เดือน เกือบสองปีโดยไม่ต้องมีรายได้ใหม่ หักภาระผูกพันออก เช่นเงินกันไว้จ่ายพนักงาน 600 กว่าล้าน และเงินค่าคดีร้อยกว่าล้าน ที่อาจจะเป็นภาระผูกพันต่าง ๆ รวมแล้วอย่างมากราวพันล้าน ก็ยังเหลือราว 3,000 ล้านบาท

ตัวเลขที่สฤณีชี้ว่า น่าสนใจกว่าคือตัวเลขตอนเป็นกรรมการประเมินผลชุดแรกปี 2552 เธอรับผิดชอบดูเรื่องการเงิน และพบว่าปีนั้นไทยพีบีเอสตั้งนโยบายเงินสำรองไว้ 10% ของรายได้ หรือราว 200 ล้านบาท

“ถ้าเอานโยบายเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เราควรจะมีเงินในมืออยู่แค่สองสามร้อยล้าน แต่ความเป็นจริงเรามีสี่พันกว่าล้าน เราคิดไม่ออกหรือเปล่าว่าเราจะใช้เงินทำอะไร”

นี่คือความ “ความด้อยประสิทธิภาพ” และมันทำให้ข้อกล่าวหาของฝ่ายที่บอกว่าไทยพีบีเอสได้เงินมากเกินไป “ฟังดูมีน้ำหนัก”

“ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณได้เงินน้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อการทำพันธกิจ ทำไมคุณถึงมีเงินฝากแช่ถึงขนาดนี้”

คำอธิบายที่ว่าเงินก้อนนี้สะสมมาตั้งแต่ช่วงแรก ตอนพันธกิจและคนยังน้อย สฤณีถามกลับว่า “คุณไม่เคยคิดจะเอาเงินฝากมาลงทุนอะไรเลยเหรอ เพราะมันสี่พันกว่าล้านแล้ว”

ยิ่งเมื่อดูฝั่งอุปกรณ์ อุปกรณ์ขององค์กรคิดค่าเสื่อมไปแล้วกว่า 85% ไม่นับที่ดิน แปลว่าอุปกรณ์ถ่ายทำส่วนใหญ่เก่าแล้ว ปี 2568 ซื้อสินทรัพย์ใหม่ 82 ล้าน ขณะที่ค่าเสื่อม 262 ล้าน

เงินเกินดุลมาจากการปฏิรูปหรือเปล่า?

“ไปดูจากตัวเลข มันยังไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะลดต้นทุนอย่างจริงจัง คือส่วนนึงบางส่วนมันมาจากการเหลื่อมปีของเงินที่ได้รับจากเงินค่าบำรุง มันเลยไม่ชัดเจน”

สิ่งที่สฤณีเสนอแนะเพื่อทำให้ชัดคือไทยพีบีเอสต้องประกาศแผนการเงินและแผนการลงทุนสามปีที่ประกาศตัวเลขไว้ล่วงหน้า ถ้าซีเรียสเรื่องลดต้นทุน ก็เขียนไปเลยว่าจะลดกี่เปอร์เซ็นต์ จะเพิ่มสัดส่วนผู้ผลิตอิสระกี่เปอร์เซ็นต์ เธอพบว่าไทยพีบีเอสมีเอกสารชื่อ “กรอบแผนสามปีที่บรรยาย ฉากทัศน์พึงประสงค์ ไว้สวยงาม มีตัวชี้วัดที่ดูทะเยอทะยาน แต่มันไม่มี action plan” และเมื่ออ่านรายงานประจำปี ตัวชี้วัดก็ถูกเปลี่ยน เหมือนไม่ได้สนใจกรอบแผนนั้นแล้ว

เมื่อถามว่าในฐานะหนึ่งในกรรมการสรรหาที่เลือกวันชัยมา เขาทำเรื่องนี้น้อยไปไหมในปีที่ผ่านมา สฤณีไม่ขอให้ความเห็น เธอบอกว่าเรื่องนี้ “ไม่ใช่โจทย์ของผู้บริหาร แต่เป็นโจทย์ใหญ่ขององค์กร เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่าทำไมไทยพีบีเอสยังไม่มีแผนการลงทุนสามปี”

ประชาชนรู้ไหมว่าเงินแต่ละบาทไปไหน?

อีกประเด็นที่สฤณีชี้คือความโปร่งใสของตัวเลขงบประมาณที่รายงาน ส่วนหนึ่งที่ข้อกล่าวหาเรื่องพวกพ้องพอฟังขึ้น ก็เพราะคนแยกไม่ออกจากข้อมูลการเงินที่ไทยพีบีเอสเปิดเผย “ต้นทุนรายการที่ผลิตเองกับที่จ้างข้างนอกกลืนกันหมด” ผู้บริหารบางคนพยายามอธิบายว่าไทยพีบีเอสไม่ได้เป็นแค่สถานีโทรทัศน์ ยังมีงานอื่นอย่างศูนย์ภัยพิบัติ แต่คนไม่รู้ว่างานนั้นใช้เงินเท่าไรและได้ผลอะไร เพราะตัวเลข ไม่ได้ออกมา แม้แต่ตัวเลขการลงทุนแพลตฟอร์ม VIPA ก็หาไม่เจอ

สฤณีอยากเห็นตัวเลขที่ละเอียดในระดับเดียวกับ BBC หรือ NHK ที่แยกต้นทุนตามประเภทรายการและช่องทางการรับชม BBC คำนวณไปถึงต้นทุนต่อคนดู อย่างน้อยไทยพีบีเอสควรบอกได้ว่า ต้นทุนรายการที่ผลิตเองเทียบกับจ้างผลิตเป็นเท่าไร และถ้าจ่ายให้ผู้ผลิตภายนอกเป็นหลายร้อยล้าน เงินนั้นกระจายไปกี่เจ้า เพราะ “ถ้ากระจุกตัวอยู่ 5 เจ้าก็ไม่โอเค”

มาตรา 51 กับการทบทวนพ.ร.บ.ที่หาไม่เจอ?

คนที่เขียนกฎหมายไทยพีบีเอสคงเห็นความเสี่ยงนี้ตั้งแต่ต้น ว่าการการันตีให้เงินสองพันล้านทุกปี อาจทำให้ไทยพีบีเอสจ่ายเงินอย่างไม่มีวินัย มาตรา 51 เลยกำหนดให้ทบทวนอย่างน้อยทุกสิบปีว่าแหล่งรายได้และเงินสะสมยังเหมาะกับพันธกิจหรือไม่ สฤณีเล่าว่าตั้งแต่สมัยเป็นกรรมการประเมินชุดแรกก็มีข้อถกเถียงว่า ถ้าให้เงินโดยไม่ต้องห่วงความอยู่รอด แล้วมันจะมีอะไรเป็นตัวบังคับว่าต้องรับผิดชอบกับเงิน

“พูดง่าย ๆ ให้องค์กรประเมินตัวเองว่าคุณมีเงินเยอะเกินไปไหม ถ้าคิดว่าได้เยอะเกินไป ก็จะได้เสนอแก้กฎหมาย หรือคืนเงิน หรืออะไรก็แล้วแต่”

รอบแรกครบกำหนดราวปี 2561 แปดปีผ่านไปไม่มีใครทวง รายงานประเมินผลตามมาตรา 51 ก็ไม่เคยเผยแพร่ฉบับเต็ม รอบที่สองคือปี 2571 ที่กำลังจะถึง ก็ใกล้จังหวะที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลและโครงข่ายหมดอายุ สฤณีเสนอว่าถ้าจะทำเรื่องเดียวให้ทำเรื่องนี้ก่อน โดยให้คนนอกช่วย และตอบให้ได้ว่าเงินสะสมจะใช้ทำอะไร เช่นเปลี่ยนผ่านสู่สื่อสาธารณะดิจิทัล ปรับโครงสร้างคน หรือสนับสนุนสื่ออิสระอื่น

ถ้าเงินสะสมมีเกินจำเป็น ควรเอาไปทำอะไร?

สฤณีเสนอให้ไทยพีบีเอสอธิบายว่าเงินที่สะสมมา “ควรจะเอาไปทำอะไร” แทนการกินดอกเบี้ยไปเรื่อย ๆ และคำตอบนั้นควรได้มาจากการทบทวนตามมาตรา 51 เธอเสนอทางใช้เงินที่สมเหตุสมผลอย่างน้อย สี่ทาง

1.ลงทุนเปลี่ยนตัวเองเป็นสื่อสาธารณะดิจิทัล เพราะทีวีกำลังหมดความสำคัญ ไทยพีบีเอสลงทุนไปบ้างแล้ว แต่หาไม่เจอว่าใช้เงินเท่าไร

2.ปรับโครงสร้างองค์กรและคน รวมถึงเตรียมลดขนาดในบางระดับ

3.สนับสนุนสื่ออิสระอื่นที่อยากเป็นสื่อสาธารณะเหมือนกันแต่ควรคุยกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ก่อน ไม่ให้ภารกิจทับซ้อนกัน

4.เสริมพลังพลเมืองและบริการสาธารณะ เช่น ศูนย์ภัยพิบัติ เป็นต้น

ถ้าแก้กฎหมายผ่าน …แล้วยังไงต่อ?

สฤณีเห็นด้วยกับหลายคน รวมถึงอธึกกิต ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ “น่าจะแย่แน่ ๆ เพราะย้ายไทยพีบีเอสเข้าระบบงบประมาณ โดยที่ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่น” ไทยพีบีเอสจะต้องมีสังกัด อาจเป็นสำนักนายกรัฐมนตรี คำของบต้องผ่านรัฐบาลและสำนักงบประมาณก่อนถึงสภา “ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะมีความพยายามแทรกแซงตั้งแต่ก่อนมาถึงสภาแล้ว” เธอบอกว่าความกังวลนี้ make sense แต่เธอก็บอกว่าอย่าเพิ่งมองโลกในแง่ร้ายว่าจะเป็นหายนะแน่ ๆ

“เราไม่ควรคิดว่า เดี๋ยวปีหน้าไทยพีบีเอสจะกลายเป็นช่อง 11”

ถ้ากฎหมายผ่านจริง สิ่งที่ต้องทำคือเจรจากลไกลดความเสี่ยงจากการแทรกแซง เธอยกมาตรา 56 ในกฎหมายไทยพีบีเอสที่ห้ามการเมืองแทรกแซง ซึ่งต้องทำให้มีผลบังคับใช้จริง เช่นตั้งคณะกรรมการภายนอกตามมาตรานั้น คอยเฝ้าดูตอนไทยพีบีเอสเสนอของบต่อสำนักงบประมาณ ว่าไม่มีการกลั่นแกล้ง หรือตัดงบโดยไม่มีเหตุผล เธอบอกว่ากฎหมายไทยพีบีเอส “เขียนด้วยความกลัว กลัวการแทรกแซงมาตั้งแต่ต้น กลไกแบบนี้จึงมีฐานให้ต่อยอด”

และในกรณีเลวร้ายที่สุด เธออยากเห็นไทยพีบีเอสถือโอกาสนี้ “เป็นหัวหอกในการต่อสู้เพื่อเสรีภาพสื่อ ไม่ใช่แค่สำหรับตัวเอง ทั้งปัญหาการฟ้องปิดปาก และการคุ้มครองเสรีภาพสื่อที่ถูกเอาออกจากรัฐธรรมนูญ”

มีแหล่งเงินอื่นที่ดีกว่าไหม?

สฤณีวางเกณฑ์ไว้สามข้อ แหล่งเงินต้องประกันความเป็นอิสระ ยั่งยืน และเพียงพอ ถ้าดูตามหลักการ เงินจากกองทุน กทปส. ของ กสทช. ที่มาจากค่าธรรมเนียมในวงการโทรทัศน์และโทรคมนาคม ก็ “เมกเซนส์” ที่จะเอามาสนับสนุนไทยพีบีเอส “ติดอยู่แค่ว่า วันนี้ไม่มีใครไว้ใจ กสทช.”

เมื่อถามว่าไทยพีบีเอสควรมีข้อเสนอปฏิรูปตัวเองไหม สฤณีมองว่านี่เป็นโอกาสดีที่องค์กรจะได้กลับมาทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง และเสนอจุดเริ่มต้นไว้สองเรื่อง

เรื่องแรก คือทำรายงานทบทวนตามมาตรา 51 โดยมีคนนอกช่วยสนับสนุน ทั้งต้องตอบให้ได้ว่าเงินสะสมสามสี่พันล้านที่กองอยู่ในธนาคารจำเป็นต่อภารกิจแค่ไหน และจะใช้ทำอะไรบ้าง

เรื่องที่สอง คือตอบข้อกล่าวหาเรื่องพวกพ้องด้วยกลไกภายในขององค์กรเอง เริ่มจากยอมรับว่าเป็นปัญหา แล้วหาว่ากลไกบกพร่องตรงไหน

ไทยพีบีเอสในมุมมองของอธึกกิตจะมีหน้าตาแบบไหน?

เล็กลง แต่ไม่คืนเงินให้รัฐ ลดขนาดและงบประมาณส่วนกลางได้ แต่เอาเงินไปทำให้ไทยพีบีเอสเป็น “แม่ข่าย” ให้ทุนสื่อพลเมืองและสื่อท้องถิ่น

ลดคนแบบไม่ให้ใครเจ็บตัว เขาให้ความเห็นว่าตัวเลขการลด 400–500 คนผ่านโครงการเกษียณก่อนกำหนด และให้แก้ความไม่เท่ากันของพนักงานสัญญาจ้าง 

เปิดประตูให้ภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการรื้อโครงสร้าง อย่างกรรมการสรรหาที่ยังพึ่งองค์กรวิชาชีพสื่อเมื่อ 20 ปีก่อน เช่นประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย  “สื่อพวกนี้ตายไปหมดแล้ว”

ตั้งเกณฑ์การจ้างที่คนนอกตรวจได้ เขาเห็นด้วยว่างานสร้างสรรค์ “ประมูลไม่ได้หรอก” แต่การเลือกแบบเจาะจงเพียงแต่เป็น “ดาบสองคม” จึงต้องมีตัวชี้วัดความเหมาะสม กำหนดเวลาประเมิน และให้คนนอกเข้ามาร่วมประเมิน

เรื่องทำตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างสตง.เนี่ย อย่างโครงการของรัฐบาลเพื่อไทยเรื่อง soft power หรือ Thacca เนี่ย ที่เขาประมูลอะไรพวกเนี้ยเขาก็ทำไม่ได้ ที่จะทำตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเพราะว่ามันเป็นงานศิลปะเป็นงานอะไรต่าง ๆ”

อีกประเด็นคือไทยพีบีเอสต้องเสนอการปฏิรูปตัวเองก่อนคนอื่นเสนอให้ “ถึงที่สุดไทยพีบีเอสต้องแก้กฎหมาย และต้องมีข้อเสนอของตัวเองว่าจะลดค่าใช้จ่ายแบบไหน”

ผู้บริหารอะลุ่มอล่วยกับอดีตมากไปหรือเปล่า?

อธึกกิตให้เครดิตคุณวันชัยว่าเป็น ผอ.ส.ส.ท. คนแรกที่มาด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ว่าต้องการปฏิรูป และไม่ผูกพันกับเครือข่ายเดิม แต่ก็มีคำถามได้ว่า

“สิ่งที่เป็นคำถามต่อวันชัยและทีมบริหารก็คือ เขาอะลุ่มอล่วยกับสิ่งที่เคยเป็นมาก่อนมากไปหรือเปล่า”

โดยความเห็นจากการสันนิษฐานของเขาคือ หนึ่ง ผอ. ไม่มีอำนาจพอ สอง ถ้าทำมากไปจะกระทบกระเทือนเกินไป ในอดีตเคยได้ยินว่ามีกรรมการนโยบายบางคนมองรายการเป็น “รายการของฉัน อย่ามาแตะ” และพนักงานประจำจำนวนมากย้ายไม่ได้ เอาออกไม่ได้

“เขาต้องเอาจริงเอาจังในการบอกว่าจะทำอะไรต่อ จะรื้อปฏิรูปไทยพีบีเอสแบบไหน อันนี้คือสิ่งที่คนอยากเห็น”

หลายคำถามยังต้องการคำตอบ บนโจทย์ที่ผู้บริหารไทยพีบีเอสต้องเคลียร์ให้ชัดทั้งเรื่องความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ ระบบอุปถัมภ์ในองค์กรและการปฏิรูปสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส 

De/code สัมภาษณ์คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องกันกับการสัมภาษณ์ของคุณฐปนีย์ เอียดศรีชัย สำนักข่าว The Reporter

คำตอบแรกจากผอ. ไทยพีบีเอส ภายหลังการแถลงข่าวการตรวจสอบของสตง. คือขอโทษทุกท่านที่ไม่สามารถขึ้นเวลาแถลงข่าวจากมุมขององค์กรในดังกล่าวด้วยตัวเอง เหตุเพราะการแถลงข่าวของ สตง. เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ในขณะที่ตนอยู่ต่างจังหวัด โดยยืนยันยอมรับการตรวจสอบ แต่ครั้งนี้เหมือนสตง. ปิดตรวจเร็วมาก “เราชี้แจงไปครั้งเดียวก็ส่งมาเลยว่าปิดแล้ว เราควรจะมีขั้นตอนชี้แจงมากกว่านี้ไหม และบังเอิญมันอยู่ในช่วงเวลาที่มีเรื่องร่างกฎหมายด้วย”

Q : รู้เรื่อง 85 ล้านบาทได้อย่างไร

A : กำลังขับรถกลับบ้าน เพื่อนโทรมาบอก ตกใจครับ ยอมรับว่าตกใจ เพิ่งออกจากออฟฟิศ ยังไม่เห็นหนังสือ สตง. เลย เรื่องที่ถูกตรวจนั้นรู้อยู่แล้ว เพราะส่งเอกสารชี้แจงกันไปมา แต่ผลว่าต้องคืนเงินไม่เคยรู้มาก่อน เอกสารที่หลุดออกไปไม่มีตราประทับลับ ขณะที่ฉบับที่ส่งมาให้ผมมีตราประทับลับ

Q : หนังสือที่ได้รับมีอะไรบ้าง และตอนนี้ดำเนินการอะไรไปแล้ว

A : มีสองฉบับ ฉบับแรกส่งถึงประธานกรรมการนโยบาย คือเรื่อง 85 ล้าน ฉบับที่สองส่งถึงผมให้ตั้งกรรมการสอบวินัยน้อง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้รับวันที่ 9 ตุลาคมเหมือนกัน เมื่อวานกรรมการนโยบายเพิ่งมีหนังสือให้ผมชี้แจงข้อเท็จจริง หลังจากนั้นจะตั้งกรรมการสอบหรือไม่ แล้วแต่มติกรรมการนโยบาย เพราะเขาคือเจ้านายของผม

Q : ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา พร้อมรับการตรวจสอบไหม

A : ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ

Q : สตง. บอกว่าไม่พบพฤติการณ์ทุจริต แต่ผิดระเบียบ ถ้าผิดจริง ไทยพีบีเอสต้องรับผิดชอบแค่ไหน และถ้ามีเวลาชี้แจงมากกว่านี้ ผลจะเปลี่ยนไหม

A : ก็ตามที่เขาบอก 80 กว่าล้าน แต่ยังมีขั้นตอนอีกเยอะ ถ้ามีเวลามากกว่านี้จะต่างไหม ไม่รู้ เรารู้แค่ว่าเขาไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงแล้วสรุปมาเลย หน้าที่ผมตอนนี้คือทำข้อเท็จจริงให้กรรมการนโยบาย

Q : กรณี PNY การเจาะจงแบบเนี้ย มากเกินไป ยาวนานเกินไป และยังจำเป็นไหม 

A : คือมันเป็นอดีต แต่พอผมมาก็มีนโยบายว่าอยากจะให้ผลิตกันเองเยอะขึ้น ก็เลยแจ้งนโยบายไปทางสำนักข่าวว่าอะไรทำเองได้ก็ทำ ก็เลยต่อสัญญาแค่ปี 68 แต่ว่าปี 69 ไม่มีแล้วนะ    

เท่าที่เข้าใจนะ รายการเนี่ยเป็นรายการที่ร่วมผลิต เขาก็ใช้อุปกรณ์ของเราบ้างแต่เขาต้องทำสกู๊ป ต้องมีนักข่าว รวมถึงในช่วงเวลาตอนนั้นเท่าที่มีข้อมูล คนไม่พอโดยเฉพาะโปรดิวซ์เซอร์ซึ่งรายการเป็นวันหยุดด้วย คนไม่พอ มันก็เป็นเหตุผลความจำเป็น ที่จะต้องจ้างบริษัทดังกล่าวทำรายการนี้  ก็เลยต่อเนื่องกันมายาวนาน

แต่ว่านโยบายสมัยก่อนเนี่ยเป็นนโยบายนึงนะ แต่สำหรับนโยบายสมัยผมคือเราต้องทำเอง 

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์การ : ขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ จริง ๆ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมันมี 3 วิธี ทั้ง E-Bidding  คัดเลือก และเจาะจง ส่วนที่มันโชว์หน้าเว็บของเรา เจาะจงเนี่ยคือนอกจากรายการที่มันผ่าน Commissioning มา กระบวนการที่มันคัดจาก  Commissioning จนสุดท้ายมัน Groom อะไรกันมาจนถึงการทำสัญญา มันก็เลยกลายเป็นเจาะจง

ยังมีเคสอื่น ๆ อย่างเช่นสมมุติบางทีเราเปิด E-Bidding ไม่มีคนเข้ามา ขั้นตอนคือเมื่อไม่มีคนเข้ามา ขั้นต่อไปคือไปเปิดทางเลือกและถ้าคัดเลือกแล้วยังไม่ได้อีก ขั้นตอนต่อไปมันต้องไปเปิดแบบเจาะจง หลายเคสที่อยู่ในเว็บไซต์มันเป็นในลักษณะนี้ คือมันต้องผ่านขั้นตอนมา หรืออย่างเช่นของ PNY เริ่มต้นเราผ่านกระบวนการคัดเลือกมานะ เราไม่ได้เจาะจงตั้งแต่ต้น มี 4 บริษัทที่เข้ามาคัดเลือก แล้วจากนั้นมันเป็นการจ้างต่อเนื่อง มันก็เลยเข้ากระบวนการเจาะจงได้

ส่วนเจาะจงเนี่ย ระเบียบของกรมบัญชีกลาง เขาอนุญาตอยู่แล้วว่าถ้างบไม่ถึง 500,000 เจาะจงได้ ก่อนหน้าตอนที่กรมบัญชีกลางเขาเข้ามาให้ความรู้ เขายังตั้งคำถามนะว่าหลายเคส มันไม่ถึง 500,000 เราเปิด E-Bidding ทำไม

Q : มีคำวิจารณ์ว่าในไทยพีบีเอสมีระบบอุปถัมภ์และอภิสิทธิ์ชน เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปหรือไม่

A : เข้าใจหมดเลยครับ อาจจะมีบ้าง ผมค่อย ๆ จัดการ บางคนเคยมีสามรายการก็ตัดไปแล้วรายการหนึ่ง คนที่อยู่มานานก็ค่อย ๆ เฟดออกไป ปีนี้เราเปิด Commissioning ให้ผู้ผลิตมาพิตช์งาน กรรมการจากภายนอกคัดเลือกสารคดี 56 เรื่อง แต่พอเข้าระบบราชการ ประกาศออกมาก็เป็นเฉพาะเจาะจงเยอะมาก

Q : ต้องรีบทำเรื่องนี้ในตอนที่ถูกตรวจสอบหรือไม่

A : แน่นอนครับ มันเป็นการส่งสัญญาณให้ผมทราบว่าสิ่งที่เราค่อย ๆ ทำ อาจไม่ทันใจ ต้องเร่งให้เร็วขึ้น ถ้าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนวิธี

Q : ประเด็นเรื่องการจ้างแม่เหล็ก รองอดิศักดิ์พูดว่าต้องการซื้อกองหน้าเลยให้ค่าตอบแทนผู้ดำเนินรายการในราคาที่สูง เวลาเราพูดเรื่องนี้ เราอธิบายกับคนทำงานภายในยังไง

A : พี่จะพูดถึงวิธีบริหารสถานีโทรทัศน์ก่อนนะ รายการที่ออกจากโทรทัศน์เนี่ยมีข่าว รายการ TALK สารคดี ละคร รายการหนึ่งชั่วโมง ถ้าเป็นละครประมาณ 1-2 ล้าน

ถ้าเป็นสารคดีแบบมีคุณภาพ อย่างน้อย 3-500,000 แต่ถ้าเป็นรายการ Talk มันแสนกว่าบาทเพราะว่ามันไม่ค่อยมีต้นทุนอะไร นอกจากใช้ความเชี่ยวชาญของพิธีกร ถามว่าในวิธีบริหารช่องเนี่ยต้นทุนถูกที่สุด เรตติงดีสุดก็คือรายการ Talk แต่อยู่ที่ตัวแม่เหล็กด้วย   

ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวกับค่าตัวของพนักงานข้างในเลยนะ มันคนละเรื่องกันเลย อันนี้เป็นวิธีบริหารรายการ ต้นทุน แล้วก็วิธีบริหารเรตติงด้วย รายการคุยให้คิดเนี่ยมันขึ้น top 1-3 มาตลอด อันนี้คือเหตุผลว่า ทำไมรายการคุยให้คิดตั้งแต่สมัยก่อนเขาคิดแพง คือมาถึงสมัยผม แล้วอยู่ดี ๆ ผมจะไปลดราคาเขาก็เออ… เพียงแต่ว่า มันก็รู้สึกว่ารายการนี้ก็อาจจะอยู่มานานแล้ว แล้วถึงรอบก็อาจจะต้องไปสิ้นปี ก็เลยไม่ได้คิดจะไปลดราคาอะไรเขา 

Q : มันต้องกลับมาพูดถึงการบริหารทรัพยากรภายในด้วยไหม ในเมื่อยังต้องดึงต้องซื้อแม่เหล็ก ต้องซื้อกองหน้ามาตามสิ่งที่ผู้บริหารพูด 

A : ไทยพีบีเอสมีรายการ 16 ชั่วโมง เยอะมากเลยนะ สัดส่วนของผู้ดำเนินรายการคนข้างนอกไม่ถึง 10% มันไม่ได้เยอะอะไรมากกมาย สอง เวลาคุณบริหารทีวีมันก็มีความหลากหลายของพิธีกร / คนหน้าจอ ทุกวันนี้พิธีกรประจำภายในก็วิ่งรอกกันไม่พออยู่แล้ว ความหลากหลายเราก็ต้องคิดถึงผู้ชมด้วย ว่าเขาต้องการความหลากหลายด้วย บางครั้งก็ต้องมีพิธีกรที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่เคยคิดปิดกั้นโอกาสของคนที่นี่เลยนะ แต่ต้องเข้าใจว่าวิธิหารช่องมันมีวิธีบริหารหลายอย่าง 

บางครั้งมันอาจต้องมีคนนอกบ้าง อย่างผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ต้องยอมรับว่าในบรรดาผู้ดำเนินรายการฮาร์ดทอล์ก จอร์จ (วราวิทย์ ฉิมมณี) ก็ลำดับต้น ๆ มันเป็นการบริหารในภาพรวมผม อย่างผมเอาวราวิทย์มา ผมเห็นว่ารายการต่างประเทศของเราเรตติงดีผมก็ขยายเวลาตอบโจทย์จากครึ่งชั่วโมงเป็นสี่สิบห้านาที และขยายเวลาทันโลกเป็นสี่สิบห้านาที แต่สี่สิบห้านาทีมันยาวแล้วนะ เลยให้พี่กรุณาไปช่วยรายการทันโลกสองถึงสามเดือนพอนะ ช่วยให้พงศธัชแข็งแรงจากนั้นพี่กรุณาก็เลิก ก็เป็นชั่วคราวไง ไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงก่อนช่วงแรก  

ประเด็นต่อมาการขยายเวลาตอบโจทย์จากครึ่งชั่วโมงเป็นสี่สิบห้านาที และขยายเวลาทันโลกเป็นสี่สิบห้านาที เราได้เวลารายการช่องเพิ่มไปครึ่งชั่วโมง ถ้าผมเอาครึ่งชั่วโมงนี้ไปทำสารคดี อาจเสียไป 2-3 แสน นี่ก็เป็นวิธีประหยัดงบประมาณโดยรวมไง บางทีเราไม่ได้คิดเป็นจุด ๆ เราคิดเป็นภาพใหญ่ ว่ามันคุ้มเปล่า  

Q : มีตัวเลขยืนยันไหมว่า หลังดึงแม่เหล็กมาแล้วเรตติงขึ้น

A : คุณไปดูสถานีประชาชนก่อนขึ้นจริงไหมล่ะ ตอบโจทย์ถามว่าเทปแรกนี่ดังเปล่า สัมภาษณ์อนุทิน คำว่าเรตติงมีสองอย่างนะ เรตติงจริง ๆ และเรตติงในแง่อิมแพกต์ คนที่มีอิทธิพลในวงการพูดถึง มันต้องพูดสองอย่างนะว่าคนพูดถึงตอบโจทย์เยอะมันอาจไม่ใช่กลุ่มใหญ่ แต่กลุ่มเหล่านี้เขามีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง 

ดูอาจารย์ยิ่งศักดิ์มาออกสถานีประชาชน กลยุทธ์ของยิ่งศักดิ์คืออะไรรู้เปล่า ทำให้สถานีประชาชนเป็นที่รู้จักของชาวบ้าน ขณะเดียวกันพิธีกรของเรา แป้งก็เรียนรู้ว่าสไตล์นี่ดี มันเป็นวิธีการเทรนคนของเราทางอ้อม ถามว่าทุกวันนี้รายการสถานีประชาชนโอ้โห ไปดูในติ๊กต๊อกดิ ทุกอย่างมันผ่านการคิดมาหมดแล้วแต่มันอาจไม่มีโอกาสในการสื่อสาร  

Q : เรื่องผู้บริหารที่รับเงินค่ารถประจำตำแหน่งแล้วยังใช้รถส่วนกลาง เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

A : ค่ารถประจำตำแหน่งมาจากสมัยไอทีวี เป็นวิธีบริหารเงินเดือน แยกค่ารถออกมาเพื่อไม่ให้ฐานเงินเดือนขึ้นทบต้น ตอนนั้นเป็นเอกชนทำได้ แต่พอเป็นไทยพีบีเอสมันไปผูกกับระเบียบราชการที่ห้ามใช้รถส่วนกลาง ยกเว้นบางกรณี ผมไปดูที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ส่วนตัว ส่วนใหญ่คือไปงานศพพนักงาน ไปสนามบินที่ต้องใช้รถตราไทยพีบีเอส หรือไปชี้แจงที่สภา เราชี้แจง สตง. กลับไปแล้ว ผลจะออกมาว่า ผิดหรือไม่ยังไม่รู้

Q : เรื่องการจ้างที่ปรึกษา กรณีคุณเทพชัยและคุณก่อเขต ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ข้อกล่าวหาที่ว่าทั้ง 2 คน เคยเป็นระดับผู้บริหารที่นี่มาก่อน มันมีคำถามว่าความเชี่ยวชาญและความชำนาญของทั้ง 2 คน ทำไมมันไม่ก่อเกิดดอกผลตั้งแต่ยังสมัยดำรงตำแหน่งหรือ ถึงต้องจ้างเป็นที่ปรึกษาต่อ 

A : ผมคิดว่ามันต้องแยกประเด็นนะ สถานะของคน 2 คนเนี่ย ในช่วงที่เขายังเป็นผู้บริหารเขาต้องบริหารองค์กรซึ่งก็คือภารกิจหรือ Job อย่างนึงนะ อันนี้ต้องเข้าใจก่อนนะ

อย่างกรณีคุณเทพชัย ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาจ้างมานะ แต่ว่าตอนที่ผมเข้ามาก็ไปถามว่าทำไม Thai PBS world ยังจ้างอยู่ จำเป็นไหม พอตอบว่าจำเป็น ผมก็โอเค เพราะว่าตอนนั้น Thai PBS world กำลังตั้งไข่อยู่บุคลากรยังไม่แข็งแรงเท่าไหร่ เขาก็ต้องคอยมาโค้ชชิ่ง 

ผมเป็นคน Soft Landing เป็นคนไม่ชอบหัก ผมเข้ามาตอนนั้นช่วงปลายปี ซึ่งใจผมอะ คิดว่าก็คงต่ออีกแค่ปีเดียวแหละ ไม่ต่อแล้ว คือต่อปี 2569 มันคือการค่อย ๆ คือไม่จำเป็นก็ออก

ส่วนก่อเขตเนี่ย เป็นความต้องการของสำนักข่าว ไม่เกี่ยวกับผม คือจริง ๆ ทุกหน่วยงานมีสิทธิ์ที่จะมีที่ปรึกษาได้ถ้าจำเป็น แล้วถ้าถามว่าทำไมมาเป็นโค้ชเพราะว่าการเป็นผู้ประกาศนอกพื้นที่เนี่ย มันต้องอาศัยทักษะหลายอย่าง 

ทูบีแฟร์นะ ตอนที่คุณก่อเขตเขาเป็นผู้บริหารสำนักข่าว เขาไม่มีเวลามาเป็นโค้ชหรอก เพราะงานสำนักข่าวมันเยอะมาก แต่ว่าพอสำนักข่าวเห็นว่าจุดอ่อนของนักข่าวที่นี่คือการโค้ชชิ่งบางเรื่อง ผมบอกว่าโอเคก็มาเป็นระยะหนึ่งเท่านั้น ก็แค่ 6 เดือนก็จบ ก็ไม่ได้มีประเด็นเพราะว่ามันไม่ใช่แบบว่า โอ้โห อยู่กันเป็นหลายปีนะ 6 เดือน จบก็จบไป

ส่วนคุณเทพชัยก็สิ้นปีนี้จะไปแล้ว นั่นเป็นความคิดผม แต่ล่าสุดคุณเทพชัยเขาทำจดหมายมาหาผมว่า สิ้นเดือนนี้(ต.ค.69) เขาจะไปแล้ว เขาระบุว่าภารกิจของเขามันเสร็จก่อนกำหนด เขาขอลาออกก่อนสิ้นปี เช่นเดียวกับก่อเขต ที่ได้เขียนจดหมายมาบอกว่า ภารกิจของเขาได้ส่งมอบงานเร็วกว่าที่กำหนด พร้อมจะส่งรายการมาให้ทราบว่าทำไรบ้างก็จะไปสิ้นเดือนนี้เหมือนกัน

Q : วันก่อนรองอดิศักดิ์พูดว่าที่นี่มีภารกิจเยอะ มีคนเยอะ มองยังไงครับ 

A : คือต้องแฟร์กับทุกฝ่ายนะ ไทยพีบีเอสไม่ได้ทำเหมือนช่องอื่น ช่องอื่นอาจจะทำเฉพาะหน้าจอใช่มั้ย ข่าว รายการ ละครนะ เรามี VIPA ซึ่งมันก็เป็นสตรีมมิ่งของประเทศไทยนะ ซึ่งก็ต้องใช้คนแล้วก็ต้องเตรียมคนเพื่อที่จะไปสู่อนาคตว่าเราต้องการเป็น OTT Platform ระดับชาติ เรามีโครงข่าย มีสถานีสายส่ง 60 แห่งใช้ 200 กว่าคน ช่องอื่นเขาไม่มีนะ 

ก็ต้องดูแลโครงข่ายทั่วประเทศอย่างเงี้ย เรามีทีมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีสำคัญ รายการสำคัญของประเทศ ตอนนี้ไทยพีบีเอสเป็นหลักจริง ๆ มีกีฬาพื้นบ้านใครทำอะ เราต้องถ่ายทอดสด แล้วก็ต้องใช้คนเยอะ ใช่มั้ยอะ 

มีรายการเด็กถามว่าที่อื่นมีรายการเด็กไหม ไม่มีแล้วเพราะรายการเด็กต้นสูง ทุกวันนี้รายการเด็กหลายรายการ ไปสู่อีเลิร์นนิง จะไปสู่หลักสูตร สพฐ. ของกระทรวงแล้ว ทุกองคาพยพมันใช้คนหมดนะครับ 

แต่โอเค เข้าใจได้ว่าเวลาคนภายนอกมองวิจารณ์ได้ว่าดูช่องเราไม่ต่างจากช่องอื่น ผมก็มาจากทีวีข้างนอกนะ มันก็โอเค มันก็มีโอกาสที่จะรีดไขมันได้ไปบางส่วนบางจุด ถามว่ามีไขมันไหม มีแน่นอน มี deadwood ไหม ก็มี ซึ่งทุกวันนี้พี่ก็มีนโยบายว่าเกษียณแล้วไม่รับคนเพิ่มแล้วนะ ปีที่ผ่านมาเนี่ย ก็หยุดรับคนมานานแล้วอะ ก็ต้องรีดไขมันทุกวิถีทาง

Q : มีเป้าในใจไหมครับ
A : คิดว่า 0 กับ 8 (พนักงานประจำ) จะให้ต่ำกว่าพันภายในไม่กี่ปีนี้ ก็ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดอะ ไม่ให้มีใครเดือดร้อน คุณรู้หรือเปล่าว่าที่นี่ระบบราชการทั้งนั้น มันต้องค่อย ๆ แก้ ปัญหาจริง มันไม่ได้ง่ายนะ 

วิธีการของรหัส P 0 8 มันไม่เหมือนกันเลยนะเงินเดือนขั้นต้นก็ไม่เหมือนกัน แล้วความเข้าใจของรหัส P มันมาตาม Project พอจบแล้วก็จบไป สมมุติรหัส P จะได้สวัสดิการเหมือน 0 กับ 8 ก็ไม่ง่าย เห็นอยู่ว่าบางสำนักรหัส P มีจำนวนมากกว่า 0 กับ 8  

บางทีอาจต้องไปแก้อะไรบางอย่าง ซึ่งที่นี่แก้อะไรโคตรยาก ระเบียบการเงินที่โดนทุกวันนี้ก็แก้มาเป็นปียังแก้ไม่ได้ ยังนั่งคิดว่าถ้ามันแก้เร็วกว่านี้ผมก็ไม่เดือดร้อน

Q : ไทยพีบีเอสมองร่างกฎหมายเปลี่ยนที่มางบประมาณอย่างไร

A : เราไม่ได้คิดเรื่องเงินสำคัญเท่ากับหัวใจของสื่อสาธารณะ คืออิสระในการตรวจสอบทุกฝ่าย เงินคือเส้นเลือดใหญ่ที่สุด มันคอนโทรลทุกอย่าง ยกตัวอย่างโครงการแลนด์บริดจ์ เราทำต่อเนื่องสองปี ทุกวันนี้โครงการถูกเบรกไว้เพราะคนไม่เห็นด้วยเยอะ คนเหล่านั้นจะสื่อสารผ่านใคร ถ้าไม่ใช่สื่อที่ค่อนข้างเป็นอิสระ แต่เราไม่ได้ติดว่าต้องเป็นภาษีบาป เปลี่ยนก็ได้ แต่อันไหนล่ะที่มีเหตุมีผลและปราศจากการถูกควบคุมจากรัฐโดยสิ้นเชิง

Q : ผลรับฟังความคิดเห็นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ไทยพีบีเอสจะผลักดันเรื่องนี้ต่ออย่างไร

A : เกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดคือประชาชน ลำพังไทยพีบีเอสออกตัวได้ไม่มาก เพราะเราเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ผมบอกน้อง ๆ ว่าไม่อยากให้พื้นที่สื่อของเราเป็นพื้นที่ตอบโต้ เราจะรายงานปัญหาของคนอื่นมากกว่าปัญหาของเรา แต่จุดยืนชัดว่าไม่เห็นด้วย เพราะหัวใจของสื่อสาธารณะคือความอิสระ ปราศจากทุนหรืออำนาจรัฐมาครอบงำ ไม่งั้นอีกหน่อยจะไม่มีใครพูดแทนประชาชนได้

Q : คิดว่าจะต้านทานแรงกดดันทางการเมืองครั้งนี้ไหวไหม

A : เข้าใจว่าอีกฝ่ายอยากให้ความชอบธรรมของไทยพีบีเอสลดลง ไม่เป็นไร การชี้แจงตรงไปตรงมาคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด บริบทสื่อสาธารณะเมื่อ 18 ปีก่อนกับวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว เปิดให้ข้างนอกมาพูดถึงการปฏิรูปเป็นเรื่องที่ดีมาก

Q : เสียงวิจารณ์เรื่องระบบอุปถัมภ์และการจ้าง จะมีการตรวจสอบภายในไหม

A : ต้องมารื้อฟื้น ตรวจสอบว่าสิ่งที่ข้างนอกพูดจริงหรือไม่ และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจง เราไปตรวจสอบคนอื่นเยอะ ก็ต้องตรวจสอบตัวเองด้วยว่าโปร่งใสจริงหรือเปล่า ต่อจากนี้ผมจะชวนองค์กรสื่อ นักวิชาการ และเครือข่ายภาคประชาชนมาร่วมคิดว่าไทยพีบีเอสควรปฏิรูปอย่างไร เพราะเจ้าของคือทุกคน

Q : การไปต่อขององค์กร มองยังไงครับ  

ขอบคุณเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันเป็นกระจกที่ส่องให้เรารู้ว่าเราต้องเร่งปฏิรูปองค์กรอย่างจริงจังแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าพนักงานเองก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตด้วย

Q : ผมเห็นเป้าผอ. ที่เข้ามาตั้งแต่วันแรก หลายคนเห็นความตั้งใจว่าผอ. อยากเข้ามาเปลี่ยนแปลงที่นี่ นี่จะเป็นแรงลมใต้ปีกให้ผอ. เปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้นไหม

A : หวังว่าเช่นนั้นนะ ก็ไม่รู้นะ ก็พูดตรง ๆ ว่า ตอนแรกที่เข้ามาด้วยความเร่าร้อนอยากเปลี่ยนแปลงนี่โน่น ผมก็ต้องถอยนะ เพราะว่าพนักงานบางคนบอกว่าจะมาเปลี่ยนแปลงอะไร พวกผมก็อยู่กันมาดี ๆ แล้ว   

ใจผมอะนะ ผมมี 10 ข้อที่อยากทำให้ได้ดี คือ แรกสุด Thai PBS น่าจะเป็นองค์กรที่คนน้อย ผลิตภาพสูง จริง ๆ ที่ผ่านมาผมอยู่หน่วยงานข้างนอกที่คนไม่ได้เยอะมากแต่ productivity สูง ถามว่าทุกวันนี้ขนาดกำลังคนของที่นี่ เทียบกับ productivity มันน่าจะได้เยอะกว่านี้ 

สองเราควรจะเป็นหน่วยงานที่ให้ทุนสนับสนุนกับสื่อเล็ก ๆ ที่เขาเป็นปากเสียงให้กับชาวบ้าน ที่ไม่มีโอกาสจริง ๆ อันนี้อาจจะต้องไปแก้เยอะ ต้องแก้กฎหมายอีกเยอะ  

สามเราต้องเตรียมตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอีก 2 ปี ข้างหน้า คือถ้าเกิด อย่างที่รู้ว่าทีวีดิจิทัลก็จะไปหมด ภารกิจของเราคือยังไงก็ต้องทำทีวี เพราะออนไลน์ไม่สามารถรองรับคนที่ไม่มีตังค์ได้ มันต้องจ่ายค่าอินเทอร์เน็ต ยังไงก็ต้องทำทีวีแต่จะทำแบบไหนให้มันคุ้ม 

ต่อมาถ้าทุกคนดู Netflix ภาษาทางวิชาการคือมันก็ตกอยู่ในอาณานิคมการสื่อสาร ตกอยู่ใต้ต่างชาติหมด  Netflix ก็คุมอัลกอลิทึมหมด ดังนั้นเรามีความตั้งใจว่าอยากเป็นสตรีมมิงระดับชาติ ซึ่งก็คือ VIPA  ซึ่งก็ต้องพัฒนาอีกเยอะครับ ก็คือความฝันว่าแล้วพวกเราจะปรับตัวยังไงในอนาคต 

แน่นอนว่าพนักงานก็ต้องปรับตัวเยอะ ในเรื่องของความรู้ความสามารถ ในเรื่องของเทคโนโลยี การถ่ายทอดสดจะปรับตัวยังไง ให้ใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดคนกว่านี้ ห้องส่งจะทำยังไงให้ประหยัดคนกว่านี้ เพราะทุกอย่างสเกลเล็กลงหมด ต้องคิดไปข้างหน้าแล้ว เพราะมันมีเวลาอีก 2 ปีเท่านั้น อย่างที่ผมบอกว่าอยากให้ที่นี่เป็นกรีนออฟฟิศ เพราะว่ามันก็น่าจะเป็นตัวอย่างขององค์กรที่ดีนะครับ ที่ประหยัดพลังงานที่ใช้จ่ายเงินอย่างคุ้มค่านะครับ จะทำไงให้ที่นี่มันเป็นแหล่งที่คนทำสารคดีดี ๆ ในประเทศ ยังสามารถทำได้อยู่ อันนี้สำคัญมากเลยนะ คือทุกวันนี้ไม่มีใครทำสารคดีแล้ว เพราะว่าไม่มีใครลงทุนให้นะครับ แต่เราจะซัพพอร์ตคนทำสารคดีดี ๆ ของบ้านเรายังไง แม้กระทั่งถึงละครทุกวันนี้ก็ไม่มีคนทำแล้ว 

สุดท้ายเนี่ยก็อยากจะบอกว่า Thai PBS ไปสู่ตลาดโลกได้ คือเราก็มีรายการซีรีส์ดี ๆ ที่ทุกวันนี้ ที่เซ็นสัญญากับ Netflix ไปแล้ว

นี่คือความตั้งใจว่าภายใน 4 ปี ข้างหน้า ถ้ายังอยู่นะก็อยากจะทำสิ่งเหล่านี้แหละ แต่แน่นอนว่าทีมบริหารทำกันเองไม่ได้หรอก  พนักงานก็ต้องร่วมแรงร่วมใจกันด้วย ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก แล้วอีกอย่างนึงคืออยากให้การทำงานไม่เป็นไซโลไปมากกว่านี้ อยากให้ทุกคนทำงานรวมใจกันแล้วแบ่งงานกันทำได้ดีมากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ดีขึ้นนะ แต่ก็อยากจะให้แต่ละฝ่ายได้ร่วมมือกันมากกว่านี้ด้วย มันก็เป็นการประหยัดทรัพยากรจริง ๆ นะ

ทุกวันนี้ก็มีผู้ประเมินภายนอกมาตรวจสอบทุกปีอยู่แล้วนะ แต่ที่แน่ ๆ ที่จะทำคือ ผมกำลังให้ประสานงานกับพวกเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นสื่อองค์กร สื่อทั้งหลาย เครือข่ายของภาคประชาชนมาช่วยกันมองว่า ทิศทางของไทยพีบีเอสข้างหน้ามันควรจะเป็นยังไงในการปฏิรูป คือเราก็คงจะมองจากข้างนอกเข้ามาด้วย คงไม่สามารถมองจากข้างในอย่างเดียวได้ เพราะว่าสื่ออย่างไทยพีบีเอส ไม่มีใครเป็นเจ้าของนอกจากประชาชนทุกคน 

ฟาห์เรนน์ นิยมเดชา
Authorฟาห์เรนน์ นิยมเดชา

เป็นคนที่เฝ้าฝันสร้างสังคมประชาธิปไตย ร่วมลงทุนลงแรงเพื่อสร้างสังคมที่เทียมเท่าในทุกๆ วัน

จันจิรา ทาใบยา
Photographerจันจิรา ทาใบยา
TAGS
InterviewThaiPBSปฏิรูปสื่อสาธารณะสื่อสาธารณะไทยพีบีเอส

table of contents

  1. 0118 ปีของไทยพีบีเอส ก็มีจุดที่ถูกตั้งคำถาม?
  2. 02ข้อกล่าวหาทั้งหมดมีมูลมากน้อยแค่ไหน?
  3. 03ทำไมคนข้างในต้องเดินออกไปร้องข้างนอก?
  4. 04ทำไมเงินที่การันตีถึง “สุ่มเสี่ยง”?
  5. 05เงินเกินดุลมาจากการปฏิรูปหรือเปล่า?
  6. 06ประชาชนรู้ไหมว่าเงินแต่ละบาทไปไหน?
  7. 07มาตรา 51 กับการทบทวนพ.ร.บ.ที่หาไม่เจอ?
  8. 08ถ้าเงินสะสมมีเกินจำเป็น ควรเอาไปทำอะไร?
  9. 09ถ้าแก้กฎหมายผ่าน …แล้วยังไงต่อ?
  10. 10มีแหล่งเงินอื่นที่ดีกว่าไหม?
  11. 11ไทยพีบีเอสในมุมมองของอธึกกิตจะมีหน้าตาแบบไหน?
  12. 12ผู้บริหารอะลุ่มอล่วยกับอดีตมากไปหรือเปล่า?

recommended for you

สะสมทุนบนหลังคน
สะสมทุนบนหลังคน
น้ำหลาก กากโผล่! สุสานมลพิษที่รัฐมองการลงทุนคุ้มกว่าชีวิตประชาชน
น้ำหลาก กากโผล่! สุสานมลพิษที่รัฐมองการลงทุนคุ้มกว่าชีวิตประชาชน
ชะลอแลนด์บริดจ์ ปลุกผี ‘ทวาย’ ฝันร้ายในภูมิรัฐศาสตร์ใหม่
ชะลอแลนด์บริดจ์ ปลุกผี ‘ทวาย’ ฝันร้ายในภูมิรัฐศาสตร์ใหม่
ปฏิรูปสื่อสาธารณะไม่พอ ต้องปฏิรูปการเมืองขนานใหญ่ในยุคสมัย ‘วินาศทางข่าวสาร’ ยิ่งต้องการสื่อที่เชื่อถือได้
ปฏิรูปสื่อสาธารณะไม่พอ ต้องปฏิรูปการเมืองขนานใหญ่ในยุคสมัย ‘วินาศทางข่าวสาร’ ยิ่งต้องการสื่อที่เชื่อถือได้
สังคมไทยต้องไม่ลืม ‘จารุพงษ์’
สังคมไทยต้องไม่ลืม ‘จารุพงษ์’

Related Story

ปฏิรูปสื่อสาธารณะไม่พอ ต้องปฏิรูปการเมืองขนานใหญ่ในยุคสมัย ‘วินาศทางข่าวสาร’ ยิ่งต้องการสื่อที่เชื่อถือได้Journalism

ปฏิรูปสื่อสาธารณะไม่พอ ต้องปฏิรูปการเมืองขนานใหญ่ในยุคสมัย ‘วินาศทางข่าวสาร’ ยิ่งต้องการสื่อที่เชื่อถือได้

เพราะแหล่งที่มาของเงินเป็นส่วนหนึ่งของการจัดความสัมพันธ์ระหว่าง “สื่อสาธารณะ” กับ “อำนาจรัฐ” สื่อสาธารณะมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลและฝ่ายการเมือง หากทรัพยากรขององค์กรต้องกลับเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจทางการเมืองทุกปี สื่อสาธารณะจะเป็นอิสระ?
ภัทราภรณ์ ศรีทองแท้READ MORE
‘สื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน’ ก้าวต่อไป…ในวิสัยทัศน์ ‘ปัทมาวดี โพชนุกูล’Journalism

‘สื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน’ ก้าวต่อไป…ในวิสัยทัศน์ ‘ปัทมาวดี โพชนุกูล’

ถามตรง-ตอบตรง กับการแสดงวิสัยทัศน์ของ ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้รับสมัครการสรรหาผอ.ไทยพีบีเอสคนต่อไป
AuthorREAD MORE
Game Changer ในภูมิทัศน์สื่อแปรปรวน วิสัยทัศน์ ‘อภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์’Journalism

Game Changer ในภูมิทัศน์สื่อแปรปรวน วิสัยทัศน์ ‘อภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์’

ถามตรง-ตอบตรง กับการแสดงวิสัยทัศน์ของ อภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ ผู้รับสมัครการสรรหาผอ.ไทยพีบีเอสคนต่อไป
AuthorREAD MORE