
อาจเพราะแหล่งที่มาของเงินเป็นส่วนหนึ่งของการจัดความสัมพันธ์ระหว่าง “สื่อสาธารณะ” กับ “อำนาจรัฐ” สื่อสาธารณะมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลและฝ่ายการเมือง หากทรัพยากรขององค์กรต้องกลับเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจทางการเมืองทุกปี สื่อสาธารณะจะดำรงความเป็นอิสระไว้ได้อย่างไร
ขณะที่ “ความเป็นอิสระ” ก็ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ต้องถูกตรวจสอบ” ข้อถกเถียงเรื่องแหล่งรายได้ของ Thai PBS จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า งบประมาณควรมาจากภาษีประเภทใด หรือถ้าเปลี่ยนกติกาทางการเงินแล้วจะเกิดอะไรขึ้น แต่เป็นคำถามที่ลึกไปกว่านั้นคือประเทศไทยจะออกแบบระบบการเงินของสื่อสาธารณะอย่างไร ให้เงินทุกบาทสามารถตรวจสอบได้ ไม่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันต่อกองบรรณาธิการ ยิ่งต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระจากรัฐและทุนในวันที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น กระทั่งมีคำจำกัดความของสถานการณ์ปัจจุบันว่าเป็นภาวะ “Information Armageddon” หรือภาวะวินาศทางข้อมูลข่าวสาร เมื่อข่าวปลอมแพร่กระจายได้เร็วกว่าข้อเท็จจริงถึง 6 เท่าบนโซเชียลมีเดีย และอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ให้รางวัลกับความเกลียดชังมากกว่าความเห็นอกเห็นใจ

รองศาสตราจารย์ รุจน์ โกมลบุตร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พาย้อนกลับไปช่วงเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 หรือพฤษภาทมิฬ ในห้วงเวลานั้น ความเป็นอิสระของสื่อมีผลจริงต่อสังคมไทยในเวลานั้นซึ่งมีโทรทัศน์อยู่ 5 ช่องคือช่อง 3, 5, 7, 9 และกรมประชาสัมพันธ์ ในที่สุดแล้วสื่อโทรทัศน์ทั้งหมดก็ถูกปิดกั้น สื่อโทรทัศน์ในตอนนั้นต่างรายงานการชุมนุมโดยสงบ ไม่มีอะไร คล้าย ๆ กับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมหน่อมแน้มทำนองนั้น ขณะที่สื่อหนังสือพิมพ์ซึ่งมีอิสระมากกว่าก็ถูกรัฐบาลในยุคนั้นไล่ปิด ต้องวิ่งหาที่ตีพิมพ์ ด้วยความขัดแย้งของข้อมูลข่าวสารที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงนี้ก็กลายเป็นความอยากรู้ของประชาชน เมื่อหนังสือพิมพ์พูดอย่างหนึ่ง โทรทัศน์ทั้งห้าช่องก็พูดอีกอย่างหนึ่งก็มีคนจำนวนหนึ่งออกไปดูเหตุการณ์ในวันนั้น เพราะความอยากรู้ความจริงว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
น้องผู้ชายอายุ 20 ปีขอพ่อแม่ออกจากบ้านไปดูเหตุการณ์ในวันนั้น ว่าทำไมสื่อถึงพูดไม่เหมือนกัน ก็ออกจากบ้านไปเมื่อ 18 พฤษภาคม 2535 ในช่วงเย็น แล้วน้องคนนั้นก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย สองวันถัดมาพ่อแม่ก็มารู้ว่าเขาเสียชีวิตในที่ชุมนุมจากการล้อมปราบในวันนั้น เด็กคนนั้นอายุเพียง 20 ปี ถ้าเขาโตขึ้นในวันนี้เขาจะมีอายุ 54 ปี
ประมาณพวกเราที่อยู่ในห้องนี้มั้ง (กลั้วขำ) พ่อของเขาได้กลายมาเป็นญาติของวีรชน พฤษภา 35 เขาคนนั้นยีน-กิตติกรณ์ เขียวบริบูรณ์ รศ. รุจน์ สะท้อนนัยสำคัญว่า ไม่ใช่แค่การปิดหูปิดตาสื่อ ผลของมันคือ ทำให้มีการตายเกิดขึ้น
“หลังจากมีไอทีวี ในเวลานั้นได้กลายเป็นที่พึ่งของประชาชน กระทั่งมีความพยายามจะครอบงำไอทีวี สุดท้ายไอทีวีก็เน่า จนต้องคืนคลื่นในที่สุดก็มาสู่ไทยพีบีเอส ในประเด็นนี้กำลังจะบอกว่าการทำงานตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐดี ๆ ก็เคยมีอยู่แล้วก็ยังเอาไม่อยู่ เพราะการเมืองนี้แหละที่ทำให้สื่อมีปัญหา”
สื่อสาธารณะยังจำเป็นกับสังคมไทยอยู่ไหม และทำไมสังคมไทยยังจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะ หลายคำถามที่ต่างคำตอบ ท่ามกลางการแก้ไขพ.ร.บ. ไทยพีบีเอส ที่อาจจะเปลี่ยนให้สื่อสาธารณะกลายเป็นสื่อของรัฐอีกเจ้าหนึ่ง
รศ. รุจน์ ตั้งคำถามสำคัญว่า ร่างฯ แก้ไขเปลี่ยนวิธีให้งบประมาณจากการจัดเก็บภาษี เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) มาเป็นการจัดสรรผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีตามกลไกของรัฐสภา จะทำให้วินัยทางการเงินการคลังดีขึ้นหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าไม่เป็นความจริง สะท้อนจากผลสำรวจภาคเอกชนพบว่า 23 จาก 26 หน่วยงานอยู่ภายใต้พรรคภูมิใจไทย ในรายงานระบุว่าเป็นกลุ่มหน่วยงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดคอร์รัปชันและการเรียกรับสินบน ในหน่วยงานกระทรวงที่โดนหนักสุดคือมหาดไทย เข้าใจว่า ผู้นำคือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ดังนั้นการเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้สื่อสาธารณะมาเป็นงบประจำนั้น มันไม่ได้แปลว่าวินัยทางการเงินการคลังจะดีขึ้น เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อจะครอบงำไทยพีบีเอส

ผศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แยกเป็นสองประเด็นคือเรื่องการบริหารจัดการกับเรื่องสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระจากรัฐและทุน ถามว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้จะตกไปหรือไม่ แม้เสียงคัดค้าน “ไม่เห็นด้วย” จะสูงเกิน 70% ร่างแก้ไขฯ ฉบับนี้ก็จะไม่ตกไปในทันทีโดยขั้นตอนต่อไปคือจะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมรับหลักการของสภาผู้แทนราษฎร เข้าใจว่าน่าจะเป็นหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพียงแต่น้ำหนักของผู้เสนอร่างแก้ไขฯ อาจจะเบาลงไปเนื่องจากมีสัดส่วนของผู้ไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขร่างฯ มากกว่าผู้ออกเสียงเห็นด้วย และหากพิจารณาในแง่เนื้อหาของร่างแก้ไขฯ ซึ่งมีเพียง 4 มาตรานั้นได้วางกรอบการบังคับใช้ในอีก 1 ปีข้างหน้า สาระสำคัญของเนื้อหาจะอยู่ที่มาตรา 3 ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงที่มาของเงินมาเป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พูดให้เข้าใจง่ายคือรัฐบาลเป็นผู้เห็นชอบ นั่นหมายความว่า จะไม่มีหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะอีกต่อไป แม้จะบอกว่าไม่ยุ่งเรื่องบริหารเลยก็คงไม่ใช่ เพราะที่มาของความเป็นอิสระคือต้องไม่ขึ้นอยู่กับการอนุมัติเงินจากรัฐบาล ในแง่นี้สื่อสาธารณะก็จะกลายเป็นสื่อของรัฐ ต่อมาคือเนื้อหาในมาตรา 4 ให้ยกเลิกมาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 และมาตรา 16 ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันกับมาตรา 3 นั่นหมายความว่าไม่มีเพดานเงิน 2,000 ล้านบาทอีกต่อไป
“จุดอ่อนของไทยพีบีเอส คือระเบียบการเงินที่ยังไม่ได้ออกระเบียบย่อย เพียงแต่ระเบียบหลักในปี 2567 มีวรรคสองที่ระบุ ไม่ต้องมีระเบียบย่อยทั้งยังมีบทเฉพาะกาลรองรับ พูดแบบเข้าใจง่าย ๆ คือตราบใดที่ระเบียบย่อยยังไม่ออก ก็ให้ใช้ระเบียบฯ เดิมได้ แต่ไทยพีบีเอสไม่ได้สู้ตรงนี้”
อีกหนึ่งข้อถกเถียง คือการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบพัสดุหรือไม่ มีทั้งความเห็นเรื่องควรไม่ควรบ้าง เรื่องจัดจ้างเฉพาะเจาะจงบ้าง กระแสข่าวที่ออกมาต้องชดเชย 85 ล้านบาท? ฟังดูไปในทางทุจริต แต่เมื่อไปดูในหนังสือไม่มีระบุไว้ แค่ระบุว่า ไม่เป็นไปตามระเบียบฯ และมาในจังหวะที่พอดีกับการรับฟังความคิดเห็นร่างฯ แก้ไข จึงเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม
ผศ.ดร. ปริญญา เสนอว่าถ้าไม่มีวิธีการที่ดีกว่านี้ ก็ควรใช้วิธีการเดิม อีกด้านหนึ่งคือเรื่องการบริหารจัดการที่ดี ต้องมีประสิทธิผล ซึ่งเข้าใจว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มุ่งที่ประสิทธิผล เช่น พิธีกรค่าตัวแสนแพง, ยอดเรตติง, ยอดคนดู แต่คำถามที่คนตั้งประเด็นมาว่าเหมาะควรหรือไม่ แม้ไทยพีบีเอสจะไม่ได้โกง สองเรื่องนี้ยังต้องไปด้วยคือ ทั้งเรื่องประสิทธิผล ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ จำเป็นต้องยืนสองขาเสมอกันเพราะนี่เป็นเงินสาธารณะ
เมื่อถามว่า ไทยพีบีเอสจะต้องปรับปรุงอย่างไร ผศ.ดร. ปริญญา มองว่าต้องเป็นสื่อสาธารณะต่อไป ไม่ใช่แค่ทีวี ต้องเป็นสื่อสาธารณะเพื่อการเรียนรู้ การศึกษา เพื่อการแก้ไขปัญหาของประชาชน ดังนั้นจาก Public Broadcasting ต้องนำไปสู่ Public Media
ผศ.ดร. ปริญญา เสนอสองเรื่องสำคัญในการปฏิรูปไทยพีบีเอสคือหนึ่ง ต้องแก้ไขปัญหาโครงสร้างแนวดิ่ง การจัดอำนาจทางนโยบายกับการบริหารจัดการใหม่ เนื่องจากปัจจุบันมีกรรมการนโยบาย (กนย.) สั่งลงมาแล้วมีบอร์ดบริหารไปบริหารปัญหาคือคนกำหนดนโยบายไม่ได้ทำ คนทำไม่ได้กำหนดนโยบาย และสอง ใช้ประชาธิปไตยทางตรงจากผู้ชม เพิ่มบทบาทของผู้ชมในการตัดสินใจและประเมินผล ดังนั้นใหญ่สุดของสื่อสาธารณะคือประชาชน จะต้องมีส่วนร่วมโดยตรง ไทยพีบีเอสจึงจะเกิดผลประโยชน์ต่อผู้ชมอย่างแท้จริง


“ภูมิใจไทยยังมีศึกอีกหลายด้านทั้งเรื่องฮั้วสว.-ทุจริตสอบท้องถิ่น เขาก็คงอยากจะถอนร่างแก้ไขฯ แต่พอดีมีคนที่หมั่นไส้ไทยพีบีเอสเยอะ ขณะเดียวกันไทยพีบีเอสก็ไม่ได้โกง เพียงแต่ไม่ถูกระเบียบ ถ้าไทยพีบีเอสยอมรับว่ามีจุดอ่อนที่เน้นไปซื้อดาราเราก็ต้องทำให้คนหมดข้อสงสัยตรงนี้ หันมาเน้นวิธีการคัดเลือกที่โปร่งใสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ผมคิดว่า เขาถอนร่างกฎหมาย”
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงข้อมูลอาจไม่ใช่ปัญหาสำคัญที่สุดของสังคมอีกต่อไป หากแต่เป็นการแยกแยะว่าข้อมูลใดเป็นข้อเท็จจริง ข้อมูลใดถูกบิดเบือน และข้อมูลใดถูกผลิตขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจผิด ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำให้การสร้างภาพ เสียง และข้อความที่ดูสมจริงสามารถทำได้ง่ายขึ้น
บทบาทของสื่อมวลชนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรายงานข่าวให้ทันเหตุการณ์ แต่ยังรวมถึงการตรวจสอบที่มาของข้อมูล การยืนยันข้อเท็จจริง และการทำให้ประชาชนมีเครื่องมือเพียงพอสำหรับตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง
ผศ.ดร. เจษฏา ศาลาทอง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตว่า สังคมไทยจำเป็นต้องมีสื่อที่เชื่อถือได้ (Trusted Media) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหลักยึดท่ามกลางข้อมูลข่าวสารที่ท่วมท้น สื่อประเภทนี้ไม่ควรอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุนหรือถูกแทรกแซงจากอำนาจรัฐจนไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจได้อย่างเต็มที่
“หากสื่ออยู่ภายใต้รัฐ มันต้องมีแน่นอนที่แบบว่าอย่าเลยเรื่องนี้ ผู้ใหญ่ขอมา หยุดไว้ก่อน ซึ่งสื่อจะไม่ถูกนำเสนอตามข้อเท็จจริง รวมถึงหลาย ๆ กรณีที่เป็นคำถามในสังคมใหญ่” ผศ.ดร. เจษฏา กล่าว
ผศ.ดร. เจษฏา สะท้อนถึงสิ่งที่ Maria Ressa ให้คำจำกัดความถึงสภาวะข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันอยู่ในภาวะ “Information Armageddon” หรือภาวะวินาศทางข้อมูลข่าวสารว่า ปัจจุบันมีข้อมูลข่าวสารไหลบ่าเต็มไปหมด ในสภาวะวินาศทางข้อมูลข่าวสารเช่นนี้จำเป็นต้องมีสื่อสักสื่อหนึ่งที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบรัฐบาลได้ โดยไม่แคร์สปอนเซอร์ สื่อสาธารณะจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะกองบรรณาธิการจะต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระโดยไม่ตกอยู่ใต้อำนาจรัฐและทุน

ความน่าเชื่อถือของสื่อจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากชื่อเสียงหรือสถานะขององค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาจากกระบวนการทำงานที่ตรวจสอบได้ ทั้งการแสวงหาข้อมูล การตรวจสอบแหล่งข่าว การเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และการรับผิดชอบเมื่อเกิดความผิดพลาด
“อย่างวิจัยที่เราเคยทำ มีชาวบ้านบอกว่าเนี่ยค่ายนกส้มเป็นสื่อของรัฐที่วิจารณ์รัฐบ่อยจัง แน่นอนว่าไทยพีบีเอสยังคงมีปัญหาในด้านของการทำความเข้าใจให้สังคมในเรื่องสื่อสาธารณะ แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่แหละคือหลักการมีอยู่ของสื่อสาธารณะ” ผศ.ดร. เจษฎา กล่าว
ความเป็นอิสระของสื่อจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตนาของคนทำงานเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์โดยตรงกับโครงสร้างทางการเงินและอำนาจในการกำกับดูแลองค์กร หากสื่อไม่มีความมั่นคงด้านงบประมาณ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะต้องปรับทิศทางการทำงานให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้จัดสรรเงินทุน แม้จะไม่มีคำสั่งแทรกแซงโดยตรงก็ตาม การออกแบบระบบสนับสนุนสื่อสาธารณะจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องพิจารณาควบคู่กับการรักษาเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสาร
การพิจารณาแหล่งที่มาของงบประมาณสำหรับสื่อสาธารณะจำเป็นต้องมองไปถึงประสบการณ์ของสื่อในต่างประเทศอย่าง NHK ของญี่ปุ่น และ BBC ของอังกฤษ ซึ่งมีรูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากครัวเรือนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นโมเดลที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน แต่ปัจจุบันก็เผชิญความท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนรับชมโทรทัศน์แบบดั้งเดิมน้อยลงและหันไปใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้การจัดเก็บค่าธรรมเนียมและการสร้างความยอมรับจากประชาชนทำได้ยากขึ้น ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้แต่สื่อสาธารณะที่มีรากฐานมั่นคงก็ยังต้องทบทวนความเหมาะสมของระบบงบประมาณให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป
ขณะเดียวกัน บทเรียนจาก NHK และ BBC ยังชี้ให้เห็นว่า ความมั่นคงทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะรักษาความไว้วางใจของประชาชน เพราะสื่อสาธารณะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เหตุใดประชาชนจึงควรจ่ายเงินสนับสนุนองค์กร และสิ่งที่ได้รับกลับมาคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่ หรือที่เรียกว่า Value for Money
ด้าน ผศ.ดร. เจษฎา มองว่า สำหรับไทยพีบีเอส โจทย์นี้จึงไม่ได้อยู่แค่การชี้แจงงบประมาณหรือประสิทธิภาพการบริหาร แต่รวมถึงการพิสูจน์คุณค่าผ่านเนื้อหาที่มีคุณภาพ ตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ เปิดพื้นที่ให้เสียงที่หลากหลาย และทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจอย่างเป็นอิสระ ในยุคที่ประชาชนมีทางเลือกในการรับข่าวสารมากขึ้น ความน่าเชื่อถือจึงไม่ใช่สิ่งที่องค์กรจะเรียกร้องจากสถานะของการเป็นสื่อสาธารณะได้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องสร้างขึ้นจากผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้และเห็นคุณค่าอย่างต่อเนื่อง
“ในยุคที่เทคโนโลยีสามารถผลิตข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ภายในเวลาอันสั้น คุณค่าของสื่อจึงไม่ได้อยู่ที่ความเร็วในการเผยแพร่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการทำให้ประชาชนเข้าใจความจริงที่ซับซ้อน และมองเห็นสิ่งที่อาจถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งนั่นคือสาระสำคัญของสื่อสาธารณะ” ผศ.ดร. เจษฎา กล่าว

เมื่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะไม่ใช่สิทธิพิเศษขององค์กรสื่อ หากแต่เป็นหนึ่งในหลักประกันสำคัญของสิทธิประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการตรวจสอบอำนาจในสังคมประชาธิปไตย
รองศาสตราจารย์ ดร. นรินทร์ นำเจริญ คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ “ความเป็นอิสระ” เมื่อลองไปค้นดูว่า มีสื่อสาธารณะประเทศไหนบ้างที่มีแหล่งที่มาของรายได้มาจากงบประมาณแผ่นดินบ้าง ก็พบว่า มีหลายประเทศที่มีแหล่งที่มารายได้ของสื่อสาธารณะที่มาจากงบประมาณแผ่นดินเพียงแต่ประเทศเหล่านั้นมีกฎหมายรองรับความเป็นอิสระและเสรีภาพสื่อสาธารณะไว้ด้วย แต่กรณีประเทศไทย หากร่างฯ ดังกล่าวถูกแก้ไข ก็จะไม่มีอะไรมารับประกันเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ดังนั้นที่มาของแหล่งรายได้จะมาจากอะไรก็แล้วแต่สิ่งสำคัญคือหลักประกันด้านสิทธิเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าสื่อสาธารณะมีสิทธิเสรีภาพและความเป็นอิสระ
ประชาชนต้องการรับข่าวสาร ข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้ ทุกวันนี้ไม่มีสื่อที่พึ่งพาได้ แม้ว่าเราอยู่ในยุคการปฏิรูปสื่อและเกิดการเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มมากมาย เกิดสื่ออิสระ-สื่อทางเลือก แต่กลายเป็นว่า ยิ่งมีสื่อเยอะ ยิ่งเหนื่อย มีเหตุการณ์น้ำท่วม–เหตุการณ์ชุมนุมก็จะเห็นว่ามีข้อกังขาว่าสื่อหลักถูกควบคุม มันจริงหรือเปล่า อาจารย์นรินทร์ เริ่มตั้งคำถาม ฟังแล้วมันเหนื่อย ต้องไปหาข้อมูลอื่นมาถ่วงดุล ทุกวันนี้ก็เชื่อสื่อได้บ้างไม่ได้บ้าง สื่อหลักก็กลายเป็นการรายงานข่าวจากจุดยืนของผู้ดำเนินรายการของสถานีนั้น ๆ ว่า เขาสนใจอะไร แต่ในฐานะคนดูเรากลับไม่รู้เลยว่า อะไรจริงไม่จริง

ขอมีสักสื่อหนึ่งไว้ได้ไหม ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่การได้มาซึ่งงบประมาณของสื่อสาธารณะ แต่มันอยู่ที่หลักประกันความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ ก็ใช่ว่าทุกวันนี้ไทยพีบีเอสจะน่าเชื่อถือ 100% ผมเคยคาดหวังไว้สูงกว่านี้ ทุกวันนี้ไทยพีบีเอสยังไปไม่ถึงสิ่งที่เราคาดหวัง แต่อย่างน้อยที่สุดไทยพีบีเอสก็พึ่งพาได้ระดับหนึ่ง การแก้ไขร่างฯ นอกจากจะไม่ทำให้ไทยพีบีเอสน่าเชื่อถือมากขึ้นแล้วยังไปฉุดรั้งไทยพีบีเอสให้ตกต่ำลงไปอีก การได้งบประมาณมาจากสภาฯ ก็ไม่หมายความว่าจะน่าเชื่อถือ ดูจากหน่วยงานราชการสิว่า น่าเชื่อถือไหมล่ะ
รองศาสตราจารย์ ดร. นรินทร์ มองไปข้างหน้าว่ามาคิดกันดีกว่าว่า ทำอย่างไรให้ไทยพีบีเอสดีขึ้นกว่านี้ เราควรทำให้เกิดความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารจะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดีกว่า พร้อมเสนอให้ปฏิรูปอย่างน้อย 5 ด้านคือ หนึ่ง การเปิดเผยข้อมูลของไทยพีบีเอสอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ อย่าให้เกิดข้อสงสัยของสังคม สอง สร้างระบบตรวจสอบเนื้อหาว่าประชาชนได้ประโยชน์จริงเพียงใด สาม กระบวนการบริหารต้องโปร่งใส เปิดเผย สี่ ระบบการตรวจสอบจากสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ เสนออะไร นำมาใช้จริงได้แค่ไหน ห้า เรื่องระบบการเงินที่โปร่งใสบนหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
“ชายแดนใต้ไม่ใช่มีแค่เสื้อผ้าวินเทจที่หายาก แต่ยังมีความจริงของพื้นที่ที่ถูกทำให้หายากอีกด้วย” ผศ.ดร. สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.สงขลานครินทร์
หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ ผศ.ดร. สมัชชา เสนอคือ การกระจายอำนาจทางการสื่อสาร ซึ่งหมายถึงการทำให้พื้นที่ต่าง ๆ มีความสามารถในการกำหนดประเด็นและผลิตเนื้อหาที่สะท้อนบริบทของตนเอง ไม่ใช่เพียงรอรับข้อมูลจากส่วนกลางแล้วนำไปเผยแพร่ต่อ แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในประเทศที่ปัญหาของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับอำนาจรัฐ
ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสได้วางรากฐานการทำงานระดับภูมิภาคผ่านกองบรรณาธิการในพื้นที่ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเรื่องราวจากท้องถิ่นเข้ากับสังคมในภาพใหญ่ การมีคนทำงานที่เข้าใจบริบทของพื้นที่ช่วยให้สื่อสามารถติดตามปัญหาได้อย่างต่อเนื่อง เข้าถึงแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และมองเห็นรายละเอียดที่อาจไม่ปรากฏในการรายงานข่าวจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
ทว่า การมีสำนักงานหรือกองบรรณาธิการระดับภูมิภาคไม่ได้หมายความว่าการกระจายอำนาจจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ หากการตัดสินใจสำคัญยังต้องขึ้นอยู่กับส่วนกลาง หรือเครือข่ายในพื้นที่ขาดทรัพยากรและอำนาจในการดำเนินงาน การกระจายอำนาจทางการสื่อสารจึงต้องครอบคลุมทั้งการสนับสนุนบุคลากร งบประมาณ เครื่องมือการผลิต ตลอดจนพื้นที่ในการกำหนดประเด็นข่าวที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
อาจารย์สมัชชาเน้นย้ำว่า การปฏิรูปสื่อสาธารณะไม่ควรทำให้การทำงานในระดับพื้นที่ถูกตัดแขนตัดขา แต่ควรเป็นโอกาสในการเพิ่มศักยภาพให้กับเครือข่ายท้องถิ่น เพราะหากโครงสร้างใหม่ทำให้การทำงานของคนในพื้นที่อ่อนแอลง ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงองค์กรสื่อ แต่ยังรวมถึงประชาชนที่สูญเสียช่องทางในการสะท้อนปัญหาและติดตามความเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนเองด้วย
อีกบทบาทหนึ่งที่สื่อสาธารณะควรให้ความสำคัญ คือการทำข่าวที่มุ่งเน้นทางออก (Solution Journalism) ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนำเสนอแต่เรื่องราวเชิงบวก หรือการพยายามหาข้อสรุปว่าปัญหาหนึ่งได้รับการแก้ไขแล้ว หากแต่เป็นการรายงานที่ติดตามว่าผู้คนหรือหน่วยงานต่าง ๆ พยายามรับมือกับปัญหาอย่างไร มีแนวทางใดที่ได้ผลหรือไม่ได้ผล และมีข้อจำกัดอะไรที่สังคมควรรับรู้

ผศ.ดร. สมัชชา กล่าวว่า การปฏิรูปสื่อสาธารณะไม่ควรพิจารณาเพียงการปรับโครงสร้างองค์กรหรือประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ แต่ต้องตั้งคำถามด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ประชาชนมีอำนาจในการสื่อสารเพิ่มขึ้นหรือไม่ เครือข่ายท้องถิ่นมีความเข้มแข็งขึ้นเพียงใด และสื่อสามารถเชื่อมโยงปัญหาของผู้คนไปสู่การตรวจสอบและแก้ไขในระดับนโยบายได้มากน้อยแค่ไหน
“จะดีกว่ามาก ถ้าหนึ่งในการปฏิรูปไทยพีบีเอสวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการปิดปากสื่อ แต่จะนำไปสู่การขยายปัญหา ที่เพิ่มการมีส่วนร่วมมากกว่ารับฟังความคิดของคนที่อยู่ในปัญหา ทางออกเหล่านี้จะถูกร่วมกันสร้างจากประชาชนในพื้นที่ สื่อสาธารณะที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงสื่อที่ผลิตข่าวเกี่ยวกับประชาชน แต่ต้องเป็นสื่อที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างความหมายของข่าวสาร กำหนดวาระสาธารณะ” ผศ.ดร. สมัชชา กล่าว
ในวันนี้ การพูดคุยถึงการอาจจะหายไปของสื่อสาธารณะในมุมมองของนักวิชาการด้านดาราศาสตร์จากหลากหลายมหาวิทยาลัย ยังสะท้อนกลไกในการเรียนการสอนเพื่อจะสร้างสื่อสารมวลชนรุ่นใหม่ออกมาสู่สังคม
การเรียนรู้ในห้องเรียนอาจทำให้ผู้เรียนเข้าใจแนวคิด ทฤษฎี และโครงสร้างของสังคมได้อย่างเป็นระบบ แต่ความเข้าใจเหล่านั้นอาจยังไม่เพียงพอ หากผู้เรียนไม่เคยสัมผัสกับชีวิตจริงของผู้คนที่อยู่ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว อาจารย์อังคณา พรมรักษา คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคามจึงให้ความสำคัญกับการพานิสิตนักศึกษาออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านการลงพื้นที่จริง (Field Trip) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เห็นสภาพสังคมที่แตกต่างจากประสบการณ์ของตนเอง และทำความเข้าใจประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ ไม่ใช่เพียงบุคคลที่ปรากฏอยู่ในกรณีศึกษาหรือตัวอย่างประกอบการเรียนการสอน
“อย่างคลาสของเรา เราพาเด็กนักเรียนไปลงพื้นที่จริงที่แม่น้ำโขง สิ่งหนึ่งที่เด็ก ๆ ตกใจมาก คือชาวบ้านจับปลาไม่ได้สักตัว มันเปิดโลกทัศน์เขามาก ๆ ว่าแม่น้ำโขงวันนี้ไม่มีปลาแล้ว แล้วไม่มีปลาเพราะอะไร มันนำไปสู่คำถามอื่น ๆ ที่จะเป็นรากฐานของวิชาการสื่อสารในการทำงานจริง” อ. อังคณา กล่าว
หัวใจของการเรียนรู้ลักษณะนี้คือ การทำให้ผู้เรียนได้พบปะผู้คน รับฟังประสบการณ์ และทำความเข้าใจปัญหาจากมุมมองของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะปัญหาสังคมจำนวนมากมีรายละเอียดและความซับซ้อนที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเพียงอย่างเดียว
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแหล่งน้ำที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของชาวบ้าน หรือความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในชุมชนที่ต้องเผชิญกับการพัฒนาและการตัดสินใจเชิงนโยบาย การได้เห็นสถานการณ์จริงและรับฟังเสียงของประชาชนช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจว่า ปัญหาหนึ่งเรื่องอาจมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย มีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน และมีผลกระทบต่อผู้คนไม่เท่ากัน


แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ไม่ได้จำกัดการเรียนรู้ไว้เพียงการรับฟังคำบรรยายหรืออ่านเนื้อหาจากตำรา แต่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการตั้งคำถาม สังเกตการณ์ วิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากประสบการณ์จริง การลงพื้นที่จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมนอกหลักสูตร แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้ทางวิชาการเข้ากับชีวิตของผู้คน และตั้งคำถามต่อสิ่งที่อาจเคยมองเห็นเป็นเรื่องปกติในสังคม
ในกระบวนการนี้ สื่อสาธารณะสามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงผู้เรียนเข้ากับสังคม เพราะสื่อไม่ได้มีหน้าที่เพียงนำเสนอข่าวสารให้ประชาชนรับรู้ แต่ยังสามารถทำให้ผู้คนเข้าใจปัญหาของกันและกัน เปิดพื้นที่ให้เสียงของกลุ่มคนที่มักถูกมองข้าม และช่วยให้ประเด็นที่เกิดขึ้นในชุมชนได้รับการรับรู้ในวงกว้าง
การทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษากับสื่อสาธารณะจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยขยายขอบเขตการเรียนรู้ให้ออกจากห้องเรียน ไปสู่การทำความเข้าใจชีวิตจริงและความหลากหลายของสังคมไทย
ยิ่งไปกว่านั้น การได้เห็นกระบวนการทำงานของสื่อสาธารณะยังช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจว่า การรายงานข่าวไม่ใช่เพียงการรวบรวมข้อมูลแล้วนำมาเผยแพร่ แต่ต้องอาศัยการตรวจสอบข้อเท็จจริง การรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย และการคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้คน การทำความเข้าใจบทบาทของสื่อในลักษณะนี้ช่วยให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลที่ถูกต้อง ความรับผิดชอบต่อสังคม และการสื่อสารที่ไม่ลดทอนชีวิตของประชาชนให้เหลือเพียงตัวเลข หรือประเด็นข่าวชั่วคราว
“เพราะการเข้าใจประเทศไม่ได้หมายถึงการรู้จักเพียงประวัติศาสตร์ นโยบาย หรือโครงสร้างการปกครอง แต่ยังหมายถึงการเข้าใจผู้คนที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้น โดยเฉพาะผู้ที่เสียงอาจไม่ดังพอจะไปถึงผู้มีอำนาจ การพาผู้เรียนออกไปพบกับชีวิตจริงของประชาชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพลเมืองที่เข้าใจสังคมอย่างรอบด้าน และตระหนักว่าการพัฒนาประเทศไม่ควรเกิดขึ้นโดยละเลยเสียงของผู้คนที่เป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง” อ. อังคณา กล่าว
ด้าน รศ. รุจน์ มองว่าที่ผ่านมาไทยพีบีเอสก็ช่วยผลักดันประเด็นปัญหาที่นำไปสู่การแก้ไขได้หลายกรณี เช่น มหากาพย์กระทะโคเรียคิง, เรื่องรถอีวี, อุบัติเหตุรถทัวร์สองชั้น ฯลฯ ก็นำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือแม้แต่กรณีใหญ่คือเรื่องโรดแมปทีวีดิจิทัล ไทยพีบีเอสก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้บริโภคที่ทำให้ประชาชนได้สะท้อนเสียงที่หลากหลายอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ดังนั้น อยากสนับสนุนให้ไทยพีบีเอสทำข่าวสืบสวนสอบสวน ในยุคปัจจุบันสำคัญอย่างมาก ยิ่งในยุคสมัยของการเมืองเคลียร์ได้ ไทยพีบีเอสจะเป็นความหวังในเรื่องนี้ได้
รศ. รุจน์ ย้ำด้วยว่า ปฏิรูปสื่อไม่พอ ต้องปฏิรูปการเมืองด้วย นาทีนี้ไม่ไหวแล้ว ถ้าทุกคนทำแค่จุดสองจุด แต่เราก็พบว่ายังมีช้างตัวใหญ่อยู่ในห้อง ตั้งแต่เรื่องการเมืองบ้านใหญ่ ส.ส. ฮั้วสว. คดีเขากระโดง นี่เป็นตัวอย่างของการเมืองเคลียร์ได้ ที่เราต้องปฏิรูปการเมืองขนานใหญ่
ถามว่า ถ้าปิดสื่อสาธารณะจะยอมไหม?
ปิดได้ แต่ขอให้ประชาชนเป็นคนสั่งปิด รศ. รุจน์ พูดกึ่งประชดและย้ำคำตอบสุดท้ายว่า ขอให้ประชาชนเป็นคนปิด ถ้าถึงวันหนึ่งที่เราพึงพอใจกับนิเวศสื่อ ณ วันนั้น ซึ่งก็ไม่รู้จะมีเมื่อไร
เมื่อสื่อสาธารณะเกิดขึ้นจากความเชื่อพื้นฐานว่า ข่าวสารไม่ควรเป็นเพียงสินค้า และการรับรู้ข้อเท็จจริงไม่ควรถูกจำกัดอยู่ภายใต้ผลประโยชน์ของกลุ่มทุน หรือผู้มีอำนาจทางการเมือง หากแต่ควรเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
บทบาทของสื่อสาธารณะจึงไม่ได้สิ้นสุดลงที่การรายงานว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องไปให้ถึงการตั้งคำถามว่าเหตุใดสิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น ใครได้รับผลกระทบ และใครควรรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏอาจกระทบต่อผู้มีอำนาจหรือผลประโยชน์ที่ดำรงอยู่ในสังคม
ไทยพีบีเอสยังมีข้อครหาจากสังคม จากการบริหารภายในขององค์กร แต่ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนระบบระเบียบรัฐราชการ หากไปครอบในมุ้งสื่อสาธารณะ แล้วใครจะเป็นพื้นที่กลางของประชาชน?

การเป็นสื่อสาธารณะไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะสามารถดำเนินงานได้โดยปราศจากการตรวจสอบ ในทางกลับกัน เมื่อสื่อได้รับเงินทุนจากทรัพยากรสาธารณะ ย่อมมีหน้าที่ต้องอธิบายต่อประชาชนว่าใช้งบประมาณอย่างไร บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด และผลงานที่ผลิตออกมาสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร ความโปร่งใสจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาความไว้วางใจ และทำให้สื่อสาธารณะไม่กลายเป็นองค์กรที่อ้างความเป็นอิสระเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อสังคม
เช่นเดียวกัน หากสื่อถูกผลักให้ต้องแข่งขันด้วยยอดผู้ชม กระแสความนิยม หรืออัตราการเข้าถึงเป็นหลัก การทำข่าวก็อาจย้อนกลับไปสู่ตรรกะของเรตติงที่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ดึงดูดความสนใจได้รวดเร็ว มากกว่าสิ่งที่จำเป็นต่อความเข้าใจของสังคม ข่าวที่สร้างความขัดแย้ง เรื่องราวที่กระตุ้นอารมณ์ หรือประเด็นที่กำลังเป็นกระแสอาจได้รับพื้นที่มากกว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาติดตาม ขณะที่เสียงของคนชายขอบอาจถูกลดความสำคัญลง เพราะไม่สามารถสร้างความนิยมได้เท่ากับข่าวที่มีผู้สนใจจำนวนมาก ทั้งที่คุณค่าของข่าวนั้น หลายครั้ง ไม่สามารถตัดสินได้ด้วยยอดผู้ชมเพียงอย่างเดียว
สื่อสาธารณะที่จำเป็นสำหรับสังคมไทยวันนี้ คือสื่อที่สามารถอธิบายการทำงานของตนเองต่อประชาชนได้อย่างโปร่งใส พร้อมรักษาความกล้าหาญในการรายงานข้อเท็จจริง เพราะสื่อสาธารณะอาจไม่ใช่แค่องค์กรและอาคาร แต่เป็นหลักการที่ยืนยันสิทธิเสรีภาพของประชาชน
เนื้อหาเพิ่มเติม: วงเสวนาวิชาการ “อิสระแต่ต้องตรวจสอบได้ อนาคตสื่อสาธารณะไทย” สะท้อนมุมมองทางวิชาการเกี่ยวกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ควบคู่กับการตรวจสอบและความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนทิศทางอนาคตของสื่อสาธารณะไทย