
ไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ชุมนุมในเหตุการณ์ที่เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและ IMF ณ แยกพระรามสี่ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์ ซึ่งเป็นหมุดหมายของ IMF-World Bank Group Annual Meetings ที่ผู้นำกว่า 190 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนโลกและพัฒนาเศรษฐกิจไปในจุดที่ดีกว่า(?)
“What the fu ..” เสียงของชาวต่างชาติคนหนึ่งกระทบกับหูของผู้เขียน ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมแนวหน้าประชันหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคันรถที่ถือโล่ป้องกันบานใหญ่เกือบเท่าตัว พยายามเดินหน้าเข้าสู่จุดที่จดแจ้งการชุมนุมไว้ ตำรวจกำโล่แน่นกว่าเดิม ดูไม่มีทางใดที่มวลชนจะฝ่าไปได้
หากหันหลังไปมองดูขบวนประชาชนที่เดินเท้ามาตั้งแต่กรมศุลกากร จะเห็นป้ายเรียกร้องและข้อเสนอมากมาย บ้างก็ทำด้วยปัญญาประดิษฐ์ บ้างก็ใช้มนุษย์ที่เรียกว่ากราฟิกดีไซเนอร์ บ้างก็ขีดเขียนด้วยปากกาหมึกสังเคราะห์และดินสอสี
“ร่างกายของเรา แรงงานของเรา ไม่ได้มีไว้เพื่อใช้หนี้” หนึ่งในป้ายที่เขียนด้วยน้ำมือมนุษย์
ท่ามกลางคำถามของสังคมว่าเราสูญเสียอะไรบ้างจากการพัฒนา ธนาคารโลกและ IMF ทำให้คนจนมากกว่ารวยอย่างไร แต่สิ่งที่ต้องรับรู้และทำความเข้าใจไปพร้อมกัน คือปฏิบัติการและอำนาจ ที่รัฐและทุนกระทำผ่านนโยบายบนหลังของชาวบ้าน เกษตรกร และชาติพันธุ์
พลวัตกลุ่มทุนการเมืองในภาคเหนือของประเทศไทย : การเปลี่ยนทุนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมให้เป็นทุนการเมือง (พ.ศ. 2475-2560) ของ ชัยพงษ์ สำเนียง ศึกษาพัฒนาการของกลุ่มทุนในภาคเหนือของประเทศไทยที่ก่อตัวและขยายขอบข่ายอำนาจ เพื่อสะสมทรัพยากรผ่านกระบวนการทางการเมือง โดยมี ‘วัตถุดิบบางอย่าง’ เป็นเครื่องมือในการครอบงำปัจจุบันและอนาคตแลผู้คนในพื้นที่นั้น ๆ ตลอดจนการแข็งข้อของท้องถิ่นที่พยายามจะสร้างอำนาจต่อรองกับรัฐและทุน
“การสะสมทุนของนายทุนภาคเหนืออาศัยทรัพยากรจากรัฐ เป็นจุดเริ่มต้นของทุนนิยมชายขอบที่ต้องแปรทรัพยากรธรรมชาติเป็นทุน”

‘ไม้’ ภาคเหนือถือว่าอุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่ง ก่อนปี 2426 การค้าไม้ในภาคเหนือเกิดขึ้นอย่างเสรี เจ้านครเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์บนผืนป่า การค้าไม้เข้มข้นขึ้นพร้อมกับข้อพิพาทของคนในพื้นที่ กระทั่งสนธิสัญญาเชียงใหม่ถูกบัญญัติขึ้นในปี 2426 ระบุว่า รัฐส่วนกลางจะเป็นผู้ร่างสัญญาสัมปทานป่าให้กับเจ้านคร และอนุญาตให้ยุโรปเข้ามามีส่วนร่วมในสัมปทานป่าด้วย และนำไปสู่การสถาปนากรมป่าไม้ขึ้นในเมื่อปี 2439 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทอย่างมากในการบริหารจัดการป่าไม้จนถึงปัจจุบัน
ชัยพงษ์ พบว่าสถานะของเจ้านครภาคเหนือทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระส่ำระส่ายตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2410 จากการรวบอำนาจของรัฐส่วนกลาง(สยาม) และเข้มข้นขึ้นในทศวรรษ 2440 ที่เจ้านครต่าง ๆ ยอมสวามิภักดิ์กับสยาม แม้สถานะเจ้านครจะยังอยู่ แต่อำนาจและภารกิจทั้งหมดถูกลดทอนอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การสร้างโรงเรียน ยอมรับการปกครองแบบกรุงเทพฯ และยอมยกป่าไม้ให้สยาม
หลังจากนั้น การสะสมทรัพยากรของทุนเจ้านายเปลี่ยนไปในรูปแบบการสร้างตัวจากทรัพยากรของรัฐ กล่าวคือทุนเจ้านายเข้าแอบอิงเป็นลูกจ้างของนายทุนฝรั่งที่เข้ามาค้าไม้ในผืนป่าไทย ซึ่งทุนเจ้านายพวกนี้ก็มีพัฒนาการต่อไปในระดับที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จากลูกจ้างกลายเป็นเจ้าของโรงเลื่อยขนาดเล็ก ขยับขยายจนเป็นกิจการของตนเอง ก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่พื้นที่การเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ
“หลังทศวรรษ 2440 สถานะความเป็นเจ้าก็เหมือนหนึ่งศาลที่ไร้ซึ่งอำนาจ เป็นแต่สัญลักษณ์ ทว่าหลังทศวรรษ 2530 กลุ่มเจ้านายเหล่านี้ จึงสถาปนาภาพลักษณ์และตัวตนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง”

ชัยพงษ์อธิบายว่า แม้เจ้านครหลายคนจะลดบทบาทลงไป แต่ก็มีหลายคนที่พยายามสถาปนาความเป็นเจ้า หรือชีวประวัติขึ้นมาใหม่ ผ่านการสร้างสถานะทางเศรษฐกิจจนมั่นคง รวมถึงการสายสัมพันธ์บางอย่างกับเจ้าสยามด้วย ซึ่งสถานะใหม่ที่สร้างขึ้นนี้ ‘สามารถขายหรือเพิ่มมูลค่า’ ได้ด้วย กลายเป็น ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ ที่มีกลุ่มลูกค้าสำคัญคือเหล่าชนชั้นกลางที่โหยหาอดีต หรือวันวานอันหอมหวาน (ที่อาจเป็นเพียงจินตนาการ)
ทุนทางวัฒนธรรมนี้เอง ที่เป็นใบเบิกทางให้เจ้านครเดิมเดินทางเข้าสู่พื้นที่การเมืองใหม่ได้ ชัยพงษ์ยกตัวอย่างหลายต่อหลายคนในหนังสือเล่มนี้ อาทิ เจ้าหนานบุญมี ตุงคนาคร เจ้านครเชื้อสายราชวงศ์ทิพย์จักร หรือเชื้อเจ็ดตน ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. ของจังหวัดลำพูนตั้งแต่สมัยแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เจ้าไชยณรงค์ ณ เชียงใหม่ บุตรชายของเจ้าไชยสงครามสมพมิตร ณ เชียงใหม่ ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่านายตำรวจมือปราบที่เหี้ยมหาญและผู้มีวิชาอาคมแห่งมณฑลพายัพ ส่วนลูกชายก็ไม่น้อยหน้า เขาได้รับเลือกตั้งถึง 2 สมัย เป็นเจ้านครฝ่ายเหนือที่ร่วมฟ้อนนำในกระบวนเครื่องพระขวัญของในหลวงรัชกาลที่ 9 และยังเป็นนักการเมืองคนสนิทของจอมพล ป. พิบูลสงครามอีกด้วย
อย่างไรก็ดี ชัยพงษ์พบว่า ทุนทางวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถประสบความสำเร็จในการเมืองแบบรัฐสภาได้ จำเป็นต้องอาศัยทุนธุรกิจร่วมด้วย เพื่อขยายขอบเขตอำนาจ และโอกาสในการสะสมทุน
เขาบอกว่า ทุนเหล่านี้อาศัยระบบ และอำนาจทางการเมืองเข้าโอบอุ้มตนเอง และสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อขยายฐานทางธุรกิจทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น ชัยพงษ์อ้างอิงข้อเขียนของเวียงรัฐ เนติโพธิ์ที่เขียนว่า ทุนการเมืองเป็นกลุ่มสำคัญที่กระจายตัวอยู่ในส่วนกลางและภูมิภาค โดยทุนนี้มองได้สองทาง คือสร้างฐานธุรกิจแล้วเข้าสู่พื้นที่การเมือง หรือใช้พื้นที่การเมืองเพื่อขยายฐานธุรกิจ
การเปลี่ยนแปลงการปกครองส่งผลต่อนโยบายเศรษฐกิจของกรุงเทพในหลายมิติ มีการเกิดขึ้นของทุนรัฐวิสาหกิจผ่านนโยบายชาตินิยม การขยายโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของประเทศ ส่วนในภาคเหนือนั้น การขยายตัวของ ‘ทุนพืชพาณิชย์’ ก็เริ่มเข้าครอบงำระบบการผลิตแบบดั้งเดิม

การผลักดันพืชพาณิชย์ อาทิ ถั่วลิสง ข้าวโพด และยาสูบ ทำให้เกิด ‘ระบบพ่อเลี้ยง’ หรือระบบที่ทุนพืชพาณิชย์มีอำนาจจัดการอย่างครบวงจรตั้งแต่ให้เมล็ดพันธุ์จนรับซื้อ-ขายผลผลิต ทำให้ทุนพืชพาณิชย์สามารถสั่งสมทุนต่อไปจนวิวัฒนาการตนเองไปสู่สถานะอื่นที่มีอำนาจมากกว่าเดิม
ชัยพงษ์อธิบายว่า หลังทศวรรษ 2500 ภาคเหนือเริ่มเข้าสู่การพัฒนาแบบทุนนิยม ชุมชนและหมู่บ้านต่าง ๆ เข้าสู่ระบบการผลิตแบบใหม่ที่การผลิตเชิงพาณิชย์ และใช้ขายมากกว่ากินในครัวเรือน เขายกตัวอย่างพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่สูงขึ้นจาก 2.5 ล้านไร่ในปี 2506 เป็น 3.7 ล้านไร่ในปี 2521 ขณะที่พืชพาณิชย์อื่น ๆ เช่น ถั่วเหลือง กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และยาสูบกระจายตัวไปในหลายพื้นที่
“คนที่สามารถสะสมทุนได้ส่วนใหญ่จะเป็นลูกชนชั้นนำในหมู่บ้าน ตัวอย่างกรณีนายแสน วงศ์วรรณ ที่เป็นลูกของชาวนามีฐานะในหมู่บ้าน” ชัยพงษ์ยกตัวอย่าง
ต้นตระกูลวงศ์วรรณเริ่มต้นการสะสมทุนผ่านการรับซื้อข้าวจากชาวบ้านในปลายทศวรรษที่ 2460 และนำไปขายที่สถานีรถไฟ ยกระดับฐานะเป็นพ่อค้าคนกลาง จนในที่สุดก็กลายเป็นนายทุนใหญ่ของพื้นที่
ชัยพงษ์อธิบายว่า โรงบ่มใบยาสูบเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ก่อร่างสร้างตัวให้ชนชั้นนำภาคเหนือ เพราะเป็นพืชที่เน้นส่งออกและราคาขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดโลก เขาพบการขยายตัวของโรงบ่มใบยาสูบนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งในเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และแพร่
แม้ในทศวรรษ 2500-2527 ภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำจนทำให้การปลูกใบยาสูบในไทยถดถอยลงไป เพราะความต้องการใบยาสูบในตลาดโลกลดลง และการเพิ่มภาษีบุหรี่ของประเทศผู้นำเข้า แต่การปลูกใบยาสูบในจังหวัดแพร่กลับเพิ่มปริมาณขึ้น โดยโรงบ่มจะเป็นผู้ส่งเมล็ดพันธุ์ และปุ๋ยให้กับชาวบ้านปลูก เมื่อได้ผลผลิตก็นำมาหักลบกับค่าต้นทุนจากโรงบ่ม โดยปี 2535 จังหวัดแพร่มีพื้นที่ปลูกยาสูบสูงถึง 28,418 ไร่ ซึ่งโรงบ่มใบยาสูบในจังหวัดอื่น ๆ ของภาคเหนือ ก็พบว่าเป็นของบริษัทในเครือตระกูลวงศ์วรรณนั่นเอง โดยระหว่างปี 2518-2521 บริษัทเทพวงศ์ของตระกูลวงศ์วรรณส่งออกใบยาสูบมากที่สุดในประเทศ โดยในปี 2520 ส่งออกสูงถึง 6,909 เมตริกตัน

ซึ่งระหว่างทางของทุนเกษตรอุตสาหกรรมบนพืชพาณิชย์ชนิดนี้ มีการผลักดันโดยรัฐไทยเรื่อยมาตั้งแต่ทศวรรษ 2470 ที่รัฐบาลมีการทดลองการเรียนการสอนให้ปลูกยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนียที่โรงเรียนประถมกสิกรรมในจังหวัดเชียงใหม่และนครราชสีมา การทดลองปลูกใบยาสูบโดยบริษัทต่างชาติที่มีโรงงานในไทยเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ หรือความพยายามผลักดันให้เกษตรกรหันมาปลูกยาสูบ
อุตสาหกรรมยาสูบหดขยายตามความต้องการของตลาดที่ไม่แน่นอน และเป็นพืชพาณิชย์ชนิดหนึ่งที่มีวีธีการปลูกที่ซับซ้อนหลายขั้นตอนและใช้แรงงานจำนวนมาก อย่างในฤดูกาล 2496/2497 ที่มีชาวไร่ยาสูบ 36,611 คนในพื้นที่ 25,888 ไร่ หรือในฤดูกาล 2499/2500 ที่มีไร่ยาสูบเพียง 15,677 แต่มีชาวไร่ยาสูบมากถึง 24,277 คน
ในรายงานอุตสาหกรรมยาสูบกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมืองแพร่ พ.ศ. 2481– 2509 ของศรธนา วังสาร และชาติชาย มุกสง พบว่า ในฤดูกาล 2509/2510 มีเงินสะพัดในหมู่ชาวไร่ยาสูบกว่า 19 ล้านบาท ทว่าการควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานก็ยังถือเป็นข้อจำกัด ทั้งสองพบถ้อยคำของอดีตนายกสมาคมผู้บ่มเพาะปลูกและผู้ค้าใบยาสูบจังหวัดแพร่ว่า “ทักษะการปลูกใบยาสูบให้มีคุณภาพ การเสียบ การร้อยใบยาสูบรวมถึง วิธีการบ่มใบยาสูบนั้น ฝึกกันยากเหลือเกิน ในฐานะของผู้บ่มจึงไม่เคยหยุดการผลิตใบยาสูบเลยแม้แต่ปีเดียว แม้ว่าในปีนั้นราคาจะต่ำมากและจะทำให้ไม่มีกำไรเลยก็ตาม”
หรือการลงพื้นที่สำรวจในปี 2497 ที่พบว่า สาเหตุที่ใบยาสูบด้อยคุณภาพลง เป็นเพราะชาวไร่ขาดความใส่ใจในการผลิต เพราะพวกเขาไม่รู้สึกว่าใบยาสูบเหล่านี้ไม่ใช่ของพวกเขา “รู้สึกว่าใบยาสูบในไร่นั้น ไม่ใช่สมบัติของตน การปลูกยาสูบเป็นอาชีพสำรองเพื่อรายได้พิเศษเท่านั้น”

ในหนังสือเล่มนี้ ชัยพงษ์ไม่ได้กล่าวถึงคาร์บอนเครดิตแต่อย่างใด ทว่าแนวคิดและแนวทางของทุนในการกินรวบและสะสมทรัพยากรยังคงเกิดขึ้น โครงสร้างธุรกิจและเศรษฐกิจใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงพื้นที่ในนามของการพัฒนา และการใช้อำนาจที่สะสมผ่านทุนและกลวิธีอันแยบยลของรัฐและทุน ซึ่งคาร์บอนเครดิตเองก็เป็นกระบวนท่าใหม่ที่ทุนจะใช้สะสมทรัพยากรอย่างที่เคยทำมา
ไม่นานมานี้ โครงสร้างพื้นฐานของตลาดคาร์บอนเครดิตกำลังถูกติดตั้งในนโยบายของประเทศไทย หลังครม. เห็นอนุมัติให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กู้เงินจากธนาคารโลก 6,494 ล้านบาท หรือ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินดังกล่าวจะถูกนำไปปล่อยกู้ต่อในลักษณะสินเชื่อย่อย (Sub-loans) ให้กับบริษัทด้านพลังงานต่าง ๆ รวมถึงโครงการเมืองคาร์บอนต่ำและการพัฒนาตลาดคาร์บอนด้วย
แม้รัฐไทยจะประกาศกร้าวต่อโลกว่าพร้อมสำหรับการเมืองที่ปราศจากคาร์บอน แต่ในรายละเอียด ความพร้อมเหล่านั้นเกิดขึ้นพร้อมกับความขัดแย้งและการปฏิเสธแนวทางของท้องถิ่นอย่างแข็งขัน
“ถ้ามันชัดเจนว่าเงินมันมาจากไหน มาเพื่ออะไร ไม่ใช่นำไปเพื่อฟอกตัวเอง มันก็ดี แต่ถ้ามันใช้ฟอกตัวเอง ก็เหมือนเราไปช่วยเหลือเขาทำลายโลกต่อไป เราว่ามันไม่ดีเลย อยู่แบบเดิมดีกว่า” ฝ้าย —สตรีและแกนนำเยาวชนจากหมู่บ้านหนึ่งในภาคเหนือพูดหนักแน่น
ชัยพงษ์บอกว่า ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ (ลดบทบาทของรัฐ ให้เอกชนขับเคลื่อนผ่านตลาดเสรี) กำลังลดความเข้มของเส้นพรมแดนลง แต่การสร้างธุรกิจหรือสะสมทุนในประเทศไทยยังไม่สามารถแยกขาดจากวัฒนธรรมเฉพาะของท้องถิ่นได้ ผู้เขียนจึงมองว่าอำนาจของระบบทุนไม่ได้หายไปไหน แต่การขับเคลื่อนนโยบายหรือแผนพัฒนาในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยการหนุนเสริมจากท้องถิ่น ชาวบ้าน เกษตรกร หรือคนชาติพันธุ์เพื่อให้ระบบทุนขับเคลื่อนต่อไปได้ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะการทำงานเชิงความคิดและสิทธิอย่างเข้มข้นของกลุ่มคนเหล่านี้ จนทำให้พวกเขามีอำนาจต่อรองขึ้นมาในระดับหนึ่ง

ฝ้าย สตรีและแกนนำเยาวชนจากบ้านแม่ยางมิ้น ได้สะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่ที่ค่อนข้างน่าสนใจว่า ชุมชนบ้านแม่ยางมิ้นมีระบบการบริหารจัดการป่าที่ดีมาก กล่าวคือแทบไม่มีไฟป่ารุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตที่พวกเธอดูแลอยู่เลย นั่นเป็นเหตุผลให้ทุนคืบคลานเข้ามาในพื้นที่ และเสนอให้ชุมชนของพวกเธอเข้าโครงการคาร์บอนเครดิตที่กลุ่มทุนนั้นกำลังดูแลอยู่
ทว่าเมื่อถึงกระบวนการตรวจสอบคุณภาพป่าและวัดความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน กลับเต็มไปด้วยปัญหาและข้อจำกัดจากกลุ่มทุนที่เสนอตัวเข้ามา ความไม่เป็นธรรมในสัญญา รวมถึงพิรุธของแหล่งเงินที่จะนำมาให้ชุมชนในการบริหารจัดการป่า ปัจจัยเหล่านี้สร้างความไม่มั่นใจให้กับชุมชนเป็นอย่างมาก จนต้องขอถอนตัวออกจากโครงการ ซึ่งพวกเธอก็ไม่รู้ว่าการแจ้งขอถอนนั้น เกิดขึ้นจริงหรือไม่
เธอเล่าอีกว่า ในช่วงเวลาที่กลุ่มทุนเข้ามาทำกระบวนเกี่ยวกับคาร์บอนในพื้นที่ เยาวชนในหมู่บ้านที่มีองค์ความรู้และทำงานสื่อสารเรื่องคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ภาคใต้ สอบถามกับเจ้าหน้าที่ของกลุ่มทุนเกี่ยวกับเงื่อนไขและกระบวนการที่จะเป็นธรรมกับชุมชน แต่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวไม่สามารถให้คำตอบได้ เมื่อชุมชนให้กลับไปหาคำตอบ เจ้าหน้าที่กลับบอกให้ชะลอโครงการไปก่อน หนึ่งปีผ่านไปเจ้าหน้าที่กลับมาอีกครั้งพร้อมข้อเสนอในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจคาร์บอนทั้งหมดแทน แต่ชุมชนต้องดูแลป่าให้เรียบร้อยเป็นเวลา 3 ปีกว่าจะได้รับเงินก้อนแรก ซึ่งชุมชนก็ไม่ทราบเลยว่าแหล่งเงินนั้นมาจากที่ใด
นี่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนชัดว่าความพยายามสะสมทรัพยากรและทุนของกลุ่มทุนยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง บางพื้นที่เกิดขึ้นอย่างล้างผลาญจนทรัพยากรพังพินาศ บางพื้นที่เกิดขึ้นอย่างแยบยลและเป็นปริศนา
จากความหวังที่เกือบถูกดับด้วยน้ำมือรัฐ เหล่าผู้คนที่เคยอยู่ใต้นโยบายและไร้สิทธิ์เสียง บัดนี้เริ่มแข็งข้อและพยายามจะสร้างอำนาจต่อรอง ชัยพงษ์บอกว่าตลอดการพัฒนาของทุนและรัฐ โครงสร้างท้องถิ่นหรือชนบทเหล่านี้ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ บางกลุ่มแสวงหาทางเลือกใหม่ บางกลุ่มติดพันหรือแอบอิงไปกับทุนเดิม บางกลุ่มยังไม่มีคนช่วยขึ้นจากหล่มการพัฒนา และบางกลุ่มที่กำลังพยายามกำหนดชะตาชีวิตตนเอง
“คนในชนบทได้สร้างพื้นที่ทางพิธีกรรมเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับรัฐและทุน รวมทั้งสร้างสถาบันใหม่บนฐานจารีตเดิม หากชาวบ้านมีอำนาจในการควบคุมความรู้และกำหนดอัตลักษณ์ของตนเองได้ แทนที่จะผูกติดอยู่กับวาทกรรมการพัฒนากระแสหลักที่ไม่ได้เปิดทางเลือกให้มากนัก ชาวบ้านจะสร้างความหมายต่อทั้งการพัฒนาชีวิตและคุณค่าที่หลากหลาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้คนชนบทปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงได้”
หนังสือ : พลวัตกลุ่มทุนการเมืองในภาคเหนือของประเทศไทย : การเปลี่ยนทุนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมให้เป็นทุนการเมือง (พ.ศ. 2475-2560)
ผู้เขียน : ชัยพงษ์ สำเนียง
จัดพิมพ์โดย : สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี




