
หากมีใครสักคนเดินเข้ามาถามเราในวันทำงานธรรมดา ๆ ว่า “เหตุใดคุณจึงมาที่นี่”
เราตอบเขาไม่ยากนัก เรามาทำงาน มาหาเงิน มาประชุม มาส่งลูก มาซื้อกาแฟ หรือมาทำหน้าที่อะไรสักอย่างให้เสร็จแล้วกลับบ้าน คำถามนี้ดูเหมือนง่าย เพราะเรารู้ดีว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่ แต่หากคำว่า “ที่นี่” ในคำถามนั้นไม่ได้หมายถึงออฟฟิศ ร้านกาแฟ หรือสถานที่ที่เรากำลังยืนอยู่ หากหมายถึงการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ คำถามง่าย ๆ อาจกลายเป็นคำถามที่เราใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังตอบไม่ได้
The Why Café คาเฟ่สำหรับคนหลงทาง หนังสือของ John Strelecky เริ่มต้นด้วยชายที่ชื่อเดียวกับผู้เขียนอย่าง จอห์น ผู้กำลังเดินทางไปพักผ่อน หลังเหนื่อยล้าจากการทำงานและหวังว่าวันหยุดครั้งนี้จะช่วยชาร์จแบตฯให้ตัวเอง ก่อนกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิมอีกครั้ง
แต่แทนที่จะได้ไปถึงสถานที่พักผ่อนตามแผน จอห์นกลับเจอรถติด เลือกออกจากเส้นทางเดิม ขับหลงไปเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน น้ำมันใกล้หมด และในที่สุดก็พบร้านอาหารเล็ก ๆ กลางพื้นที่แทบไม่มีอะไรอยู่เลย ร้านนั้นชื่อว่า The Why Are You Here Café
เมื่อเปิดเมนู สิ่งที่รอเขาอยู่ไม่ได้มีเพียงรายการอาหารแต่มีคำถามสามข้อ ได้แก่ เหตุใดคุณจึงมาที่นี่ คุณกลัวตายไหม และคุณพึงพอใจกับชีวิตหรือยัง
จากชายที่เพียงต้องการหาอะไรกินให้อิ่มเพื่อจะได้ออกเดินทางต่อ จอห์นจึงต้องนั่งอยู่กับคำถามที่ใหญ่กว่าความหิวของตัวเอง และบทสนทนากับผู้คนในร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งนั้นก็ค่อย ๆ ทำให้การ “หลงทาง” ในค่ำคืนหนึ่ง กลายเป็นการสำรวจว่า ที่ผ่านมาเขาอาจหลงทางอยู่ในชีวิตมานานกว่านั้นเสียอีก

ผมคิดว่าจุดน่าสนใจของ The Why Café ไม่ได้เริ่มต้นตอนจอห์นเจอคาเฟ่ แต่เริ่มก่อนหน้านั้นเสียอีก นั่นคือเหตุผลที่เขาออกเดินทาง จอห์นเหนื่อยจากงาน เขาจึงต้องการวันหยุดเพื่อเติมพลัง แล้วเมื่อวันหยุดหมดลง เขาก็จะกลับไปทำงานจนกระทั่งพลังหมด และต้องหาวันหยุดครั้งใหม่เพื่อเติมมันกลับมาอีกครั้ง
ฟังดูไม่ได้ผิดแปลกอะไร เพราะนี่แทบจะเป็นวิธีใช้ชีวิตตามปกติของคนทำงานจำนวนมาก เรารอเย็นวันศุกร์ รอวันหยุดยาว รอวันลาพักร้อน รอโบนัสล็อตหน้า รอให้ผ่อนบ้านหมด รอให้ลูกเรียนจบ หรือกระทั่งรอเกษียณ ชีวิตจึงถูกแบ่งออกอย่างประหลาด ระหว่างช่วงเวลาที่เราต้อง “อดทน” กับช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราเรียกว่า ได้ใช้ชีวิต
คำถามของผมในฐานะคนอ่านจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า การไปเที่ยวหรือการพักผ่อนช่วยชาร์จแบตฯ ได้จริงหรือไม่ เพราะแน่นอนว่ามนุษย์ทุกคนต้องการการพัก แต่หากเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเพื่อทำให้ตัวเองหมดแรง แล้วใช้เวลาส่วนน้อยเพื่อฟื้นตัวให้มีแรงพอที่จะกลับไปหมดแรงอีกครั้ง เรากำลังแก้ปัญหา หรือเพียงทำให้ตัวเองสามารถทนอยู่กับปัญหาเดิมได้นานขึ้นกันแน่
The Why Café จึงไม่ได้กำลังชักชวนให้ทุกคนลาออกจากงาน หากกำลังรบกวนความปกติบางอย่างที่เราเคยชินจนไม่ทันได้ตั้งคำถามกับมัน เหตุใดเราจึงยอมใช้ชีวิตไปกับสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการ เพื่อแลกกับเวลาจำนวนเล็กน้อยทำสิ่งที่เราต้องการ

บทสนทนาภายในคาเฟ่ค่อย ๆ พาจอห์นไปพบแนวคิดที่หนังสือเรียกว่า Purpose for Existing หรือ PFE ซึ่งหากอธิบายอย่างง่ายที่สุด ก็คือเหตุผลที่แต่ละคนรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร คำตอบนั้นไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ เราไม่จำเป็นต้องเกิดมาเพื่อเปลี่ยนโลก สร้างบริษัทพันล้าน หรือมีชื่ออยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์
สำหรับใครบางคน PFE อาจเป็นการเดินทาง การเลี้ยงลูก การสร้างงานบางอย่าง การดูแลคนที่รัก การช่วยเหลือผู้อื่น หรือเพียงได้ใช้วันธรรมดาในรูปแบบที่ตัวเองต้องการ
ปัญหาคือ ก่อนที่เราจะมีโอกาสถามตัวเองว่าเราต้องการอะไร โลกก็เสนอคำตอบสำเร็จรูปจำนวนมากมาให้เสียก่อน เรียนให้ดี เข้ามหาวิทยาลัย หางานมั่นคง ได้เงินเดือนสูงขึ้น ซื้อบ้าน ซื้อรถ มีตำแหน่ง สร้างครอบครัว แล้วเกษียณ ไม่มีอะไรในรายการเหล่านี้ผิด และสำหรับหลายคน สิ่งเหล่านี้อาจเป็นชีวิตที่ต้องการจริง ๆ
แต่คำถามสำคัญอยู่ตรงคำว่า “ต้องการจริง ๆ”
เพราะเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่เราเลือก กับสิ่งที่เราเลือกเพราะถูกบอกมาตลอดว่าควรเลือกนั้น บางเสียจนบางครั้งเราเองก็แยกไม่ออก เราอาจใช้เวลาหลายสิบปีปีนบันไดแห่งความสำเร็จ และเพิ่งมาพบในภายหลังว่า บันไดนั้นพิงอยู่กับกำแพงที่เราไม่ได้อยากขึ้นมาตั้งแต่แรก
หนังสือยังพาไปไกลกว่าคำถามเรื่องงาน เพราะหากเราไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่ทำ เราก็มักต้องหาอะไรบางอย่างมาชดเชย ทำงานหนัก เราจึงให้รางวัลตัวเองด้วยของชิ้นใหม่ เครียด เราจึงออกไปกินอาหารดี ๆ หมดไฟ เราจึงออกเดินทาง เหนื่อย เราจึงซื้อบางสิ่งเพื่อบอกตัวเองว่า อย่างน้อยการทำงานหนักทั้งหมดก็ไม่ได้สูญเปล่า
แน่นอน การซื้อของ กินอาหาร หรือท่องเที่ยวไม่ใช่ความผิดอะไร สิ่งที่น่าคิดกว่าคือ เมื่อการบริโภคกลายเป็นยารักษาความเหนื่อยล้าที่เกิดจากวิถีชีวิตของเราเอง เพราะของที่ซื้อด้วยเงินจำเป็นต้องหาเงินมาซื้อ และการหาเงินเพิ่มอาจหมายถึงการต้องทำงานเพิ่ม เมื่อทำงานเพิ่มก็เหนื่อยเพิ่ม เมื่อเหนื่อยเพิ่มก็ต้องการสิ่งชดเชยเพิ่มขึ้นอีก วงจรจึงหมุนต่อไปอย่างเงียบ ๆ
ในโลกปัจจุบัน เรายังอยู่ท่ามกลางโฆษณา อัลกอริทึม อินฟลูเอนเซอร์ และภาพชีวิตของคนอื่นที่บอกเราทุกวันว่า เรายังขาดอะไรอีกบ้างจึงจะมีความสุข บางทีสิ่งที่เราคิดว่า “อยากได้” จึงไม่ได้เริ่มต้นจากความต้องการของเราทั้งหมดเสียทีเดียว คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า เรามีเงินพอซื้อสิ่งที่ต้องการหรือยัง แต่อาจต้องย้อนกลับไปไกลกว่านั้นว่า ใครเป็นคนบอกเราว่าเราต้องการมัน
หนึ่งในเรื่องที่ผมชอบที่สุดใน The Why Café คือเรื่องเต่าทะเล Casey เล่าประสบการณ์ขณะดำน้ำที่ฮาวาย เธอพยายามว่ายตามเต่าทะเล แต่ไม่ว่าจะออกแรงมากเพียงใดก็ไม่สามารถตามมันได้ จนกระทั่งสังเกตเห็นว่า เต่าไม่ได้ออกแรงต้านกระแสน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อกระแสน้ำสวนทาง มันรอ และเมื่อกระแสน้ำเคลื่อนไปในทิศที่ต้องการ มันจึงใช้แรงว่ายไปพร้อมกับกระแสนั้น ขณะที่มนุษย์พยายามออกแรงตลอดเวลา ไม่ว่าน้ำกำลังพัดไปทางไหนก็ตาม
เรื่องของเต่าจึงดูเหมือนนิทานเล็ก ๆ แต่กลับสะกิดวิธีที่เราใช้ชีวิตได้อย่างน่าสนใจ เราอยู่ในสังคมที่ชื่นชมคน “พยายาม” ยิ่งยุ่งยิ่งดูสำคัญ ยิ่งทำงานหนักยิ่งดูมีคุณค่า ยิ่งนอนน้อยยิ่งเหมือนกำลังทุ่มเท ยิ่งรับงานมากยิ่งดูประสบความสำเร็จ จนบางครั้งเราแทบไม่ถามว่า แรงทั้งหมดที่กำลังใช้อยู่นั้นกำลังพาเราไปในทิศทางไหน

บางทีปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เราพยายามน้อยเกินไป เราอาจกำลังพยายามอย่างมหาศาล เพียงแต่พยายามกับสิ่งที่ไม่ได้พาเราไปยังชีวิตที่ต้องการต่างหาก
ในบรรดาสามคำถามบนเมนู ผมคิดว่า “คุณกลัวตายไหม” เป็นคำถามที่รุนแรงที่สุด เพราะเหตุใดร้านอาหารที่กำลังถามเรื่องเป้าหมายชีวิต จึงต้องลากความตายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เมื่ออ่านต่อไป เราจะพบว่าความตายในหนังสือไม่ได้ถูกพูดถึงเพื่อสร้างความหดหู่ หากถูกใช้เพื่อทำให้สิ่งหนึ่งปรากฏชัดขึ้น นั่นคือ เวลา
สมมติว่ามีสิ่งหนึ่งที่เราอยากทำมาก แต่บอกตัวเองเสมอว่า “ไว้วันหลัง” ปัญหาของวันหลังคือ ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองมีมันเหลืออยู่อีกกี่วัน เราจึงกลัวความตายส่วนหนึ่ง เพราะมันอาจมาถึงก่อนวันที่เราคิดว่าจะเริ่มใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ก่อนจะได้เดินทาง ก่อนจะได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น ก่อนจะเขียนหนังสือเล่มนั้น ก่อนจะออกจากงานที่ไม่ชอบ ก่อนจะบอกบางอย่างกับใครบางคน หรือก่อนจะได้ทำสิ่งที่บอกตัวเองมาตลอดว่า “สักวันหนึ่ง”
ความตายจึงไม่ได้เป็นเพียงจุดจบของชีวิต แต่มันคือเส้นตายของทุกสิ่งที่เราผลัดไว้ และเมื่อมองเช่นนี้ คำถาม “คุณกลัวตายไหม” จึงเชื่อมกับคำถาม “คุณพึงพอใจกับชีวิตหรือยัง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะบางทีสิ่งที่น่ากลัวกว่าการตาย อาจเป็นการเดินไปถึงปลายทาง แล้วพบว่าเราใช้ชีวิตส่วนใหญ่ไปกับการรอวันที่จะได้เริ่มใช้ชีวิต

ถึงตรงนี้ ผมกลับตะขิดตะขวงใจกับ The Why Café อยู่ประการหนึ่ง หนังสือพูดถึงการเลือกชีวิตได้งดงาม และผมเห็นด้วยกับคำถามจำนวนมากที่โยนให้คนอ่าน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ต้นทุนของการเลือกแต่ละคนไม่เท่ากัน
คนที่มีเงินเก็บสามารถลาออกจากงานที่เกลียดได้ง่ายกว่าคนที่เงินเดือนเดือนนี้ต้องเลี้ยงคนทั้งบ้าน คนที่มีบ้าน มีสวัสดิการ มีครอบครัวรองรับ ย่อมมีพื้นที่ให้ค้นหา PFE ของตัวเองมากกว่าคนที่กำลังคิดว่าค่าเช่าเดือนหน้าจะเอามาจากไหน สำหรับคนบางคน “ทำงานที่ไม่ได้รัก” อาจไม่ได้เกิดจากไม่เคยถามตัวเองว่าต้องการอะไร เขาอาจรู้คำตอบนั้นดีเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่มีต้นทุนมากพอที่จะเลือกมัน
นี่อาจเป็นข้อจำกัดสำคัญของหนังสือพัฒนาตัวเองหลายเล่ม เพราะเมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นมีทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ ชั่วโมงการทำงาน ค่าแรง หนี้สิน การกลับไปค้นหาความหมายภายในตัวเองเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ปัญหาที่เป็นเรื่องส่วนรวมถูกทำให้กลายเป็นภารกิจส่วนบุคคล
ผมไม่คิดว่าเราจำเป็นต้องโยนคำถามของ The Why Café ทิ้งไปเพราะเหตุนี้ ตรงกันข้ามมันอาจทำให้คำถามนั้นสำคัญขึ้น เพราะการรู้ว่า “ฉันอยากมีชีวิตแบบไหน” กับ “การสามารถมีชีวิตแบบนั้นได้” เป็นคนละเรื่องกัน
อย่างแรกเป็นคำถามส่วนบุคคล แต่อย่างหลังอาจเป็นคำถามทางสังคมด้วย หากคนจำนวนมากรู้ว่าตัวเองต้องการมีเวลาให้ลูก ต้องการพักผ่อน ต้องการทำสิ่งที่รัก ต้องการมีชีวิตนอกเวลางาน แต่โครงสร้างการทำงานกลับไม่เปิดพื้นที่ให้สิ่งเหล่านั้นเลย ปัญหาก็อาจไม่ได้อยู่ที่คนเหล่านั้น “บริหารชีวิตไม่เป็น” เพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องถามต่อไปถึงโลกของการทำงานที่เราออกแบบร่วมกันด้วยว่า เหตุใดการมีชีวิตธรรมดาที่มีเวลาเป็นของตัวเอง จึงกลายเป็นสิ่งที่มนุษย์จำนวนมากต้องดิ้นรนเพื่อได้มา

ย้อนกลับไปยังจอห์นในตอนต้นเรื่อง เขาไม่ได้ออกเดินทางเพื่อตามหา Purpose for Existing เขาแค่อยากพัก แต่การหลงทางกลับพาเขาไปเจอคำถามที่อาจไม่มีวันได้เจอ หากยังขับรถอยู่บนถนนเส้นเดิม
ผมจึงคิดว่า “การหลงทาง” ในหนังสือเล่มนี้มีความหมายมากกว่าการเลี้ยวรถผิดทาง บางครั้งการหลงทางอาจเป็นช่วงเวลาที่แผนเดิมของชีวิตใช้ไม่ได้อีกต่อไป และเป็นครั้งแรกที่เราถูกบังคับให้หยุดถามว่า แล้วเราจะไปไหนต่อ
The Why Café ไม่ใช่หนังสือที่ซับซ้อน และสำหรับคนที่อ่านปรัชญาหรือหนังสือว่าด้วยความหมายของชีวิตมาเยอะ เรื่องเล่าและคำตอบบางอย่างอาจตรงไปตรงมาเสียด้วยซ้ำ แต่คุณค่าของมันอาจไม่ได้อยู่ที่การค้นพบคำตอบใหม่ที่มนุษย์ไม่เคยรู้มาก่อน หากอยู่ที่การหยิบคำถามเก่าแก่ที่สุดของมนุษย์กลับมาวางตรงหน้า ในภาษาที่เรียบง่ายพอจนเราไม่สามารถแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจมันได้
เหตุใดคุณจึงมาที่นี่
คุณกลัวตายไหม
และคุณพึงพอใจกับชีวิตหรือยัง
เราไม่จำเป็นต้องตอบทั้งสามคำถามในคืนนี้ ไม่จำเป็นต้องลาออกพรุ่งนี้ ไม่จำเป็นต้องขายบ้านแล้วออกเดินทางรอบโลก และไม่จำเป็นต้องค้นพบ “ความหมายของชีวิต” ให้เสร็จก่อนเช้าวันจันทร์
แต่บางที ก่อนเปิดคอมพิวเตอร์ กลับเข้าประชุม ขึ้นรถไปทำงาน และเริ่มวงจรเดิมอีกครั้ง เราอาจต้องมีคาเฟ่เล็ก ๆ ของตัวเองสักแห่ง พื้นที่ที่เงียบพอให้เราถามตัวเองโดยไม่มีใครตอบแทนว่า ชีวิตที่กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาเอาไว้นี้ เป็นชีวิตที่เราอยากมีจริง ๆ หรือเปล่า
เพราะท้ายที่สุด การหลงทางอาจไม่ได้หมายถึงการไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนเสมอไป บางครั้งเรารู้ตำแหน่งของตัวเองอย่างแม่นยำ รู้ว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นกี่โมง รู้ว่าต้องขึ้นรถสายไหน รู้ว่าต้องเข้าประชุมอะไร รู้ว่าเงินเดือนจะเข้าวันไหน และรู้กระทั่งว่าจะเกษียณเมื่ออายุเท่าไร
เราอาจรู้ทุกอย่างว่ากำลังทำอะไรลงไป เพียงแต่ไม่เคยถามว่า กำลังทำ ไปทำไม

Playread : The Why Cafe’ คาเฟ่สำหรับคนหลงทาง
ผู้เขียน : จอห์น พี. สเตรเลกกี
สำนักพิมพ์ : Be(ing) (บีอิ้ง)
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี

เป็นคนที่เฝ้าฝันสร้างสังคมประชาธิปไตย ร่วมลงทุนลงแรงเพื่อสร้างสังคมที่เทียมเท่าในทุกๆ วัน
