
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์สื่อเกี่ยวกับการให้สภาพัฒน์ กลับมาศึกษาต่อยอดโครงการอีกครั้ง ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะลงพื้นที่ประชุมครม. สัญจร ในวันที่ 31 สิงหาคม ถึงวันที่ 1 กันยายน 2569
อาจฟังเหมือนการรื้อโครงการพัฒนาเก่ากลับมาพิจารณาใหม่ แต่สำหรับประชาชนในพื้นที่คำประกาศดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงการกลับมาของนิคมอุตสาหกรรม แต่มันกำลังย้อนกลับไปสู่คำถามเดิมที่เคยต่อสู้ ถกเถียง และพยายามหาทางออกร่วมกันมาแล้วหลายปี ว่าใครควรเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาของพื้นที่
เพราะก่อนหน้านี้ที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะเคยถูกผลักดันอย่างเข้มข้น กับวันที่รัฐบาลของนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล กลับมาพูดถึงโครงการนี้อีกครั้ง มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างทาง คือกระบวนการของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Environmental Assessment : SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่จังหวัดสงขลาและปัตตานี
นี่คือจุดที่ทำให้การกลับมาของ “นิคมฯ จะนะ” ไม่สามารถอธิบาย หรือเข้าใจได้ว่าทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง

หากย้อนกลับไปยังต้นทางของความขัดแย้ง บังนี –นายรุ่งเรือง ระหมันยะ ผู้ประสานงานและแกนนำสำคัญของ เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกประยุทธ จันทร์โอชาเมื่อปี 2562 เห็นชอบการผลักดัน “นิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” และตามมาด้วยการคัดค้านของประชาชน ทั้งประเด็นผลกระทบต่อทรัพยากร กระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความพยายามเปลี่ยนแปลงผังเมือง
ความขัดแย้งเดินทางจากจะนะถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล การต่อสู้ของประชาชนหลายระลอก นำไปสู่กระบวนการศึกษาที่กว้างกว่าการถามว่าโรงงานหนึ่งแห่ง หรือนิคมหนึ่งแห่งควรสร้างหรือไม่ คือ SEA
บังนีย้อนความของกระบวนการ SEA ให้ฟังว่า “ความสำคัญของกระบวนการคือการเอาทุกฝ่ายมานั่งบนโต๊ะเดียวกัน ทั้งหน่วยงานราชการ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และชุมชน ช่วงแรกอาจยังเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ แต่เมื่อผ่านเวทีกว่า 20 ครั้ง การสนทนาบนโต๊ะก็เริ่มเปลี่ยนไป”
จากคำถามว่า จะสร้างนิคมฯหรือไม่ กลายเป็นคำถามว่า สงขลาและปัตตานีควรพัฒนาไปทางไหน?
นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญ เพราะคำถามอย่างแรกเริ่มต้นจากโครงการ แต่คำถามอย่างหลังเริ่มต้นจากพื้นที่ และ SEA ถูกออกแบบมาเพื่อทำอย่างหลัง
ผศ.ดร. นิเวศน์ อรุณเบิกฟ้า อาจารย์ประจำสาขาวิชาการบริหารและการพัฒนาสังคมศาสตร์ คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นักวิชาการผู้มีส่วนในโครงการ SEA อธิบายประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า SEA ในกรณีนี้มีชื่อเต็มว่า การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่จังหวัดสงขลาและปัตตานี
นั่นหมายความว่าขอบเขตของมันไม่ใช่เฉพาะอำเภอจะนะ และไม่ใช่เครื่องมือสำหรับตัดสินเพียงว่านิคมอุตสาหกรรมจะนะควรเกิดหรือไม่เกิด แต่ครอบคลุมพื้นที่ของทั้งสองจังหวัด
หัวใจของ SEA จึงต่างจาก EIA
EIA มักเข้ามาเมื่อมี “โครงการ” แล้ว จากนั้นจึงศึกษาว่าโครงการนั้นจะก่อผลกระทบอะไร และจะจัดการผลกระทบอย่างไร แต่ SEA ถอยออกไปไกลและครอบคุลมกว่านั้น โดยถามว่า ในอนาคตพื้นที่นี้ควรเดินไปในทิศทางใด
ผศ.ดร. นิเวศน์ สรุปหลักคิดของกระบวนการไว้หลายประการ ตั้งแต่การมองไปในอนาคต การใช้หลักป้องกันไว้ก่อน ความยืดหยุ่น การแสวงหาประโยชน์ร่วม ตลอดจนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ร่วมกัน
“SEA ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำถามว่า จะสร้างนิคมตรงไหน? แต่เริ่มด้วยคำถามว่า เรามีอะไรอยู่แล้ว และสิ่งที่มีอยู่นั้นควรพาเราไปสู่อะไรในอนาคต?”

ความสำคัญอีกด้านหนึ่งของกระบวนการนี้คือ มันไม่ได้ถูกวางให้เป็นเวทีของฝ่ายคัดค้านโครงการเท่านั้น
ผศ.ดร. นิเวศน์ ระบุว่า กระบวนการเปิดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลายกลุ่มเข้าร่วม ตั้งแต่ประชาชนและชุมชน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและฝ่ายปกครอง สถาบันการศึกษา สื่อ ผู้นำศาสนาและผู้นำทางจิตวิญญาณ ตลอดจนหน่วยงานรัฐส่วนกลาง
หลักการสำคัญคือไม่ใช้การตัดสินแบบง่าย ๆ ว่า “ใครมีคนมากกว่าคนนั้นชนะ” เพราะการวางอนาคตของพื้นที่ไม่ควรถูกลดรูปเป็นการแข่งขันระหว่างม็อบสนับสนุนกับม็อบคัดค้าน
จากการทำงานของเรา กระบวนการหลักมีการจัด 45 เวที มีผู้เข้าร่วม 3,931 คน และยังมีเวทีเพิ่มเติมอีก 36 เวที รวมผู้เข้าร่วมอีก 1,323 คน กระบวนการจึงมีขนาดใหญ่กว่าการจัดประชาพิจารณ์เพียงไม่กี่ครั้ง และถูกใช้เพื่อรวบรวมทั้งข้อมูล ความต้องการ ความกังวล และความขัดแย้งของผู้คนที่มีสถานะต่างกันในพื้นที่
ความหมายของมันจึงอยู่ตรงนี้ SEA ไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็น “ชัยชนะของฝ่ายคัดค้านนิคมฯ” ในทางกลับกัน มันคือความพยายามสร้าง กติกากลาง หลังจากความขัดแย้งเดิมทำให้ทุกฝ่ายแทบไม่สามารถพูดภาษาเดียวกันได้
จากฐานข้อมูลด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรของพื้นที่ กระบวนการ SEA พัฒนาทางเลือกอนาคตออกมา 5 แนวทาง ได้แก่ การพัฒนาตามแนวโน้มปกติ การเป็นศูนย์กลางเกษตรครบวงจร การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การศึกษาและสุขภาพ การเป็นศูนย์กลางการค้า ธุรกิจและโลจิสติกส์ และการพัฒนาบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม
เมื่อเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียพิจารณา ทางเลือกที่ได้รับน้ำหนักมากคือ การพัฒนาบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม
ผศ.ดร. นิเวศน์ อธิบายว่า ทางเลือกที่ห้าถูกนำมาเป็น “แกน” ในการขับเคลื่อน ขณะที่เกษตร การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ การค้า และอุตสาหกรรมยังสามารถพัฒนาได้ เพียงแต่ต้องดำเนินไปโดยไม่ทำลายฐานทรัพยากรและวัฒนธรรมซึ่งถูกกำหนดให้เป็นฐานของอนาคตพื้นที่
นี่ทำให้ประโยคที่ว่า “ชาวบ้านไม่เอาการพัฒนา” อธิบายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ไม่เพียงพอ เพราะใน SEA มีพื้นที่ให้อุตสาหกรรมอยู่ด้วย แต่เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องตอบคำถามว่า อุตสาหกรรมแบบไหน
มีข้อเสนอเรื่องอุตสาหกรรมยุคใหม่และพลังงานสะอาด การต่อยอดอุตสาหกรรมแปรรูป ยา และเวชสำอาง การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ตลอดจนการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูง การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพ รถไฟทางคู่ การเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิม การดูแลป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน ทะเลสาบสงขลาและอ่าวปัตตานี รวมถึงระบบจัดการภัยพิบัติ ขยะ และการสร้างเมืองน่าอยู่
กล่าวอีกแบบหนึ่ง ข้อถกเถียงจึงไม่ใช่ “พัฒนา” กับ “ไม่พัฒนา” แต่คือ “จะพัฒนาอะไร ที่ไหน มากแค่ไหน และใครเป็นผู้รับผลประโยชน์กับต้นทุนจากการพัฒนานั้น”
ก่อนสร้างของใหม่ ของเดิมใช้เต็มศักยภาพแล้วหรือยัง? ทั้งบังนีและ ผศ.ดร. นิเวศน์ ให้แง่มุมที่ตรงกันคือ
ท่าเรือน้ำลึกสงขลาที่มีอยู่ใช้ศักยภาพเต็มที่แล้วหรือยัง?
พื้นที่อุตสาหกรรมเดิมยังเหลืออยู่หรือไม่?
ปัญหาที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานเดิมทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพคืออะไร?
ผศ.ดร. นิเวศน์ ยกกรณีท่าเรือสงขลาว่า ปัญหาบางอย่างเกิดจากข้อจำกัดของอุปกรณ์ พื้นที่รองรับตู้สินค้า ถนน และการเวนคืนที่ดิน ดังนั้น ก่อนจะสรุปว่าจำเป็นต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ รัฐควรตอบให้ได้เสียก่อนว่าเหตุใดของเดิมจึงไม่สามารถทำงานเต็มศักยภาพ
บังนีเสนอหลักเดียวกันจากมุมของชุมชน โดยกล่าวถึงท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่หนึ่ง รวมถึงพื้นที่อุตสาหกรรมเดิมบริเวณฉลุงและสะเดา ซึ่งยังมีพื้นที่สำหรับการพัฒนาต่อ
“คุณต้องไปดูพื้นที่เก่าที่ยังว่างอยู่…ให้ไปทำตรงนั้นให้ดีก่อน”
สำหรับจะนะ เขาเสนอให้ “หยุดไว้ก่อน” ไม่ใช่เพราะพื้นที่ต้องถูกแช่แข็งไม่ให้มีการพัฒนาอีกตลอดไป แต่เพราะในพื้นที่มีโรงงานเดิมอยู่แล้ว และจากมุมมองของชาวบ้าน ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการกระจายประโยชน์จากโรงงานเหล่านั้นยังไม่ได้รับการจัดการอย่างเพียงพอ
ก่อนขอทรัพยากรใหม่ รัฐต้องอธิบายให้ได้ว่าทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมถูกใช้เต็มศักยภาพแล้วหรือยังแล้วเหตุใด “นิคมฯ จะนะ” จึงกลับมาอีกครั้ง
ตรงนี้เองที่คำประกาศ “ปัดฝุ่นนิคมอุตสาหกรรม” กลายเป็นปัญหาในสายตาของชุมชน เพราะจากมุมมองของบังนี กระบวนการไม่ได้หยุดอยู่ที่ความขัดแย้งเมื่อปี 2562 แต่หลังจากนั้นได้เกิด SEA ซึ่งผ่านการพูดคุยจำนวนมาก และในคำให้สัมภาษณ์ทั้งสองระบุตรงกันว่า ผลการศึกษาได้ผ่านกระบวนการของสภาพัฒน์และคณะรัฐมนตรีแล้ว
คำถามของชาวบ้านจึงไม่ใช่ “นิคมฯกลับมาได้อย่างไร?”
แต่ลึกกว่านั้นคือ ถ้ารัฐกลับไปเริ่มจากโครงการเดิม แล้ว SEA ที่รัฐ ประชาชน นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานต่าง ๆ ใช้เวลาหลายปีสร้างร่วมกันนั้น มีความหมายอะไร?
บังนีถึงกับบอกว่า การจะ “ปัดฝุ่นหรือไม่ปัดฝุ่น” ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด สิ่งสำคัญคือโครงการหรือแผนพัฒนาที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ต้องถูกพิจารณาภายใต้กรอบ SEA ที่ทุกฝ่ายร่วมกันสร้าง
จากการให้สัมภาษณ์ของรองนายกพิพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ถึงโอกาสของการกลับมาปัดฝุ่นโครงการ และศึกษารายละเเอียดของโครงการเพิ่มเติม ทำให้คำถามที่เกิดขึ้นและซ้อนทับจากการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้คือโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะต้องเดินหน้าต่อภายใต้กรอบการศึกษาใหม่ หรือทุกอย่างต้องเริ่มใหม่ทั้งหมดภายใต้ผลสรุของ SEA? ในขณะที่บังนีกังวลว่า มติและนโยบายในอดีตกำลังถูกหยิบกลับมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้โครงการแบบเดิม เพียงแค่ตีความว่า เมื่อครั้งหนึ่งคณะรัฐมนตรีเคยเห็นชอบกับโครงการนิคมอุตสาหกรรมฯแล้ว เมื่อ SEA ถูกศึกษาเสร็จ โครงการก็สามารถกลับมาดำเนินการ เพียงไปจัดทำ EIA หรือการศึกษาระดับโครงการใหม่ ให้สอดคล้องกับผลของ SEA
แต่ฝ่ายชาวบ้านตีความต่างออกไป สำหรับพวกเขา SEA ไม่ใช่ “ขั้นตอนหนึ่ง” ที่ต้องทำให้เสร็จก่อนกลับไปสู่โครงการเดิม หากเป็นกระบวนการที่เข้ามา เปลี่ยนฐานในการตัดสินใจ ว่าการพัฒนาหลังจากนี้ควรเกิดขึ้นอย่างไร ในเมื่อผลข้อที่ห้าของ SEA คือ การพัฒนาบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม “การกลับมาเดินหน้าต่อของโครงการนิคมแบบเดิม คือการไม่เคารพผลของ SEA ที่ทุกฝ่ายทำร่วมกัน”
ผศ.ดร. นิเวศน์ อธิบายหลักการเดียวกันว่า เมื่อ SEA เสร็จแล้ว แผนต่าง ๆ ที่ตามมาควรสามารถตอบได้ว่า แผนหรือโครงการนั้นอยู่ตรงไหนในยุทธศาสตร์ของ SEA นั่นหมายความว่า ภาระการอธิบายควรกลับไปอยู่ที่ผู้เสนอโครงการ ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเหตุใดจึงไม่ต้องการโครงการ แต่ผู้ต้องการผลักดันโครงการต่างหากที่ควรตอบว่า โครงการนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างไว้อย่างไร
อีกหนึ่งความกังวลที่เกิดขึ้นพร้อมกระแสการรื้อฟื้นนิคมอุตสาหกรรมจะนะ คือข่าวเกี่ยวกับการกลับเข้ามามีบทบาทใน ศอ.บต. ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของบุคคลที่บังนีเรียกว่า “ดร.เจ๋ง” ชนธัญ แสงพุ่ม ซึ่งในสายตาของบังนี ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการแต่งตั้งบุคลากรภายในหน่วยงานราชการ หากเชื่อมโยงกับความทรงจำของชาวบ้านต่อกระบวนการผลักดันโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะในอดีต บังนีบอกกับเราว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะในอดีต ศอ.บต. เคยเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ผลักดันโครงการนิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” รวมถึงประเด็นคมนาคมและการเปลี่ยนแปลงผังเมืองในพื้นที่จะนะ ดังนั้น การกลับมาของบุคคลนี้ซึ่งชาวบ้านเชื่อมโยงกับกระบวนการผลักดันโครงการดังกล่าว ทำให้กังวลได้ว่าความขัดแย้งเดิมอาจปะทุ มากกว่าจะถูกมองในฐานะการโยกย้ายหรือแต่งตั้งข้าราชการตามปกติ
สิ่งที่บังนีย้ำเป็นพิเศษคือ “ความไม่ไว้ใจ” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา ช่วงที่โครงการนิคมฯ ถูกผลักดันอย่างเข้มข้นก่อนหน้านี้ ศอ.บต. ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงสีผังเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดปะทะสำคัญระหว่างรัฐกับประชาชนในขณะนั้น บังนีอ้างถึงเหตุการณ์จัดเวทีเกี่ยวกับผังเมืองที่โรงเรียนจะนะวิทยา บังนี้เล่าว่า มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่และมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น จนทำให้เวทีที่ควรเป็นพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วม กลายเป็นบรรยากาศของการควบคุมและการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชน ประสบการณ์ดังกล่าวจึงทำให้ชื่อของบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเวลานั้นยังคงติดอยู่กับความทรงจำของชุมชน
“ตอนนี้…คนสงขลา ปัตตานี ก็คือไม่ไว้ใจดร.เจ๋งอีกต่อไปแล้ว ทำไมเราถึงไม่ไว้ใจ เพราะว่าจากประสบการณ์ครั้งก่อน”
สะท้อนว่า สำหรับบังนี ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า ดร.เจ๋งจะดำรงตำแหน่งอะไร แต่คือการตั้งคำถามว่าการกลับมาของบุคคลที่ชุมชนจดจำว่าเคยมีบทบาทในช่วงการผลักดันโครงการครั้งก่อน จะหมายถึงการกลับมาของ “วิธีการพัฒนาแบบเดิม” ด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะในจังหวะที่ฝ่ายการเมืองกำลังพูดถึงการ “ปัดฝุ่น” นิคมอุตสาหกรรมจะนะอีกครั้ง ความเคลื่อนไหวสองเรื่องนี้จึงถูกชาวบ้านบางส่วนเชื่อมโยงเข้าหากัน และทำให้ความหวาดระแวงต่อทิศทางของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น
ความกังวลของบังนีไปไกลกว่าตัวบุคคล เขามองว่าหากรัฐกลับไปใช้กลไกที่สร้างการแบ่งฝ่ายระหว่างผู้สนับสนุนกับผู้คัดค้านโครงการ ความขัดแย้งที่เคยลดระดับลงหลังเกิด SEA อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง บังนีเล่าถึงประสบการณ์ในอดีตที่เขาเชื่อว่ามีการระดมผู้สนับสนุนเข้าร่วมเวที ขณะที่คนเห็นต่างประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ ซึ่งในช่วงขณะคณะครม. สัญจรครั้งนี้ ก็มีข่าวปรากฏว่ากลุ่มที่ต้องการสนับสนุนโครงการ จะรวมกลุ่มให้กำลังใจรัฐบาลเพื่อผลักดันนิคมอุตสากรรมแห่งอนาคตต่อไป
ในความหมายนี้ การถกเถียงเรื่อง “ดร.เจ๋ง” จึงสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าการแต่งตั้งบุคคล เพราะสิ่งที่ชุมชนกำลังจับตามองคือ รัฐจะเลือกกลับไปใช้โครงสร้างอำนาจและวิธีจัดการความขัดแย้งแบบเดิม หรือจะยอมรับ SEA เป็นกติกาใหม่ของการพัฒนาพื้นที่ หลังจากประชาชน หน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ และภาคส่วนต่าง ๆ ใช้เวลาหลายปีสร้างกระบวนการดังกล่าวร่วมกัน หากรัฐเลือกทางแรก การกลับมาของบุคคลที่ถูกเชื่อมโยงกับความขัดแย้งครั้งก่อนย่อมมีความหมายทางการเมืองมากกว่าตำแหน่งในระบบราชการ เพราะสำหรับชาวบ้านแล้ว มันอาจเป็นสัญญาณว่า สิ่งที่กำลังถูก “ปัดฝุ่น” ไม่ได้มีเพียงนิคมอุตสาหกรรม แต่อาจรวมถึงกระบวนการใช้ “อำนาจ” แบบเดิมที่พวกเขาเคยเผชิญมาแล้วด้วย

ความกังวลของชุมชนจึงไม่ได้มีเฉพาะเรื่องโรงงาน สิ่งแวดล้อม หรือที่ดิน
ในช่วงท้ายของการพูดคุยวันนี้ บังนีพูดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างละเอียดและซับซ้อนว่า บรรยากาศทางการเมืองในพื้นที่ เริ่มกลับมาไม่สู้ดีนัก
เขาเล่าย้อนถึงประสบการณ์ในช่วงความขัดแย้งครั้งก่อน ทั้งการผลักดันการเปลี่ยนผังเมือง การใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมากในการควบคุมพื้นที่ ตลอดจนความรู้สึกว่ากลไกของรัฐถูกนำเข้ามาจัดการกับประชาชนที่เห็นต่าง เมื่อกระแสผลักดันนิคมกลับมา ความทรงจำเหล่านั้นจึงกลับมาด้วย
บังนีแสดงความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงผังเมืองอีกครั้ง รวมถึงการติดตามความเคลื่อนไหวของแกนนำและการเข้าพบประชาชนโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง โดยเขามองว่า “สิ่งเหล่านี้สร้างบรรยากาศไม่ไว้วางใจ และอาจทำให้รอยร้าวภายในชุมชนกลับมาขยายตัวอีกครั้ง” และความไม่ไว้วางใจนั้นเองอาจเป็นต้นทุนที่สำคัญที่สุด หากรัฐเลือกเปิดความขัดแย้งรอบใหม่
โดยเฉพาะหากเทียบเคียงกับสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ บังนีบอกว่า “รัฐบาลนี้ยิ่งกว่ารัฐบาลทหารเสียอีก”
“สมัยรัฐบาลทหาร ยังส่งแค่เจ้าหน้าที่ในพื้น ไม่ว่าภูธรหรือจังหวัดมาจับตาแกนนำชาวบ้าน แต่รัฐบาลสมัยนี้ กลับส่งเจ้าหน้าจากส่วนกลางหมดเลย เขาบอกว่า มาจาก CIB จากสอบสวนกลาง”
โจทย์ใหญ่เลยกลายเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือของกระบวนการตัดสินใจของรัฐ เพราะ SEA เกิดขึ้นจากความขัดแย้งครั้งก่อน ประชาชนเรียกร้องให้มีการศึกษา รัฐอนุมัติให้จัดทำและจัดสรรทรัพยากรมหาวิทยาลัยและนักวิชาการเข้ามาทำงาน หน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ ประชาชน และภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วม เกิดเวทีจำนวนมาก มีการสร้างทางเลือก มีการกำหนดตัวชี้วัด และสุดท้ายได้กรอบการพัฒนาที่พยายามประนีประนอมระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
หากหลังจากทั้งหมดนั้น รัฐบาลสามารถย้อนกลับไปหยิบโครงการก่อน SEA ขึ้นมา แล้วดำเนินต่อราวกับกระบวนการหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร คำถามจึงไม่ได้ตกอยู่กับจะนะเพียงแห่งเดียวแต่ตกอยู่กับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งหมดว่า ประชาชนถูกเชิญเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อร่วมตัดสินใจ หรือเพียงเพื่อให้รัฐสามารถบอกได้ว่าเคยรับฟังพวกเขาแล้ว และนี่อาจเป็นเดิมพันที่ใหญ่กว่านิคมอุตสาหกรรมเสียอีก


เป็นคนที่เฝ้าฝันสร้างสังคมประชาธิปไตย ร่วมลงทุนลงแรงเพื่อสร้างสังคมที่เทียมเท่าในทุกๆ วัน
