
โตมร ศุขปรีชา
ในระยะหลัง ผมได้ยินคำว่า ‘ตีเก๊’ บ่อยขึ้นมาก คำพูดนี้มักถูกนำมาใช้ประมาณว่า-โอ๊ย! เห็นพูดประโยคนี้ออกมา ฉัน ‘ตีเก๊’ ไอ้เจ้าคนพูดไปก่อนเลย ด้วยเหตุนี้ ความหมายของคำว่า ‘ตีเก๊’ จึงแปลว่าผู้พูด (หรือเขียน) กำลังบอกเราว่าเขา ‘ประเมิน’ ว่าคน (หรือสิ่งอื่น ๆ) ที่เขา ‘ตีเก๊’ ไปนั้น-เป็นของปลอม แต่เสียใจด้วยนะครับ ที่ผมต้องบอกว่า อาการ ‘ตีว่าเก๊ไปได้ก่อนเลย’ เหล่านี้ แม้ฟังดูเท่ ฟังดู ‘ฟันธง’ ฟังดูเป็น ‘ผู้รู้’ หรือแม้กระทั่งในบางกรณีจะฟังดูน่าเชื่อถือ ทว่ามันมี ‘ปัญหา’ หลายชั้นในคำพูดนี้เลยครับ
ปัญหาแรกที่ผมว่าน่าสนใจก็คือ เวลาเรา ‘ตีเก๊’ อะไรบางอย่างไปแบบ ‘ล่วงหน้า’ นั้น มันมี Sense of Time หรือมิติเรื่องเวลาอยู่ในนั้นด้วย นั่นแปลว่าเรากำลัง ‘ประเมินล่วงหน้า’ ไปว่าสิ่งนั้น ๆ ปลอม แต่การประเมินล่วงหน้า แปลว่าเรา ‘รู้’ จริง ๆ หรือว่าสิ่งนั้นปลอม หรือเราแค่ ‘เชื่อ’ โดยอาศัยต้นทุนเดิม ๆ ของเรา เช่นว่าเคยมีคนพูดแบบนี้แล้ว ภายหลังเรารู้ว่าเขาปลอมจริง ๆ เราจึงนำเอาสถานการณ์เก่ามา ‘ประเมิน’ สถานการณ์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าเราว่ามันจะต้องปลอมแน่ ๆ
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ อาการ ‘ตีเก๊’ ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากอาศัยประสบการณ์ล้วน ๆ เพียว ๆ เพื่อใช้ในการ ‘ตัดสิน’ คนอื่นหรือสิ่งอื่น และที่สำคัญก็คือ มันเป็นการใช้ ‘วาทศิลป์’ เพื่อ ‘โน้มน้าว’ บุคคลที่สาม (คือคนที่กำลังฟังเราอยู่) ให้ ‘เชื่อ’ ตามเราไปด้วยว่าไอ้สิ่งที่เขากำลังประเมินอยู่นั้นมัน ‘เก๊’ หรือ ‘ปลอม’ จริง ๆ
นี่คือปัญหาทาง ‘ญาณวิทยา’ เลยนะครับ! จริง ๆ แล้ว คำว่า ‘ตีเก๊’ มันไม่ควรเป็น ‘ข้อสรุป’ หรือ Conclusion แต่ควรเป็นแค่ ‘ข้อสันนิษฐาน’ หรือ Hypothesis แล้วเราค่อยไปหาหลักฐานต่าง ๆ มาสนับสนุนเพื่อ ‘ประเมิน’ อีกทีหนึ่งว่า มันจริงหรือเก๊
วิธีการแบบนี้เป็นหลักของความยุติธรรมสากลนะครับ คือต้องไม่คิดว่าอีกฝ่าย ‘ผิด’ ก่อนจะมีการพิสูจน์ ผู้ต้องหาทุกคนจึงต้อง Presumed Innocent หรือต้องมองว่ายังบริสุทธิ์เอาไว้ก่อน แต่การ ‘ตีเก๊’ คือการเอาข้อสรุปไปยัดใส่ โดยแทบไม่มีหลักฐานอะไรเลย นอกจากความคิดความเชื่อของผู้ประเมิน
แน่นอน การใช้ประสบการณ์อาจถูกก็ได้ เช่น นายเอบอกว่านายบีพูดแบบนี้ แปลว่าต้องโกงแน่ ๆ ก็เลย ‘ตีเก๊’ นายบี ซึ่งต่อมาภายหลังนายบีอาจโกงจริง ๆ แต่นั่นไม่ได้แปลว่า ‘วิธี’ ที่เราใช้ในการ ‘ตัดสิน’ ตั้งแต่แรกนั้นสมเหตุสมผล เพราะตอนที่เราตัดสิน เรายังไม่ ‘รู้’ จริง ๆ ว่าเขาโกงหรือเปล่า
นี่คือความน่ากลัวของการใช้ประสบการณ์ล้วน ๆ มาประเมินอะไรบางอย่าง เพราะประสบการณ์มันมัก ‘หลอก’ เราได้โดยไม่รู้ตัว ยิ่งประสบการณ์ถูก ก็ยิ่งอันตราย เพราะไม่ได้แปลว่ามันจะถูกต้องตลอดกาลชั่วนิรันดร์
อีกปัญหาหนึ่งของการ ‘ตีเก๊’ ที่ผมว่าน่ารังเกียจเอามาก ๆ ก็คือมันเป็นการกล่าวหาที่ ‘ผลักภาระ’ ของการ ‘พิสูจน์’ ไปที่อีกฝ่ายหนึ่ง พูดแบบนี้อาจจะเข้าใจยาก ขอยกตัวอย่างแล้วกันนะครับ ว่า, ถ้านายเอบอกว่า-นายบีโกหก, ภาระการพิสูจน์ควรจะอยู่ที่ตัวนายเอ คือนายเอต้องเป็นคนพิสูจน์ให้โลกเห็นให้ได้ว่านายบีโกหกอย่างไร
แต่การพูดคำว่า ‘ตีเก๊’ มันคือการบอกว่า “ฉันถือว่านายบีเป็นคนโกหก จนกว่านายบีจะพิสูจน์ได้ว่ามันจริง” นั่นคือนายเอกำลัง ‘ผลักภาระ’ ของการพิสูจน์ไปอยู่ในมือของ ‘ผู้ถูกกล่าวหา’ ลองคิดดูสิครับว่าถ้ารัฐหนึ่งทำแบบนี้กับประชาชน คือคิดว่าไอ้หมอนี่ขโมยของแน่ ๆ แล้วจับตัวมาบอกว่าขอ ‘ตีเก๊’ ไปก่อนว่ามันเป็นขโมย เจ้าขโมยคนนั้นก็ต้องเป็นขโมยไปเลยจนกว่าจะหาอะไรมาพิสูจน์ได้ว่าตัวเองไม่ใช่ขโมย
แน่นอน-เรา ‘สงสัยไว้ก่อน’ ได้ (ถึงได้มีคำว่า ‘ผู้ต้องหา’ ไงครับ) แต่สงสัยไว้ก่อนไม่ใช่การ ‘ตัดสินว่าปลอมไว้ก่อน’ มันเป็นคนละเรื่อง และเป็นเรื่องที่สำคัญเอามาก ๆ ในทางปรัชญาและการใช้ตรรกะด้วย
ปัญหาถัดมาก็คือ พอคนคนหนึ่ง ‘ตีเก๊’ ไปแล้ว มันคือการ ‘เลือกข้าง’ อย่างเต็มตัว เพราะมันคือการบอกว่า ‘ตัวกู’ เชื่อไปเสียแล้วว่าอีกฝ่ายหนึ่งปลอม ดังนั้นจึงง่ายมากที่จะเกิด Confirmation Bias บางอย่างขึ้นมา ทำให้หลักฐานต่าง ๆ ที่หามาได้ ไม่ได้ถูกมองอย่าง ‘เป็นกลาง’
พูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า การ ‘ตีเก๊’ อาจมีส่วนทำให้เกิด Cognitive Dissonance คือเห็นโลกไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะดันมีอคติลำเอียงเข้าข้างตัวเองไปเสียแล้ว ดังนั้น ต่อให้อีกฝ่ายหนึ่งจะหาหลักฐานมาอธิบายตัวเองมากแค่ไหน ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อถูก ‘ตีเก๊’ ไปแล้ว ยังไงมันก็ต้อง ‘เก๊’ ไปยันชาติหน้าอะไรทำนองนั้น
พูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า การ ‘ตีเก๊’ อาจมีส่วนทำให้เกิด Cognitive Dissonance คือเห็นโลกไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะดันมีอคติลำเอียงเข้าข้างตัวเองไปเสียแล้ว ดังนั้น ต่อให้อีกฝ่ายหนึ่งจะหาหลักฐานมาอธิบายตัวเองมากแค่ไหน ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อถูก ‘ตีเก๊’ ไปแล้ว ยังไงมันก็ต้อง ‘เก๊’ ไปยันชาติหน้าอะไรทำนองนั้น
อย่างไรก็ตาม ต้องบอกคุณเอาไว้ด้วยว่า มนุษย์ทุกคนมักมีอาการ ‘ตีเก๊’ หรือระแวงสงสัยอยู่ในใจกันก่อนจะใช้ ‘เหตุผล’ หรือ Reason (ในความหมายของ ฌอง ฌาคส์ รุสโซ) กันก่อนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะมนุษย์ไม่เคย ‘รับรู้โลก’ โดยปราศจากสมมุติฐานล่วงหน้า ซึ่งไอ้ข้อสมมุติฐานล่วงหน้านั้น นักปรัชญาอย่าง เดวิด โบห์ม เรียกว่าเป็น Preconceptions
Preconceptions ก็คือการที่เรามี ‘คอนเซ็ปต์’ กับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งเอาเข้าจริง มันเป็นประโยชน์ต่อเรา เพราะทำให้เราตัดสินใจได้เร็วขึ้น และอาจทำให้เราอยู่รอดดำรงเผ่าพันธุ์มาได้จนถึงปัจจุบันด้วย ตัวอย่างเช่น ถ้าเราได้ยินเสียงสวบสาบในป่า Preconceptions ที่อยู่ในหัวเราอาจเป็นความกลัวว่าสิ่งนั้นอาจเป็นเสือก็ได้ เราจึงเกิดปฏิกิริยาตอบสนองแบบต่าง ๆ ทั้งตัวแข็งทื่อ (ที่ทำให้หยุดนิ่งจนไม่เป็นที่สังเกต) หรือวิ่งหนี (ที่อาจทำให้หนีรอดได้) หรืออื่น ๆ
ในสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น Preconceptions ก็ซับซ้อนมากขึ้นด้วย จนบ่อยครั้งเราแยกไม่ออก ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเราเป็น Preconceptions หรือระบบที่ถูกเซ็ตมาไว้แล้วล่วงหน้าโดยที่เราไม่ได้ ‘รู้คิด’ หรือว่ามันเกิดจากการที่เรา ‘ใช้เหตุผล’ กับมันจริง ๆ
ปัญหาของการ ‘ตีเก๊’ จึงไม่ใช่ปัญหาของ Preconceptions แต่ปัญหาที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อเรานำเอา Preconceptions นั้นไปเป็น Conclusion หรือบทสรุป ทั้งที่ชื่อของมันก็บอกอยู่แล้วว่าเงื่อนไขของมันคือ Pre หรือเกิดก่อน แล้วเราก็เอา Pre นั้น กระโดดข้ามการหาหลักฐานทั้งหลายทั้งปวงไปสู่ ‘อนาคตของข้อสรุป’ เลย
นี่จึงเป็นปัญหาอย่างมาก!
เราอาจเห็นนักการเมือง (โดยเฉพาะฝ่ายที่เราไม่ชอบ) พูดอะไรทะแม่ง ๆ บางอย่าง แล้วเราก็คิดว่า อีตาคนนี้ต้อง ‘เก๊’ แน่ เพราะสิ่งที่พูดมันบ้ง (โดยสอดคล้องกับ Preconceptions ของเรา) เสียเหลือเกิน ซึ่งการคิดแบบนี้ยังไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าเราบอกว่า อีตานักการเมืองคนนี้มัน ‘เก๊’ แน่ ๆ โดยไม่ต้องไปตรวจสอบอะไร-อันนี้นี่แหละคือปัญหา
และปัญหาแบบนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยมากเสียด้วยในทางการเมืองปัจจุบัน เพราะเราจะเห็นแต่ละฝักฝ่ายพูดคำว่า ‘ตีเก๊’ ฝ่ายอื่น ๆ เต็มไปหมดเลย โดยความหมายของคำว่าตีเก๊ มันเข้าข่ายการกระทำอาชญากรรมต่อญาณวิทยาแทบทั้งสิ้น ดังนั้น สิ่งที่ควรระวังจึงคือการต้อง ‘รู้เท่าทัน’ Preconceptions ของตัวเอง และอย่า ‘ด่วนสรุป’ โดยใช้อีก Pre หนึ่ง คือ Prejudice ที่มีอยู่ในตัวเรา
การตัดสินเบื้องต้นอาจเป็นไปได้ก็ได้ หากว่าประสบการณ์ที่เรามีมันคือ ‘หลักฐาน’ ที่แข็งแรงพอ เช่น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องทองคำอาจเห็นภาชนะที่มีสีทองแล้วบอกว่า ‘เก๊’ ได้ในสามวินาที แต่กระนั้น เขาก็ยังต้องการการพิสูจน์ด้วยการเอาภาชนะนั้นไปตรวจด้วยเครื่องตรวจหรือแม้กระทั่งเอาไปหลอมดู ดังนั้น การตัดสินเบื้องต้นจึงไม่ได้ไร้ค่าเสียทีเดียว เพราะมันอาจเกิดจากความรู้ที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน แต่การ ‘ด่วนสรุป’ ต่างหากที่อันตราย
ยิ่งในสังคมยุคปัจจุบัน ที่ว่ากันว่าเป็นสังคมยุค Post-Truth หรือยุค ‘หลังความจริง’ คือเราอาจไม่เชื่อในความจริงกันอีกต่อไป เพราะ ‘ความจริง’ ถูกบิดเบือนได้ด้วยทั้งเทคโนโลยี (เช่น Deepfake) หรือแม้กระทั่งการให้เหตุผลแบบ Rationalization ที่เอาข้อสรุปมาสร้างเหตุผลรองรับปลายทางอีกทีหนึ่ง
นายเออาจตีเก๊นายบี และนายบีก็อาจย้อนกลับมาตีเก๊นายเอด้วยก็ได้ ประมาณว่าตบมาตบกลับไม่โกงอะไรทำนองนี้-แต่นี่แหละคือ ‘อาการ’ ของสังคม Post-Truth ซึ่งไม่ใช่แค่ว่าไม่เชื่อในความจริงกันอีกต่อไปแล้วเท่านั้น แต่ยังไม่มีใคร ‘สนใจ’ จะแสวงหา ‘ความจริง’ กันด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ นายเอก็หา ‘สาวก’ ที่เชื่อตัวเองมาสักกองหนึ่ง แล้วนายบีก็หา ‘สาวก’ ที่เชื่อในตัวเองมาอีกกองหนึ่ง จากนั้นก็สาดเหตุผลแบบ Rationalization เข้าใส่กันโดยไม่มีใครยอมใคร
คำถามที่สำคัญกว่าการ ‘ด่วนตีเก๊’ ก็คือถ้าเราตะหงิด ๆ ว่ามันจะเก๊ ก็แล้ว ‘เส้น’ ตรงไหนเล่าที่จะทำให้เรา ‘รู้’ ได้จริง ๆ ว่าสิ่งนี้มันเก๊ ไม่ใช่พอคิดว่าอีกฝ่ายเก๊แล้วก็ถกผ้าถุงวิ่งเอาอีโต้ไปฟันหัวมันทันทีโดยปราศจากการใคร่ครวญไตร่ตรองใด ๆ ปัญหาของการ ‘ด่วนสรุปตีเก๊’ ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงอาจเป็นการซ้ำเติมรอยแยกของสังคมที่ปริร้าวอยู่แล้วให้เกินเยียวยาก็ได้!


กราฟิกดีไซน์เนอร์ในเมืองสโลว์ไลฟ์ ชีวิตขับเคลื่อนด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่ใส่น้ำตาล สนใจศิลปะและอยากใช้สิ่งนี้ทำให้โลกดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ความฝันอยากมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง