
ความรุนแรงที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินต่อเนื่องมากว่ายี่สิบปีแล้ว แต่จนบัดนี้ในสังคมไทยก็ยังคงมีคำถามว่า เหตุรุนแรงในพื้นที่เป็นฝีมือกลุ่มบีอาร์เอ็นจริงใช่หรือไม่ มิหนำซ้ำ คำตอบที่ได้จากปากผู้เกี่ยวข้องระดับสูงกลับแตกต่างกันออกไปอย่างสุดกู่ สำหรับหลาย ๆ คนแล้ว ความมึนงงจากสถานการณ์น่าจะยังสู้ไม่ได้กับความมึนงงที่เกิดขึ้นจากการได้รับรู้การตีความสภาพปัญหาของเจ้าหน้าที่
เหตุรุนแรงที่สร้างความตื่นตัวแก่สาธารณะค่อนข้างมากช่วงนี้ก็คือการก่อเหตุเมื่อคืนวันที่ 22 และล่วงเลยต่อมาจนถึงวันที่ 23 สิงหาคม แต่ลำพังเฉพาะของวันที่ 22 สิงหาคมนั้นถ้ายึดตัวเลขของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้าหรือกอ.รมน.4 สน. ได้ข้อสรุปว่าการก่อเหตุที่เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณสองทุ่มเรื่อยมารวมแล้วมีจำนวนทั้งหมด 51 เหตุ
ถ้านับเนื่องจากเหตุการณ์ที่ล่วงเลยไปจนถึงวันที่ 23 สิงหาคมจะทำให้ตัวเลขแตกต่างกันออกไปซึ่งถ้ายึดการแถลงร่วมของกอ.รมน.4 สน. กับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือศอ.บต. และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสรุปได้ว่า ระหว่าง 22-23 สิงหาคม มีการก่อเหตุทั้งหมด 75 เหตุ มีผู้บาดเจ็บ 11 ราย ทรัพย์สินเสียหายมีอาคาร 17 แห่ง ยานพาหนะ 40 คัน เสาไฟฟ้า 32 ต้น กล้องวงจรปิด 4 ตัว ยังมีเสาสัญญานโทรศัพท์ได้รับความเสียหายด้วย สำหรับพื้นที่ได้รับผลกระทบ เฉพาะในวันที่ 22 สิงหาคมวันเดียวรวมแล้วครอบคลุม 18 อำเภอ แต่เมื่อรวมวันหลัง ๆ เข้าไปด้วยมีสำนักข่าวอิศราระบุว่า ตัวเลขพื้นที่ที่เกิดเหตุน่าจะไม่ต่ำกว่า 27 อำเภอ ในบรรดาเหตุการณ์รุนแรงเหล่านี้มีหนึ่งเหตุการณ์ที่กลายเป็นเหตุให้มีการเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างอิสระ นั่นคือเหตุการณ์ที่นายซอและ ดอเลาะถูกยิงในขณะขับขี่จักรยานยนต์กลับบ้านที่นราธิวาส ทั้งนายซอและและเพื่อน ๆ ยืนยันว่าถูกยิงจากที่สูงคือจากเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวน นอกจากนี้แล้วในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคมยังมีเหตุรุนแรงที่สำคัญอีกหนึ่งเหตุคือการวางระเบิดห้างโกลบอลเฮาส์ในปัตตานี
เฉพาะเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมคืนเดียว พื้นที่ที่เกิดเหตุการณ์มากที่สุดคือจังหวัดนราธิวาส 22 เหตุ ตามมาด้วยยะลาและปัตตานีในจำนวน 18 และ 11 เหตุตามลำดับ เหตุสำคัญ ๆ คือการวางระเบิดหลายแห่งควบคู่ไปกับการวางเพลิง เป้าหมายมีทั้งปั๊มน้ำมัน อาคารทางการเช่นอบต. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ตู้เอทีเอ็ม ร้าน 7-11 ที่ได้รับความสนใจค่อนข้างมากคือการวางระเบิดและวางเพลิงที่ทำการอบต. ราว 7 แห่งในนราธิวาส
จนเป็นที่มาของการที่แม่ทัพภาค 4 กล่าวกับผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่นว่า เรื่องนี้มีประเด็นการเมืองเกี่ยวข้องด้วย ในส่วนการวางระเบิดและเผาอาคารนั้นเชื่อกันว่ามีการใช้กำลังคนไม่น้อย ลำพังอบต. บองอที่เดียว จากรายงานข่าวของสำนักข่าวอิศราบอกว่ามีชายชุดดำพร้อมอาวุธปืนเข้าปฏิบัติการไม่ต่ำกว่า 30 คน มีการจับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมัดก่อนลงมือ แถมยังปล้นรถ เผารถแบคโฮ เผาเสาไฟฟ้า นอกจากเผาอบต. และสถานที่อื่น ๆ ยังมีการเผาเสาสัญญานโทรศัพท์มือถือ เผาโรงเลื่อยไม้ ฯลฯ การก่อเหตุทั้งระหว่างวันที่ 22-23 ส.ค. เรื่อยไปจนถึงการวางระเบิดห้างโกลบอลเฮาส์นั้นรายงานความเสียหายให้ภาพเน้นหนักไปที่ด้านทรัพย์สินโดยเฉพาะของทางราชการรวมไปถึงระบบดูแลความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิด แต่โดยรวมแล้วตัวเลขจำนวนเหตุการณ์ที่สูง พื้นที่ก่อเหตุที่กระจายตัวเป็นวงกว้าง การก่อเหตุกระทำภายในระยะเวลาอันสั้น ทั้งหมดชี้ให้เห็นถึงกำลังคนที่เข้าร่วมว่าต้องมีมาก ได้รับแรงสนับสนุนในวงกว้าง บวกความสามารถในการปฏิบัติการที่ต้องการการประสานงานและการดำเนินการที่กระชับรัดกุมผ่านการวางแผนที่เกี่ยวข้องกับคนหลายคน เฉพาะเรื่องของจำนวนคนที่เข้าร่วมเช่นนี้ก็บ่งชี้ชัดเจนว่ากลุ่มที่จะลงมือได้จะต้องเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเท่านั้น แน่นอนว่าสำหรับคนในพื้นที่ก็เชื่อว่าเป็นฝีมือกลุ่มรณรงค์แบ่งแยกดินแดนที่พวกเขาเรียกกันสั้น ๆ ว่า ฝ่ายขบวนการ
ในเรื่องของพื้นที่ก่อเหตุ นราธิวาสเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุมากที่สุดในคืนวันที่ 22 สิงหาคม ตามมาด้วยยะลาและปัตตานี ในนราธิวาสเอง อำเภอที่มีเหตุเกิดมากที่สุดคืออำเภอเจาะไอร้อง จะแนะและระแงะ ส่วนยะลานั้นที่เกิดเหตุมากที่สุดคือบันนังสตา รองลงมาคือเขตอำเภอเมืองและอำเภอธารโต ปัตตานีเป็นจังหวัดเดียวที่การก่อเหตุมีลักษณะกระจายตัวออกไปอำเภอละสองถึงสามเหตุ
การก่อเหตุที่กระจายวงกว้างเช่นนี้แสดงว่ากลุ่มผู้ลงมือสามารถจะเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ได้ในวงกว้าง ประเด็นคือเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรเพราะต้องไม่ลืมว่าพื้นที่จชต. นี้มีด่านอยู่อย่างถี่ยิบ ด่านหลักที่เป็นด่านถาวรมีเจ้าหน้าที่ประจำดูแลตลอดเวลามีไม่ต่ำกว่า 23 ด่าน ยังมีด่านย่อยอีกเกินหนึ่งพันด่าน โดยหลักการแล้วมาตรการตั้งด่านนั้นควรจะมีผลในการเพิ่มขีดจำกัดในการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่การที่ฝ่ายขบวนการสามารถปฏิบัติการได้ในระดับนี้ก็กลายเป็นคำถามถึงประสิทธิภาพของมาตรการนี้ทันที สำหรับฝ่ายขบวนการ การกระจายกำลังออกปฏิบัติการในวงกว้างขนาดนี้ท่ามกลางการมีด่านจำนวนมากเป็นการแสดงพลัง แต่ขณะเดียวกันก็อาจมองได้เช่นกันว่าหากไม่มีด่าน ตัวเลขเหตุการณ์อาจจะมากกว่านี้หรือไม่ นอกจากนั้น อาจมองกันไปได้ด้วยว่าการก่อเหตุหนนี้อาจจะกลายเป็นการเปิดแผนที่กำลังพลรวมทั้งเขตอิทธิพลของฝ่ายขบวนการไปด้วยในตัว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็เท่ากับว่า ฝ่ายขบวนการมีทั้งความเชื่อมั่นในตัวเอง ในขณะที่พร้อมจะรับความเสี่ยงที่จะตามมาและหวังผลจากการลงทุนครั้งนี้ไม่น้อย อย่างไรก็ตามการคาดเดาแบบหยาบนี้อาจสวนทางกับความจริงอย่างสิ้นเชิงก็ได้ผู้เขียนเพียงแต่ต้องการจะบอกว่าในสถานการณ์ที่ไม่มีข้อมูลเบื้องต้นที่ชัดเจน การประเมินภาพใด ๆ ย่อมสามารถแตกหน่อไปได้หลายแง่มุม ดังนั้นเชื่อได้ว่าการไม่เปิดเผยตัวตนและการไม่ยอมรับหรือไม่ปฏิเสธกับเหตุการณ์ใด ๆ มีผลทำให้สังคมและนักวิเคราะห์ไม่อาจฟันธงได้อย่างชัดเจนและยังต้องพ่วงคำว่า “ถ้า” เอาไว้โดยตลอด ความคลุมเครือจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่บีอาร์เอ็นไม่น่าจะยอมทิ้งอย่างแน่นอนเพราะทำให้พวกเขาได้เปรียบ
การที่พื้นที่ก่อเหตุครอบคลุมกว้างเกือบยี่สิบอำเภอย่อมหมายถึงว่า ต่อไปในพื้นที่นี้เราจะได้เห็นมาตรการเข้มงวดกวดขันเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นทุกหนแห่ง บรรยากาศที่ค่อนข้างผ่อนคลายก่อนหน้านี้ก็น่าจะหายไปอย่างน้อย ๆ ก็พักใหญ่หากไม่มีเหตุใหญ่ ๆ ตามมาอีก ฝ่ายความมั่นคงจะมีภาระเพิ่มเติมในการดูแลพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งภาระในการติดตามหาตัวผู้ลงมือในบรรดาเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านี้

อีกด้าน การก่อเหตุที่มีเป้าหมายสร้างความเสียหายและแสดงศักยภาพของการต่อต้านโดยไม่ปรากฏภาพคนบาดเจ็บล้มตายขนานใหญ่เมื่อเทียบกับลักษณะปฏิบัติการมันเป็นการส่งสัญญานว่าพวกเขา “ทำได้” แต่ลงมือทำเท่านี้เพราะเหตุผลบางประการ ประเด็นคือเราจะอ่านสัญญานนี้อย่างไรจึงจะสมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่มีข้อมูลบอกได้
มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่าหนนี้ดูเหมือนบีอาร์เอ็นจะพุ่งเป้าไปที่เป้าหมายทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะ โดยส่วนตัวผู้เขียนเองยังไม่ค่อยปักใจเชื่ออย่างจริงจังแต่กลับมองว่าเป้าหมายของปฏิบัติการหนนี้หลัก ๆ ยังคงเป็นทรัพย์สินของทางราชการเพียงแต่พ่วงเอาเป้าหมายเศรษฐกิจเข้าไปด้วย การโจมตีเป้าหมายราชการคือการสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อฝ่ายความมั่นคง ขณะที่การพ่วงเป้าหมายด้านการลงทุนหรือธุรกิจไม่เพียงท้าทายความสามารถในการรักษาความปลอดภัยแก่สาธารณะแต่ยังกระทบบรรยากาศทั่วไป ความมั่นใจของประชาชนและบรรยากาศทางเศรษฐกิจ สิ่งที่กระทบในระยะต้นนี้คือบรรยากาศการท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากมาเลเซีย ผลกระทบนี้จะอยู่นานเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหน้าที่จะทำให้การก่อเหตุที่เกิดขึ้นถี่ ๆ ในช่วงนี้ชะลอตัวลงได้หรือไม่และในเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่หากปล่อยให้มีการก่อเหตุต่อเนื่องเพิ่มเติมอีก ย่อมแน่นอนว่าบรรยากาศที่ผ่อนคลายแบบเดิมจะไม่กลับมา และต้องไม่ลืมว่า การควบคุมผู้ต้องสงสัยและการดำเนินคดีที่รวดเร็วเป็นคนละประเด็นกันกับการจับกุมที่มีนัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการลดทอนการก่อเหตุได้จริง
ความท้าทายอย่างสำคัญจึงอยู่ที่เรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัย เหตุการณ์โจมตีคืนวันที่ 22 สิงหาคมบอกเราว่าแม้จะมีกฎหมายพิเศษอยู่ในมือถึงสามฉบับ มีกำลังพลและงบประมาณจำนวนมากแต่ก็ยังไม่อาจทำให้พื้นที่ปลอดเหตุรุนแรงได้จริง เหตุการณ์ระลอกนี้น่าจะสวนทางกับความหวังของรัฐบาลไม่น้อยเพราะก่อนหน้านี้สภาความมั่นคงแห่งชาติหรือสมช. ได้ทำแผนงานชัดเจนว่าปีหน้าคือปี 2570 รัฐบาลจะลดสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ให้กลับสู่สภาพปกติให้ได้ แผนนี้ได้รับการนำเสนอต่อรัฐสภาไปท่ามกลางคำถามที่ตอบได้ไม่ชัดเจนว่าจะทำได้อย่างไรในเมื่อขณะนี้เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์รุนแรงมีแต่จะเพิ่มขึ้น
นักวิเคราะห์หลายรายคาดการณ์ว่าการโจมตีครั้งใหญ่หนนี้มีคนเข้าร่วมในระดับ 100-200 คนขึ้นไป นี่เป็นระดับปฏิบัติการเท่านั้นยังไม่นับรวมผู้สนับสนุนอีกซึ่งน่าจะมีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน จำนวนคนเข้าร่วมในปฏิบัติการหนนี้เป็นดัชนีบ่งบอกเราว่ากลุ่มขบวนการไม่ได้เล็กลงอย่างที่คาดหวังกัน แน่นอนว่าทำให้มีคำถามต่อเนื่องว่า การรณรงค์ของทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่พยายามจะลดแรงสนับสนุนฝ่ายขบวนการนั้นได้ผลแค่ไหน
อันที่จริงแล้วเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ไม่ได้มาขยายตัวเอาในเดือนสิงหาคมนี้เท่านั้น สถิติการก่อเหตุนั้นดีดตัวสูงขึ้นเรื่อยมาในระยะหลังจากการวิเคราะห์ของศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักวิชาการที่ติดตามเรื่องสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่มาอย่างยาวนาน อาจารย์ศรีสมภพบอกกับผู้เขียนว่า ในช่วงต้นของเหตุรุนแรงระลอกนี้คือตั้งแต่ปี 2547 เห็นได้ชัดว่าความรุนแรงขยับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เริ่มจากปี 2552 เป็นเวลาต่อเนื่องประมาณสิบปีหลังจากนั้นกราฟความรุนแรงค่อย ๆ ทรงตัวและบางช่วงกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงเวลาที่เหตุรุนแรงลดลงนี้เป็นจังหวะที่มีการติดต่อพูดคุยสันติภาพระหว่างรัฐบาลและกลุ่มผู้เห็นต่างในรูปแบบที่มีทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย ทว่า หลังการระบาดของโควิด ตัวเลขเหตุรุนแรงกลับเริ่มขยับตัวสูงขึ้นและไต่ระดับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดช่วงปี 2567-68 อันเป็นช่วงที่การพูดคุยสันติภาพเกิดสภาพ “แห้งแล้ง” เหมือนต้นไม้ไม่ได้รับการรดน้ำพรวนดินหรือให้ปุ๋ย ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในช่วงของรัฐบาลแพทองธารไม่มีการพูดคุยแต่อย่างใด ในสมัยรัฐบาลเศรษฐาแม้จะมีการตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยแต่มีความล่าช้าทำให้การพบปะไม่ปรากฏความคืบหน้ามากนัก ขณะนี้แม้จะมีคณะพูดคุยของทั้งสองฝ่าย แต่การพูดคุยยังส่ออาการของต้นไม้ที่ “แห้งผาก” ขาดน้ำเลี้ยงเช่นเดียวกัน
ถ้าจะพูดถึงเรื่องปัญหาอาการไม่ขยับของการพูดคุยสันติภาพก็คงจะต้องพูดเลยไปถึงกลไกสนับสนุนทางการเมืองที่เหมือนจะเดินสวนทาง เราได้เห็นการโยกย้ายเลขาธิการสมช. นายฉัตรชัย บางชวดซึ่งก่อนหน้านี้ทำงานในคณะพูดคุยมาเนิ่นนานและข่าววงในระบุว่าเป็นบุคคลในกลุ่มเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสายพลเรือนที่เข้าใจกระบวนการและสาระของการต่อรองอย่างดียิ่ง เขาถูกย้ายไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยเหตุผลที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูลบอกกับสื่อว่าเพราะอยากให้นายฉัตรชัยไปทำงานใกล้ตัวเนื่องจากทำงานด้วยกันได้ดี ขณะที่การพูดคุยสันติสุขในปัจจุบันอยู่ภายใต้การนำของนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่ง “หัวหน้าการพูดคุยสันติสุข” อันเป็นตำแหน่งที่แตกต่างไปจากหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขที่เคยมี ท่ามกลางความไม่แน่ใจของผู้ที่ติดตามกระบวนการสันติภาพว่านัยของตำแหน่งนี้เป็นอย่างไรกันแน่ แต่สิ่งที่ปรากฏทั้งหมดนี้ไม่สร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลมีเจตนารมณ์ทางการเมืองต่อเรื่องกระบวนการพูดคุยว่าจะผลักดันให้เดินหน้าอย่างไรในขณะที่การดำเนินงานในพื้นที่ถูกปล่อยไว้ในมือของฝ่ายความมั่นคงเป็นหลักพร้อมกับนายทหารหลายคนในพื้นที่ที่เน้นหนักในเรื่องมาตรการปราบปราม
นอกปริมณฑลของการต่อรองระหว่างสองฝ่าย ก็ยังมีมาตรการอีกหลายอย่างที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อการ “เอาชนะจิตใจ” ประชาชนเพื่อจะลดทอนแรงสนับสนุนฝ่ายขบวนการ แต่กลับปรากฏว่าในขณะที่มีการดำเนินมาตรการชิงมวลชน กลับมีมาตรการเชิงกดทับเสรีภาพในการแสดงออกหรือจะเรียกอีกอย่างคือปิดพื้นที่การเมืองเช่นกระทำผ่านการดำเนินคดีผู้ที่แสดงออกในหลายกรณี เมื่อกลางเดือนสิงหาคม ผู้เขียนไปสังเกตการณ์การไต่สวนที่ศาลปัตตานีในคดีประชามติจำลองซึ่งมีอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานีที่จัดงานเสวนาเรื่องการสร้างสันติภาพแล้วจัดลงประชามติจำลองถูกฟ้องฐานยุยงปลุกปั่นมีความผิดตามมาตรา 116 เนื้อหาของกระบวนการดำเนินคดีเห็นได้ชัดว่าเป็นความพยายามเอาผิดในเรื่องของความคิดและการแสดงออก ยังมีการดำเนินคดีกับสื่อในพื้นที่รวมทั้งคดีการชุมนุมแสดงออกทางอัตลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีเค้าว่าจะกลายเป็นการสร้างกรอบว่าการพูดถึงประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์เป็นการปลุกปั่น แม้แต่การทำกิจกรรมภายใต้กรอบคิดการมีส่วนร่วมแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งก็กำลังถูกมองว่าเป็นการอ้างอิงของแนวร่วมบีอาร์เอ็นเพื่อยกระดับการต่อสู้ทางการเมือง ทั้งหมดนี้สร้างบรรยากาศที่น่าวิตก นอกจากไม่ได้ใจยังกลายเป็นการผลักคนออก หากมองปรากฏการณ์การก่อเหตุหนหลังสุดผ่านบริบทเช่นนี้จะเข้าใจได้ว่าเหตุใดมีนักกิจกรรมในพื้นที่บางคนระบุว่า นี่เป็นช่วงเวลาของ “คนถือปืน” มากกว่าอย่างอื่น
อย่างไรก็ตาม แม้แต่เกมของคนใช้ความรุนแรงก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องของการใช้ความรุนแรงเพื่อสร้างความรุนแรงเท่านั้น
ตลอดเวลาที่ผ่านมามีสาธารณชนจำนวนหนึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านความมั่นคงตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงเจรจากับบีอาร์เอ็นในเมื่อความรุนแรงยังคงมีอยู่ คำถามนี้ส่อนัยการไม่ตระหนักถึงธรรมชาติของกระบวนการเจรจาเช่นเดียวกันกับที่ไม่ตระหนักกับข้อเท็จจริงว่าในบางช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีการพูดคุยที่มีคุณภาพดังได้กล่าวมาแล้ว
และแล้วก็มีการให้ข่าวจากฝั่งบีอาร์เอ็นออกมาโดยกระทำผ่านสื่อมาเลเซีย ฮารา ชินทาโร นักวิชาการและนักแปลอิสระที่ถ่ายทอดแถลงการณ์และบทสัมภาษณ์ของบีอาร์เอ็นมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดได้โพสต์ในเฟซบุ๊กถ่ายทอดรายงานเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมาของสำนักข่าว Utusan Malaysia ที่เป็นภาษามลายู เป็นเนื้อหาจากการให้สัมภาษณ์ของอดีตผู้นำสูงสุดของบีอาร์เอ็นรายหนึ่งที่ระบุว่า หลังเหตุรุนแรงระลอกนี้เชื่อว่ารัฐบาลจะกลับไปสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้งเช่นเดียวกันกับครั้งก่อน ๆ หน้านั้น โพสต์ของฮารา ชินทาโร อ้างอิงคำพูดของอดีตผู้นำคนนี้ว่า “ในเมื่อมีความวุ่นวายครั้งใหญ่ รัฐบาลไทยจะขอเจรจา นี่คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น” แม้ว่าจะไม่ใช่ท่าทีอย่างเป็นทางการแต่ก็เป็นสัญญานที่บ่งบอกว่าการก่อเหตุระลอกใหญ่เมื่อ 22 ส.ค. และหลังจากนั้นมีความเชื่อมโยงกับการพูดคุยสันติภาพ / สันติสุข รายงานชิ้นนี้เพิ่มน้ำหนักให้กับการวิเคราะห์ของพลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร อดีตเลขาธิการศอ.บต. ที่ให้สัมภาษณ์กับ The Reporters ที่แสดงความเชื่อว่าการก่อเหตุเหล่านั้นมีเป้าหมายกดดันในเรื่องของการพูดคุยสันติภาพ / สันติสุข
การมีเวทีพูดคุยสันติภาพ / สันติสุข มีผู้อำนวยความสะดวกและมีผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศเข้าร่วม เป็นการยอมรับโดยปริยายว่าปัญหาความขัดแย้งนี้มีสาระสำคัญเป็นเรื่องของการเมืองไม่ใช่การก่ออาชญากรรมธรรมดา บีอาร์เอ็นต้องถนอมตัวมากขึ้นเพราะขณะนี้มีสถานะเป็นผู้เข้าร่วมการพูดคุย การใช้ปฏิบัติการมุ่งหมายเอาชีวิตคนอย่างเดิมที่ทำมาจะทำให้เสียรังวัดเพราะขัดหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ขณะที่การก่อเหตุที่เน้นหนักทำลายทรัพย์สินนั้นสั่นคลอนความเชื่อมั่นไปพร้อม ๆ กับสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ซึมเซาอยู่แล้ว ขณะที่ยังคงเป็นการแสดงออกซึ่งศักยภาพของกลุ่มได้ อาจเป็นการส่งเสียงเตือนรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงให้ให้ความสนใจกับกลุ่มให้มากขึ้น ดังนั้นแม้ “อดีตผู้นำบีอาร์เอ็น” ไม่ออกมาพูดกับสื่อมาเลเซียเช่นนี้ ผู้เขียนก็เชื่อว่านี่เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับการพูดคุยเช่นเดียวกัน


ผู้สื่อข่าวอิสระที่สนใจปัญหาสิทธิมนุษยชน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องราวของความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพ