
ปรากฏการณ์ ‘น้ำดำสระบุรี’ ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพียงชั่วครู่ แต่ปัญหานี้มีรากปัญหาที่ฝังลึก
ระหว่างการพิสูจน์ข้อเท็จจริง มีผลการตรวจสอบจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ คณะกรรมาธิการ และภาคประชาสังคม ผลการตรวจเหล่านี้ชี้ชัดว่าสารโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่ตรวจพบนั้น มาจากภาคอุตสาหกรรม ที่มีทิศทางต้นกำเนิดจากต้นคลองหนองน้ำเขียว ซึ่งเป็นต้นน้ำของแหล่งผลิตประปาของจังหวัดก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยา
หนึ่งในบริษัทที่ถูกจับตามอง ในฐานะบ่อขยะขนาดใหญ่ซึ่งเป็นที่รู้จักของชาวสระบุรี อีกทั้งยังเป็นบริษัทรับกำจัดกากอุตสาหกรรมครบวงจร อันดับ 1 ของประเทศ อย่างบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าว

หลังกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีคำสั่ง ม.39 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หยุดประกอบกิจการเฉพาะในส่วนหลุมฝังกลบของเสียอันตรายทันที เนื่องจากพบปัญหาการจัดการน้ำชะจากหลุมฝังกลบของเสียอันตรายและไม่อันตราย รวมถึงระบบระบายน้ำภายในพื้นที่
แม้จะเป็นคำสั่งที่ปิดกิจการในบางส่วน แต่ในขณะเดียวกันบริษัทก็ออกมาชี้แจงว่า ได้ปฏิบัติแก้ไขตามคำสั่งแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าปฏิบัติตามคำสั่งที่ว่ามีรูปธรรมเป็นเช่นไร มีการแก้ไขอย่างไรบ้าง และอะไรบ้างที่ถูกแก้ไข อีกทั้งไม่มีข้อมูลจากฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ยังมีการยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเป็นการรักษาสิทธิและประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น
ปัญหายิ่งซับซ้อนเมื่อเข้าสู่การตรวจสอบของ คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพราะข้อจำกัดเรื่องอำนาจและสถานะของผู้เข้าตรวจสอบกลายเป็นประเด็นใหม่ จากกรณีวันที่ 17 สิงหาคม 2569 บริษัทระบุว่ายินยอมให้เจ้าหน้าที่รัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายเข้าพื้นที่ แต่ในคณะตรวจสอบซึ่งประกอบไปด้วยหลายหน่วยงานภาครัฐและคณะกรรมาธิการกลับไม่สามารถเข้าไปได้ จนกระทั่งเกิดวิวาทะหนึ่งในผู้ตรวจสอบจากกมธ.ปภ. อย่าง ดร. พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ถูกยื่นสอบจริยธรรมจากข้อกล่าวหาอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนในการตรวจสอบ
การตามหาต้นตอน้ำดำสระบุรีครั้งนี้ยังสะท้อนความจริงของระบบการจัดการกากอุตสาหกรรมในประเทศไทยขึ้นเหนือผิวน้ำ
Decode.plus ไล่เรียงไทม์ไลน์จากการตามหาต้นตอน้ำดำสระบุรี สู่อำนาจ ข้อจำกัด และช่องโหว่ทางกฎหมายในการตามหาผู้ก่อมลพิษครั้งนี้ ภาพสะท้อนของการต่อสู้ระหว่างอำนาจตรวจสอบของรัฐ สิทธิในการอุทธรณ์ของเอกชน และข้อจำกัดในการเข้าถึงหลักฐาน ซึ่งสุดท้ายอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การระบุต้นตอมลพิษและการนำผู้ก่อมลพิษมารับผิดชอบเกิดขึ้นได้ช้ากว่าความเสียหายที่เกิดกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม




นับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่ภาพน้ำดำ ณ บริเวณห้วยตะเข้ ต.ปากข้าวสาร อ.เมือง จ.สระบุรี ปรากฏขึ้น และหลังจากนั้นภาพน้ำสีดำทึบ รวมถึงสีเขียวเหม็นคาว สีน้ำตาลเหม็นแสบจมูก ก็ถูกแชร์เต็มโซเชียลมีเดีย
มีหลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐอย่าง กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด กรมทรัพยากรน้ำบาดาล คณะ กมธ.ปภ. คณะ กมธ.ที่ดิน คณะ สว. รวมถึงภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องอย่างมูลนิธิบูรณะนิเวศ ต่างลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของน้ำเน่าเสียที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 2 เดือน คำสั่งแรกเพื่อจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับข้อสันนิษฐานถึงต้นตอน้ำดำที่เกิดขึ้นก็มาถึง
ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้ออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ออกคำสั่งให้ 2 โรงงานจัดการของเสียในจังหวัดสระบุรี หยุดประกอบกิจการ จากกรณีความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ห้วยตะเข้ ตำบลปากข้าวสาร อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี
โดยเมื่อวันที่ 4-5 มิถุนายน 2569 กรอ. บูรณาการร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุก พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำเสียและน้ำใต้ดินจากสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากอุตสาหกรรมและระบบบำบัดน้ำเสีย จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) บริษัท ที.เอ็น.ซี. รีไซเคิล จำกัด และบริษัท สยามไฟเบอร์ซีเมนต์กรุ๊ป จำกัด ที่ตั้งอยู่บริเวณเหนือน้ำตามเส้นทางการไหลของคลองสาขา ซึ่งใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ 2 สัปดาห์
ผลการวิเคราะห์ปรากฏว่า ในส่วนของ บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) พบปัญหาการจัดการน้ำชะจากหลุมฝังกลบของเสียอันตรายและไม่อันตราย รวมถึงระบบระบายน้ำภายในพื้นที่ กรอ. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้ บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการเฉพาะในส่วนหลุมฝังกลบของเสียอันตรายทันที นับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบในส่วนอื่นต่อไป
คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. 2569 และกำหนดให้บริษัทฯ แก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 30 ก.ย. 2569
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯพร้อมยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมทันที

แต่ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ น.ส.ศิริพร เสือสกุล เลขานุการบริษัท BWG ชี้แจงว่า บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของภาครัฐเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการรักษาสิทธิและประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น บริษัทฯ เตรียมใช้สิทธิตามกฎหมายในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด
โดยบริษัทฯ เห็นว่าควรแยกประเด็นให้ชัดระหว่าง น้ำในระบบภายในโรงงาน กับ น้ำทิ้งที่ระบายออกนอกโรงงาน เพราะการพบสารในระบบรวบรวมและบำบัดน้ำชะกาก ไม่ได้เท่ากับข้อพิสูจน์ว่ามีการปล่อยมลพิษออกสู่ลำน้ำสาธารณะ หากยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงชัดเจน
ในรายงานที่บริษัทฯ ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่าด้วยว่า บริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่าข้อเท็จจริงและมาตรฐานในการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่จะนำเสนอประกอบการขอทบทวนคำสั่ง จะได้รับการพิจารณาตามกระบวนการกฎหมายอย่างรอบคอบและเป็นธรรม
น.ส.ศิริพร ชี้แจงว่า ผลกระทบต่อการดำเนินงานและฐานะทางการเงินจากการประเมินเบื้องต้นของฝ่ายบริหาร BWG คาดว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจโดยรวมของกลุ่มบริษัทฯ ปัจจุบัน โรงงานในส่วนอื่น ๆ ของบริษัทฯ รวมถึงบริษัทย่อย ยังคงเปิดดำเนินการและให้บริการแก่ลูกค้าได้ตามปกติภายใต้ใบอนุญาตที่ถูกต้อง
ในวันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย (กมธ.ปภ.) แถลงข่าวผลการพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง ประเด็นผลกระทบจากมลพิษทางน้ำในจังหวัดสระบุรี ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมากว่า 20 ปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขใด ๆ จนทำให้ลุกลามไปถึงสภาพความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน สิทธิของประชาชนถูกลิดรอนโดยไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ และภาครัฐก็ยังเพิกเฉยมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ซึ่งคณะ กมธ. ได้มีการพิจารณาศึกษาและลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

โดยกระทรวงอุตสาหกรรม สั่งระงับกิจกรรมการจัดเก็บของเสียอันตราย แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ซึ่งคณะ กมธ. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และรับทราบมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นในประเด็นที่บริษัทเอกชนมีการประกอบกิจการนอกเหนือพื้นที่แผนผังที่ได้รับอนุญาตจากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) รวมทั้งมีการระบุว่าสามารถรองรับการจัดเก็บของเสียทั้งอันตรายและไม่อันตรายได้จำนวนเท่าไร
ข้อมูลของ สผ. และกรมโรงงานอุตสาหกรรม บ่งชี้อย่างชัดเจนว่ามีจำนวนขยะเกินความจุที่ได้ขออนุญาตจาก EIA ซึ่งเป็นข้อมูลตั้งแต่ปี 2553-2569 แต่โรงงานดังกล่าวเปิดทำการตั้งแต่ปี 2546 ในส่วนนี้ คณะ กมธ. จึงมีความเห็นให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 37 กรณีที่ผู้ประกอบการกิจการฝ่าฝืนการดำเนินการตามกฎหมาย และอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชุมชนหรือพื้นที่ข้างเคียง ให้กระทรวงอุตสาหกรรมมีหน้าที่สั่งระงับการประกอบกิจการในส่วนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อตรวจสอบ รวมถึงบ่อเก็บขยะไม่อันตรายด้วย
สำหรับประเด็นปัญหาที่ล่วงเลยมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในปี 2569 ก่อนหน้านี้แทบไม่มีการดำเนินการใดจากภาครัฐ คณะ กมธ. จึงมีผลสรุปให้ส่งเรื่องดังกล่าวให้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เพื่อไต่สวนข้อเท็จจริง
จากข้อมูลที่คณะ กมธ. ส่งให้ ไม่ใช่เพียงการเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว คณะ กมธ. จะติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดสระบุรีได้รับทราบข้อเท็จจริง ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่ายค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตของพี่น้องประชาชนและได้รับการเยียวยาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
โดยขอย้ำว่าปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาที่คณะ กมธ. หรือภาคประชาชนคิดเองว่ามาจากภาคอุตสาหกรรม แต่กรมอุตสาหกรรม รวมไปถึงกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ทำรายงานผลกระทบความเสี่ยงตั้งแต่ ปี 2556 หน่วยงานภาครัฐรับทราบปัญหาดังกล่าวมานานแล้ว แต่ยังขาดหน่วยงานที่จะมาจัดการและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ในขณะที่ ดร. พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยังรอตัวเลขการรับน้ำเสียจากภายนอกเข้ามาบำบัดในโรงงานดังกล่าว เพื่อยืนยันว่าระบบการบำบัดน้ำเสียมีความเพียงพอหรือไม่ ทั้งนี้ วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 ตนจะลงพื้นที่ร่วมกับคณะ กมธ. เพื่อตรวจสอบหลุมฝังกลบทั้ง 2 แห่ง รวมทั้ง ขอฝากไปยังรัฐบาลว่า การจัดการของเสียในประเทศไทยมาถึงทางตันแล้ว รัฐบาลต้องหาแนวทางการจัดการของเสีย รวมทั้งหาพื้นที่และวิธีการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยร่วมมือกับเอกชนที่มีความสามารถและความพร้อม ซึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาร่วมสนับสนุนเพื่อให้การจัดการขยะในประเทศไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะสายเกินไป
โดยกมธ.ปภ. พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่ตรวจสอบในบ่อขยะของบริษัทในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เพื่อตามหาและพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป
ในการลงพื้นที่ของกมธ.ปภ.และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีนฯ ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 มีเพียงกรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีที่ได้เข้าพื้นที่
ในวันเดียวกันนั้น บริษัทฯ ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีการเข้าตรวจสอบพื้นที่โรงงาน ศูนย์บริหารและจัดการกากอุตสาหกรรม จังหวัดสระบุรี หลังมีกรณีคณะบุคคลและหน่วยงานบางส่วนเดินทางมายังพื้นที่โรงงาน พร้อมปรากฏโพสต์ทางการเมืองระบุว่าไม่สามารถเข้าตรวจสอบหลุมฝังกลบขยะทั้ง 2 แห่งได้
ในแถลงการณ์ยังระบุว่า บริษัทได้รับการประสานงานล่วงหน้าทางวาจาเฉพาะจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลโดยตรง ได้แก่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี และ กรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเข้าติดตามและตรวจความคืบหน้าการดำเนินงานตามขั้นตอนราชการ ซึ่งบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจตามกฎหมายอย่างเต็มที่


อย่างไรก็ตาม บริษัทชี้แจงว่า ในส่วนของคณะบุคคล หน่วยงานอื่น รวมถึงกรรมาธิการฯ บางส่วนที่ต้องการเดินทางเข้ามาในพื้นที่โรงงานนั้น บริษัทไม่ได้รับการประสานงานหรือหนังสือแจ้งล่วงหน้าตามระเบียบขั้นตอนราชการ อีกทั้งบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการกำกับดูแลโรงงานโดยตรง บริษัทจึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการควบคุมความปลอดภัยและระเบียบปฏิบัติภายในพื้นที่ โดยสงวนสิทธิ์ไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมหรือเข้าตรวจสอบในครั้งนี้
แถลงการณ์ของ BWG ยังตั้งข้อสังเกตต่อสถานะและความเป็นกลางของบุคคลบางรายที่ร่วมเดินทางมายังพื้นที่ โดยระบุว่า หนึ่งในคณะกรรมาธิการฯ หรือ ดร. พูนศักดิ์ ที่เข้ามาในพื้นที่มีภูมิหลังทางธุรกิจและความสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่บริษัทเห็นว่าอาจเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน จึงอาจก่อให้เกิดข้อกังขาเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ Conflict of Interest และความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่
ในแถลงการณ์ระบุว่า ในฐานะผู้ให้บริการจัดการกากอุตสาหกรรมครบวงจร ทั้งกากอุตสาหกรรมอันตรายและไม่อันตราย ซึ่งดำเนินงานภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย บริษัทขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักธรรมาภิบาล และระมัดระวังไม่ให้การใช้อำนาจหน้าที่หรือการเข้าตรวจสอบในประเด็นอ่อนไหว ถูกตีความว่าอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันทางธุรกิจ ความเชื่อมั่นของลูกค้า หรือภาพรวมของระบบจัดการกากอุตสาหกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย
24 สิงหาคม 2569 ตัวแทนฝ่ายกฎหมาย บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) เข้ายื่นหนังสือผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์สภาผู้แทนราษฎร ถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ขอให้ตรวจสอบกรณีนายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาลและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังบริษัทตั้งข้อสงสัยถึงบทบาทในการตรวจสอบ BWG ซึ่งประกอบธุรกิจด้านการจัดการกากอุตสาหกรรม
BWG ระบุในคำร้องว่า ดร. พูนศักดิ์ ดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร และบริษัทมีข้อสงสัยถึงการเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการตรวจสอบที่เกี่ยวข้องกับ BWG ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกับบริษัทที่คู่สมรสของนายพูนศักดิ์ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงอยู่ในปัจจุบัน ขณะที่นายพูนศักดิ์เองก็เคยเป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าว ก่อนลาออกมาเข้าสู่การเมือง
บริษัทจึงขอให้ประธานรัฐสภาพิจารณาความชัดเจนด้านธรรมาภิบาล รวมถึงแนวปฏิบัติทางจริยธรรมของ สส.และกรรมาธิการในการตรวจสอบภาคเอกชน โดยเฉพาะกรณีที่อาจทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความขัดกันแห่งผลประโยชน์

ในคำร้องระบุว่า หัวใจของคำร้องอยู่ที่หลักธรรมาภิบาลของกระบวนการตรวจสอบ ทั้งสถานะและอำนาจของผู้เข้าร่วม ความเป็นกลาง การนำข้อมูลไปเปิดเผยต่อสาธารณะ และการป้องกันความขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยบริษัทยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่ต้องการให้การตรวจสอบอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
สำหรับกรณีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากปัญหาน้ำเสียในจังหวัดสระบุรี ซึ่งหน่วยงานรัฐหลายแห่งเข้าตรวจสอบสถานประกอบการหลายรายเพื่อค้นหาแหล่งกำเนิดมลพิษ โดย BWG ระบุว่า ได้ให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง และในช่วงเวลาที่จัดทำคำร้อง ยังไม่ปรากฏว่ามีหน่วยงานรัฐแจ้งข้อหาว่าบริษัทเป็นผู้ลักลอบปล่อยน้ำเสีย
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า ต่อมาการติดตามตรวจสอบได้ขยายจากประเด็นแหล่งกำเนิดน้ำเสีย ไปสู่การตรวจสอบหลุมฝังกลบ ระบบจัดการของเสีย ระบบน้ำ และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ของ BWG จึงต้องการให้มีการพิจารณาว่า การขยายขอบเขตดังกล่าวมีฐานข้อมูล ขอบเขต และวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนหรือไม่
บริษัทฯ หยิบยกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 มาเป็นกรณีตัวอย่าง โดยระบุว่า วันดังกล่าวเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรีและกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ประสานขอเข้าตรวจสอบ BWG ซึ่งบริษัทให้ความร่วมมือ แต่ระหว่างการตรวจสอบ นายพูนศักดิ์ได้เดินทางมายังบริษัทด้วย โดยบริษัทอ้างว่าไม่ได้รับเอกสารแสดงการมอบหมายจากหน่วยงานใดให้นายพูนศักดิ์เข้าร่วมการตรวจสอบภายในพื้นที่ จึงไม่สามารถอนุญาตให้เข้าพื้นที่ได้
อีกประเด็นสำคัญในคำร้อง คือ ข้อสงสัยเรื่องความขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดย BWG ระบุข้อมูลว่า นายพูนศักดิ์เคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทที่ประกอบธุรกิจจัดการกากอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกับ BWG ระหว่างปี 2561-2566 และปัจจุบันคู่สมรสของนายพูนศักดิ์ยังดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทดังกล่าว
BWG จึงตั้งคำถามว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวควรได้รับการเปิดเผยและนำมาพิจารณาประกอบกับบทบาทในการตรวจสอบ BWG หรือไม่ เพื่อป้องกันข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และสร้างความเชื่อมั่นต่อความเป็นกลางของกระบวนการตรวจสอบ
ท้ายคำร้อง BWG ได้ตั้งคำถามให้รัฐสภาพิจารณารวม 7 ประเด็น ครอบคลุมสถานะของผู้เข้าร่วมการตรวจสอบ การมอบหมายอย่างเป็นทางการ การแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ ความครบถ้วนของข้อมูล อำนาจในการเข้าพื้นที่ ความสัมพันธ์กับ WMS และคู่สมรส ตลอดจนมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ตัวแทนบริษัทฯ ยืนยันว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งกระบวนการตรวจสอบ เพราะบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ แต่ต้องการให้กระบวนการตรวจสอบภาคเอกชนอยู่บนหลักธรรมาภิบาลที่ชัดเจน ผู้ตรวจสอบต้องมีอำนาจหน้าที่ ใช้ข้อมูลอย่างรอบด้าน แยกข้อเท็จจริงออกจากข้อสันนิษฐาน และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ด้าน ดร. พูนศักดิ์ ได้ออกมาชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เมื่อบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ขอให้ตรวจสอบจริยธรรม โดยตั้งประเด็นถึงความเกี่ยวข้องกับบริษัทคู่แข่ง
เหตุใดข้อร้องเรียนเรื่องน้ำเสียและน้ำดำในสระบุรี ซึ่งดำเนินมายาวนาน จึงกำลังถูกพาออกจากคำถามเรื่องมลพิษและการกำกับดูแล ไปสู่คำถามเรื่องตัวบุคคลและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ
เพราะข้อเท็จจริงที่ถูกหยิบยกขึ้นมาชี้แจงคือ การตรวจสอบไม่ได้เพิ่งเริ่มต้น และไม่ได้เกิดจาก สส.รายดังกล่าวเข้าไปดำเนินการโดยลำพัง หากย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2567 สส. สรพัช ศรีปราชญ์ สระบุรี เขต 1 ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรณีการลักลอบปล่อยน้ำเสียในพื้นที่ ก่อนที่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 คณะกรรมาธิการจะลงพื้นที่ประชุมร่วมกับจังหวัดสระบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอให้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบและเก็บตัวอย่างตะกอนดินเพื่อค้นหาต้นเหตุของมลพิษ
หากปัญหาน้ำเสียเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล เหตุใดจึงต้องใช้กลไกของรัฐและกรรมาธิการเข้ามาติดตามตรวจสอบ และหากมีข้อร้องเรียนของประชาชนอยู่จริง เหตุใดกระบวนการตรวจสอบจึงยังไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า มลพิษมาจากไหน ใครเป็นผู้ก่อ และหน่วยงานใดมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการปัญหาให้ถึงที่สุด


กระทั่งวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 ในการประชุมกรรมาธิการครั้งที่ 65 จังหวัดสระบุรีชี้แจงว่ายังไม่สามารถระบุผู้ลักลอบทิ้งน้ำเสียได้อย่างเฉพาะเจาะจง ขณะที่กรรมาธิการเสนอให้มีการเก็บตัวอย่างตะกอนดินเพื่อตรวจหาโลหะหนัก เพราะข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อาจช่วยตอบคำถามที่กระบวนการตรวจสอบก่อนหน้านั้นยังตอบไม่ได้ นั่นคือมลพิษมีแหล่งกำเนิดจากกิจกรรมประเภทใด และสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังต้นเหตุได้หรือไม่
ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 คณะกรรมาธิการลงพื้นที่สระบุรีอีกครั้งหลังมีประชาชนร้องเรียนเรื่องการลักลอบปล่อยน้ำเสีย โดยประชุมร่วมกับจังหวัด รวมถึงเข้าหารือกับผู้บริหารบริษัทฯ และเยี่ยมชมพื้นที่หลุมฝังกลบของเสียอันตราย พร้อมแจ้งให้บริษัทรับทราบถึงข้อร้องเรียนและกำชับให้อุตสาหกรรมจังหวัดตรวจสอบการดำเนินงานอย่างเคร่งครัด ขณะที่การดำเนินงานของกรรมาธิการชุดปัจจุบันก็ยังเป็นการติดตามปัญหาจากข้อร้องเรียนของภาคประชาชน และดำเนินการภายใต้กลไกของกรรมาธิการ ไม่ใช่การใช้อำนาจส่วนตัวเข้าไปตรวจสอบบริษัท
สิ่งที่กำลังถูกตรวจสอบจึงมีคำถามที่เป็นรูปธรรมกว่าประเด็นเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจ นั่นคือ การจัดการของเสียและการบำบัดเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ การประกอบกิจการเป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงสอดคล้องกับรายละเอียดในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA เพียงใด ตั้งแต่ขนาดและความจุของหลุมฝังกลบ พื้นที่ที่ใช้ ไปจนถึงคำถามว่ากระบวนการจัดการของเสียมีความสัมพันธ์กับปัญหาน้ำเสียที่ประชาชนร้องเรียนหรือไม่ เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่ควรตอบด้วยเอกสาร ข้อมูล และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มากกว่าการตอบด้วยการตั้งคำถามกลับไปยังตัวผู้ตรวจสอบ
ส่วนประเด็นความเกี่ยวข้องของภรรยากับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ดร. พูนศักดิ์ ชี้แจงว่า ภรรยาเป็นวิศวกรสิ่งแวดล้อมที่ทำงานด้านการกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่ได้เป็นผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าการทำงานในอุตสาหกรรมเดียวกันเพียงอย่างเดียวไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าการตรวจสอบมีผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างไรก็ตาม ทางออกที่สำคัญกว่าอาจไม่ใช่การถกเถียงกันว่าบุคคลใดบริสุทธิ์อย่างไร หากแต่คือการออกแบบกระบวนการตรวจสอบให้ตรวจสอบได้จริง โดยเสนอให้มีบุคคลที่สาม เช่น นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญอิสระ เข้าร่วมกำหนดวิธีการเก็บตัวอย่าง ตรวจวัด และตรวจสอบข้อมูลร่วมกัน

ในทางกลับกัน ดร. พูนศักดิ์ เห็นว่า หากบริษัทมีข้อกังวลต่อความเป็นกลางของการตรวจสอบ ทางออกที่เหมาะสมคือการทำให้กระบวนการตรวจสอบมีความโปร่งใสมากขึ้น เช่น ให้บุคคลที่สามหรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องที่เป็นอิสระจากกระบวนการตรวจสอบเดิมเข้าร่วมตรวจสอบ กำหนดวิธีการตรวจวัดและการเก็บตัวอย่างที่ทุกฝ่ายยอมรับ และเปิดให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ การแก้ปัญหาด้วยกลไกเช่นนี้ย่อมมีประโยชน์ต่อทุกฝ่ายมากกว่าการทำให้ตัวบุคคลกลายเป็นประเด็นหลัก
“ผมอยากชวนให้สังคมลองย้อนกลับไปตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า ก่อนที่จะมีการตั้งคำถามถึงตัวผม เหตุใดเรื่องนี้จึงมาถึงคณะกรรมาธิการตั้งแต่แรก เรื่องนี้ได้ดำเนินมาอย่างยาวนานเป็นระยะเวลาเท่าไร ข้อร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำเสีย น้ำดำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้รับการแก้ไขไปถึงไหนแล้วในช่วงที่ผ่านมา และเหตุใดข้อร้องเรียนนี้จึงดำเนินมาได้เป็นระยะเวลาถึงกว่า 20 ปี”
“ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ไม่ควรถูกเบี่ยงประเด็นให้กลายเป็นเรื่องของผม ภรรยาของผม หรือบริษัทคู่แข่งของใคร แต่ควรกลับมาอยู่ที่คำถามแรกเริ่มที่สำคัญที่สุดว่า การจัดการของเสียเป็นไปตามกฎหมายและ EIA หรือไม่ หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลได้ดำเนินการครบถ้วนเพียงใด และประชาชนกับสิ่งแวดล้อมได้รับการคุ้มครองอย่างเพียงพอหรือยัง” ดร. พูนศักดิ์ กล่าว
หากย้อนกลับไปในวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 บริษัทได้ออกแถลงการณ์โต้กลับจากกรณีที่มูลนิธิบูรณะนิเวศลงโพสต์ตามหาต้นตอน้ำดำสระบุรี โดยใช้ภาพประกอบเป็นภาพถ่ายดาวเทียมซึ่งเห็นบ่อขยะของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีนฯ โดยในตอนท้ายบริษัทได้ระบุไว้ว่า
“บริษัทฯ ยังคงยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และพร้อมเปิดเผยข้อมูลตามกระบวนการของกฎหมาย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและการสื่อสารต่อสาธารณชนเป็นไปบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย”
แต่จากวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ชุดกมธ. รวมถึงหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ไม่สามารถเข้าไปได้ ที่สามารถเข้าไปได้วันนั้นมีเพียงกรมโรงงานอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี และหากนับหลังจากมีคำสั่งปิดบ่อขยะของเสียอันตรายของบริษัทฯ จะมีเพียง คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน พร้อมกับอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เท่านั้น
จนเกิดเป็นคำถาม หากคณะกมธ. ไม่ใช่หน่วยงานรัฐกำกับโดยตรง เหตุใด คณะสว. จึงสามารถเข้าไปได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงคำพูด จากกรณีที่ตอบกลับมูลนิธิบูรณะนิเวศว่าต้องให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้ตรวจสอบ แต่เมื่อหน่วยงานรัฐเป็นผู้ตรวจสอบกลับกลายเป็นหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจกำกับดูแลโดยตรงเท่านั้น

จะเห็นได้ว่าปัญหาที่ลุกลามบานปลายและกลายเป็นเรื่องสอบจริยธรรมผู้ตรวจสอบ มีรากของปัญหาโดยตรงจากระบบการจัดการกากอุตสาหกรรม ซึ่งหมายถึงช่องโหว่ของระบบการตรวจสอบและการตรวจหาต้นตอมลพิษในหลาย ๆ พื้นที่ด้วยเช่นกัน
เมื่อมองย้อนกลับมาที่การตามหาต้นตอน้ำเน่าเสียสระบุรี ซึ่งจากการตรวจสอบของหลายหน่วยงานภาครัฐและคณะกรรมาธิการ กล่าวได้ว่า เราเดินทางมาไกลกว่าการพิสูจน์ว่าน้ำมีสารปนเปื้อนหรือไม่ เพราะข้อมูลจากการตรวจสอบหลายหน่วยงานเริ่มประกอบกันเป็นภาพเดียว ทั้งชนิดและปริมาณของสารปนเปื้อน ตำแหน่งที่ตรวจพบ รวมถึงเส้นทางการไหลของน้ำและน้ำใต้ดิน ข้อมูลเหล่านี้ทำให้สามารถจำกัดพื้นที่ต้องสงสัยและชี้ย้อนกลับไปยังพื้นที่ต้นน้ำที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่จำนวนมากได้
ดร. มนัสวี เฮงสุวรรณ นักธรณีวิทยาชำนาญการ สำนักอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล อธิบายผ่านแนวคิด นิติอุทกธรณีวิทยา ซึ่งไม่ได้มองเพียงว่าน้ำมีสารอะไร แต่พยายามอ่านสารปนเปื้อนและเส้นทางการเคลื่อนที่ของน้ำเสมือนหลักฐานในคดี เพื่อย้อนกลับไปหาแหล่งกำเนิด การตรวจพบสารชนิดเดียวกันในหลายจุดจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ ขณะที่การเปรียบเทียบองค์ประกอบของสารจากพื้นที่ปนเปื้อนกับสารหรือของเสียจากแหล่งต้องสงสัย จะช่วยทำให้ความเชื่อมโยงมีน้ำหนักมากขึ้น
จากข้อมูลการตรวจสอบในปัจจุบัน ดร. มนัสวี กล่าวได้ว่าวันนี้เราได้ข้อมูลมาแล้วถึง 95% แต่ยังเหลืออีกประมาณ 5% ที่ต้องตอบให้ได้ว่า สิ่งที่พบในคลอง น้ำใต้ดิน และสิ่งแวดล้อมนั้น เชื่อมโยงกับกิจกรรมหรือระบบจัดการของเสียภายในโรงงานแห่งใด และผ่านกลไกใดจึงหลุดออกมาสู่สิ่งแวดล้อม
เพราะฉะนั้น 5% ที่เหลือ จึงไม่ใช่เพียงการเก็บตัวอย่างน้ำเพิ่มอีกหนึ่งจุด แต่หมายถึงการตรวจสอบหลักฐานจาก ต้นทาง ทั้งระบบจัดการน้ำเสีย จุดระบายน้ำ ระบบระบายน้ำภายในโรงงาน การจัดเก็บและกำจัดกากอุตสาหกรรม บ่อหรือพื้นที่ฝังกลบ ตลอดจนเอกสารและข้อมูลการประกอบกิจการ แล้วนำมาเทียบกับหลักฐานที่พบในสิ่งแวดล้อม เพื่อพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่าง ต้นทางกับปลายทาง

แต่ในหลักฐานนี้ซึ่งต้องเทียบข้อมูลที่ตรวจสอบจากในโรงงานเพื่อมานำเทียบค่าการตรวจน้ำปนเปื้อนนอกโรงงานนั้น กลายเป็นปัญหาที่คอขวดเรื่องโครงสร้างอำนาจในการกำกับโรงงานด้วย เพราะแม้ประเทศไทยจะมีหลายหน่วยงานที่สามารถเข้าไปตรวจสอบมลพิษได้ แต่แต่ละหน่วยงานมีอำนาจไม่เหมือนกัน
ภายใต้ พ.ร.บ. โรงงานฯ อำนาจสำคัญในการกำกับการประกอบกิจการโรงงาน ตรวจสอบโรงงาน และออกคำสั่งให้แก้ไขหรือระงับการประกอบกิจการ อยู่ในสายการกำกับของ กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษก็มีอำนาจตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมในการเข้าตรวจแหล่งกำเนิดมลพิษและตรวจสอบระบบที่เกี่ยวข้องได้ แต่กรมควบคุมมลพิษไม่ได้มีอำนาจสั่งปิดโรงงานโดยตรงตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม และในกรณีโรงงาน กรมฯ ระบุว่าต้องแจ้งกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดให้ดำเนินการตามกฎหมายโรงงานก่อน
จากกรณีข้อพิพาทที่ไม่สามารถเข้าตรวจโรงงานของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีนฯ กับคณะกรรมาธิการ รวมถึงหน่วยงานภาคส่วนอื่น ๆ จึงไม่ได้อยู่เพียงที่การมีหรือไม่มีหลักฐานการปนเปื้อน หากแต่อยู่ที่ หลักฐานอีก 5% ที่จำเป็นต้องเข้าไปถึงต้นทางกลับติดอยู่กับข้อจำกัดของโครงสร้างอำนาจในการตรวจสอบโรงงาน แม้รัฐจะมีหลายหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบมลพิษได้ แต่เมื่ออำนาจในการเข้าถึงพื้นที่ ตรวจสอบกิจการ และสั่งการถูกแบ่งกันตามกฎหมาย การนำหลักฐานจากภายในโรงงานมาเชื่อมกับหลักฐานจากสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นคอขวดสำคัญของการพิสูจน์ต้นตอ

ดร. มนัสวียังกล่าวอีกว่า การสำรวจเพื่อหาค่าตรวจนั้น ยิ่งทำได้เร็วเท่าไหร่หลังเกิดเหตุข้อมูลจะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น เพราะค่าสารจะใกล้เคียงกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นมากที่สุด
แต่เมื่อพิจารณาหนังสือตอบกลับที่บริษัทฯ ส่งมาให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ในหนังสือระบุว่า ในการประเมินคุณภาพน้ำใต้ดินและความสัมพันธ์กับแหล่งน้ำสาธารณะจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน ดังนั้นการตรวจสอบจำเป็นจะต้องคำนึงถึงผลการตรวจวิเคราะห์ในอดีตที่ผ่านมาและต้องมีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
บริษัทจึงแนะนำให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล หารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากรายงานการสำรวจธรณีเคมีโดยรอบพื้นที่ฝังกลบกากอุตสาหกรรม บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) จังหวัดสระบุรี ซึ่งดำเนินการสำรวจโดยสำนักทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลฯ เมื่อปี 2553 การเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลังนับ 16 ปี อาจทำให้ข้อมูลที่ได้มามีความคลาดเคลื่อน เนื่องจากระยะเวลาที่ห่างกับปัจจุบันนานเกินสิบปี
“ตั้งแต่วันที่เราลงพื้นที่กรณีน้ำเน่าเสียสระบุรีครั้งแรก เราก็ตั้งคำถามว่าทำไมปัญหาที่มีถึง 29 ปีถึงไม่เคยหายไป จนถึงครั้งนี้ในฐานะข้าราชการที่ทำงานด้านน้ำบาดาล ซึ่งประเทศไทยกำลังเสี่ยงปนเปื้อนในหลายพื้นที่ คิดว่าเราต้องเอาข้อมูลมาคุยกัน ต้องมีหลักฐานที่เป็นวิทยาศาสตร์และยืนยันได้จริงว่าท้ายที่สุดต้นตอมลพิษสระบุรีมาจากไหนกันแน่ ไม่อย่างงั้นอาจจะถึงวันที่เราไม่สามารถป้องกันได้แล้ว แต่ต้องมาแก้ไข เยียวยา กันภายหลัง” ดร.มนัสวี กล่าว

5 กันยายน 2569 บนเพจเฟซบุ๊กของบริษัทลงโพสต์ว่า บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีนฯ เปิดบ้านต้อนรับผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ประชาชนจากตำบลห้วยแห้ง ตำบลหนองปลาไหล และตำบลกุดนกเปล้า รวมถึงสื่อมวลชนกว่า 1,500 คน ในกิจกรรม “BWG เปิดบ้าน สานสัมพันธ์ชุมชน” เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาเยี่ยมชมการดำเนินงานและกระบวนการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมจากสถานที่จริง พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามข้อสงสัยอย่างใกล้ชิด
นายอัครวิทย์ ขันธ์แก้ว รองประธานกรรมการ BWG กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีกิจกรรมร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงพื้นที่เข้าหาประชาชน ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เปิดบ้านต้อนรับชาวบ้านให้เข้ามาดูการทำงานจัดการกากอุตสาหกรรมด้วยตาตนเอง
ขณะที่นายปราโมทย์ กันโพธิ์ ผู้บริหาร ได้นำคณะเข้าเยี่ยมชมการบริหารจัดการหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรมแบบอันตราย ซึ่งควบคุมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เริ่มตั้งแต่การ ปรับเสถียรกากฯ ก่อน และนำไปฝังกลบโดยมีผ้าใบคลุมป้องกันกลิ่นและน้ำฝน รวมถึงกำแพงสูงล้อมรอบ และใช้โดรนตรวจจับความร้อนตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ยังพาชมระบบบำบัดน้ำเสียประสิทธิภาพสูงที่สามารถบำบัดน้ำจนใสสะอาด นำกลับมารดน้ำต้นไม้และใช้หมุนเวียนในพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและตอบทุกข้อสงสัยอย่างโปร่งใส
อีกทั้งระบุว่า “BWG ยังสร้างความมั่นใจในระยะยาวด้วยการเปิดตัวโครงการ “BWG Green Runway–เส้นทางสีเขียว เพื่อชุมชน” พลิกโฉมพื้นที่หลุมฝังกลบเดิมสู่การเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ เริ่มจากการพัฒนาเนินเขาสีเขียวให้เป็นเส้นทางวิ่งออกกำลังกายระยะทาง 600 เมตร พร้อมแผนพัฒนาระยะยาวหลังปิดหลุมฝังกลบทั้งหมด ด้วยการสร้างสกายวอล์ก หอคอยชมวิวความสูง 200 เมตร ชิงช้าสวรรค์ และสวนเด็กเล่น เพื่อเปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์และพักผ่อนหย่อนใจร่วมกันต่อไป”
ท่ามกลางการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีปัญหาน้ำเน่าเสียในจังหวัดสระบุรี บริษัทฯ ได้ชี้แจงและเปิดพื้นที่ให้คณะทำงานและประชาชนบางส่วนเข้าตรวจสอบพื้นที่ของบริษัท
ข้อเท็จจริงที่สำคัญอีกประการ คือบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีบทบาทสำคัญในการจัดการกากอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดขึ้นในปริมาณมากจากภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย การดำเนินงานของบริษัทจึงเกี่ยวข้องทั้งกับระบบอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยของประชาชน ด้วยบทบาทดังกล่าว การแสดงความโปร่งใสจึงควรอยู่บนกระบวนการที่เปิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าตรวจสอบข้อมูลและพื้นที่ได้อย่างครบถ้วน ไม่จำกัดเฉพาะบางหน่วยงานหรือประชาชนบางกลุ่ม
การเปิดให้ตรวจสอบอย่างรอบด้านก็เป็นโอกาสให้บริษัทได้พิสูจน์การดำเนินงานของตนเองด้วยข้อมูล เอกสาร และหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนโดยปราศจากข้อสงสัยในกระบวนการตรวจสอบ

เพราะถึงแม้จะมีการประชาสัมพันธ์ถึงความโปร่งใสอย่างไร แต่ข้อมูลอีกด้านดูเหมือนว่าบริษัทฯ กำหนดผู้ตรวจสอบที่อาจหมายถึงเลี่ยงการตรวจสอบ และแปรเปลี่ยนจากหน่วยงานรัฐกลายเป็นหน่วยงานกำกับดูแล เหลือแค่กรมโรงงานอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมจังหวัด ในขณะที่หน่วยงานอื่นที่ร่วมภารกิจแก้ไขและตามหาต้นตอน้ำเน่าเสียสระบุรีไม่สามารถเข้าไปตรวจในพื้นที่บริษัทได้ จนกระทั่งกลายเป็นการตรวจสอบจริยธรรมและธรรมาภิบาลของผู้ตรวจสอบเสียเอง
การใช้ช่องโหว่เหล่านี้ยิ่งถูกประชาชนตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของบริษัทมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบริษัทฯ เองก็มีข้อพิพาทยาวนานกับประชาชนในพื้นที่ซึ่งกินเวลานานถึง 29 ปี
เช่นเดียวกันกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมจังหวัดที่สามารถเข้าไปได้ในวันนั้น เหตุใดจึงเป็นการประสานงานเพียงวาจา ทั้ง ๆ ที่คณะทำงานภาคส่วนอื่น ๆ ก็ไปถึงหน้าโรงงานแล้วเช่นกัน จะมีการรับผิดชอบอย่างไรต่อกรณีครั้งนี้และจะตอบประชาชนอย่างไรเมื่อหลักฐานอีก 5% ที่เหลืออยู่แค่เอื้อมแต่เกิดความผิดพลาดในการประสานงานอย่างน่าตั้งคำถาม
แน่นอนว่า สิทธิของบริษัทในการปฏิบัติตามกฎหมายและตั้งคำถามต่ออำนาจหรือความเป็นกลางของผู้ตรวจสอบเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการเคารพ เช่นเดียวกับสิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งของรัฐ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความแตกต่างระหว่างคำว่า ยินดีให้ตรวจสอบ กับ ยินดีให้เฉพาะผู้มีอำนาจตามกฎหมายเข้าตรวจสอบ กลับกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญ เพราะหลักฐาน 5% ที่ต้องใช้เพื่อยืนยันต้นตอมลพิษนั้น เป็นหลักฐานที่อยู่ หลังรั้วโรงงาน และไม่ใช่หลักฐานที่ภาคประชาชนหรือหน่วยงานทุกแห่งสามารถเข้าถึงได้โดยอิสระ
เมื่อเป็นเช่นนี้ การตามหาต้นตอน้ำดำจึงเสี่ยงติดอยู่ในวงจรที่หลักฐานภายนอกมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่หลักฐานจากต้นทางกลับยังไม่สามารถนำมาเชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์ และยิ่งกระบวนการตรวจสอบถูกเปลี่ยนจากการค้นหาต้นตอมลพิษ ไปสู่ข้อพิพาทเรื่องอำนาจ สถานะของผู้ตรวจสอบ และจริยธรรมของผู้เข้าตรวจสอบมากขึ้นเท่าไร หลักฐานอีกไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ยิ่งห่างไกลจากการถูกพิสูจน์
เช่นนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการตรวจสอบเพื่อตามหาต้อตอน้ำเน่าเสียสระบุรีไม่ต่างจากข้อมูลหลักฐาน คือความกล้าหาญของหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรงอย่าง กรมโรงงานอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมจังหวัด ที่ต้องทำงานบูรณาการและตามหาความจริงให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ และสิ่งที่สังคม โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ต้องการจากบริษัทฯ อาจไม่ใช่ลู่วิ่ง สนามเด็กเล่น หรือชิงช้าสวรรค์บนหลุมฝังกลบเดิม แต่เป็นการที่บริษัทพิสูจน์ความโปร่งใสอย่างไม่มีข้อครหาใด ๆ

ระหว่างการพิสูจน์ที่ใช้เวลายาวนาน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบและต้องอยู่ภายใต้สายน้ำ ผืนดิน และอากาศที่ยังไม่รู้ว่าใครคือต้นตอคือประชาชนสระบุรี เพราะน้ำที่ปนเปื้อนระบบนิเวศและความไม่แน่นอนต่อความปลอดภัยไม่ได้หยุดรอไปพร้อมกับกระบวนการตรวจสอบ
หากรัฐยังไม่สามารถเติมหลักฐานอีก 5% ให้ครบ และยังไม่สามารถระบุผู้ก่อมลพิษเพื่อให้เกิดความรับผิดและการเยียวยาได้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็อาจกลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับต่อไปอีกนาน



อดีตนักศึกษามีเดียอาร์ต งานหลักคือนักทดลอง งานรองคือคนทำงานศิลปะ หลงรักโมเมนต์ระหว่างทาง ยามว่างชอบสบตากับท้องฟ้า มีดอกไม้เป็นสิ่งล่อเลี้ยงหัวใจ