
ความจริงบางเรื่องก็โหดร้ายเกินกว่าจะสบตากับความแหลกสลาย คับข้อง การหลบเร้นจากโลกความเป็นจริงมักอยู่ในความปรารถนาส่วนลึก แม่ฉันเองก็ฝังจำกับความทรงจำของการพรากจาก แน่นอนว่าสิ่งที่ติดตรึงคือบ้านหลังเก่าโกโรโกโสที่ตอนนี้ได้กลายสภาพเป็นเรือนเก็บของ ภาพฟิล์มเก่า ๆ ที่บอกวัน ว. เวลา น. ไว้อย่างชัดแจ้ง นาฬิกาพ่อสมัยสงครามโลกครั้ง 2 มันเงียบเสียงไปเองเอาดื้อ ๆ ข้าวของบางอย่างถูกวางไว้อย่างไร้ระเบียบ “รอ” เจ้าของผู้ล่วงลับได้กลับ “บ้าน” อีกครั้ง

ไม่บ่อยนักที่วรรณกรรมจะกล้าเผชิญหน้ากับอดีตอย่างซื่อตรง แหลมคมดุจมีด มันผ่าลึก แยกกลางระหว่างสงครามและการพรากจาก ‘กลับสู่ไฮฟา’ (Returning to Haifa) สำหรับฉันเป็นทั้งนวนิยายมาสเตอร์พีซ ของ คัสซาน กานาฟานี และวรรณกรรมปาเลสไตน์ที่ไม่เพียงสะท้อนความเจ็บปวดและการพลัดถิ่นจากสงคราม ยังแฝงฝังปรัชญาการเมืองที่แหลมลึกลงไปในความหมายของคำว่า “บ้าน” และ “มาตุภูมิ” อย่างยอกย้อน Playread ค่ำคืนนี้อยากพาไปวิเคราะห์ตัวละคร— ซาอิด ผู้เป็นนายแห่งภาษาและความหมาย “มนุษย์คืออุดมการณ์ ไม่ใช่เลือดเนื้อ” บางทีอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจและเข้าใกล้การเปลี่ยนผ่านทางความคิด สำนึกและการตื่นรู้ทางการเมืองของชาวปาเลสไตน์ยุคพลัดถิ่นอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เขารู้จักหินทุกก้อน แยกทุกแยก ซาอิดย่อมรู้จักไฮฟาเป็นอย่างดี ราวกับไม่เคยจากบ้านไปไหน ทั้งที่พวกเขาถูกทำให้พลัดถิ่นจากสงคราม ในวันที่เสียงปืนแตกดังมาจากใจกลางเมือง ไฮฟาก็ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอลเสียแล้ว

20 ปีผ่านไปหลังพรมแดนถูกเปิดออกชั่วคราว ซาอิดและซาฟิยาผู้เป็นภรรยาตัดสินใจเดินทางกลับสู่ไฮฟา เพื่อตามหาบ้านและคาลดูน ลูกชายวัย 5 เดือนที่พลัดพรากไปนานกว่ายี่สิบปี บ้านที่เขาไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะได้เห็นไฮฟาอีกครั้งกับความจริงอันร้าวลึกที่รออยู่
มันพุ่งทะลักออกมาคล้ายประตูที่กั้นไว้ถูกเปิดออกสุดแรงเกิด แต่กลับพบว่าลูกชายของเขาได้กลายเป็น ดอฟ — ทหารในกองทัพอิสราเอลผู้พร้อมจับอาวุธต่อสู้กับชาวปาเลสไตน์ ซึ่งถูกเลี้ยงดูโดย “มิเรียม” ครอบครัวผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) โดยรัฐบาลอิสราเอลได้มอบบ้าน และสิทธิ์การเลี้ยงดูเด็กชายวัย 5 เดือนที่ถูกทิ้งไว้ในบ้านหลังนี้
แม้ซาอิดจะรู้จักไฮฟาเป็นอย่างดี แต่เมืองกลับปฏิเสธเขา “บ้านของเราปฏิเสธเรา ผมเชื่อว่าคาลดูนก็เหมือนกัน คอยดูเถอะ” หาก ‘บ้าน’ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลัง ยอกย้อน และเจ็บปวดแสนสาหัสของตัวละครทั้งสองฝ่ายในสงคราม ซึ่งมีมิติของความเป็นมนุษย์สูงมากทีเดียว พวกเขามีความรัก มีความผิดพลาด ขาดพร่อง และมีความฝัน หากว่า มนุษย์คืออุดมการณ์ ประโยคทองของซาอิด กำลังท้าทายมโนสำนึกว่าสายเลือดอาจไม่ใช่สิ่งที่กำหนดตัวตน แต่มนุษย์อาจถูกหล่อหลอมด้วยอุดมการณ์และสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา
สั่นไหวและท้าทายให้เราตั้งคำถามถึง บ้านเกิด” หรือ “มาตุภูมิ” แท้จริงคือสิ่งใดกัน มันคืออิฐหินปูนทรายในอดีต หรืออนาคตของการต่อสู้ที่ยังไม่จบสิ้น กานาฟานีกลับไม่ได้วาดภาพของชาวยิวให้เป็นปีศาจร้ายที่ไร้หัวใจ แต่กลับสะท้อนภาพความเป็นมนุษย์ของ “มิเรียม” ในฐานะผู้สูญเสียจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และมนุษย์แม่อย่างซาฟิยาที่สัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ถูกแช่แข็งไว้ เธอถูกฝูงชนและแรงระเบิดให้พลัดพรากจากบ้านโดยไม่สามารถกลับไปหาลูกชายได้ เหมือนตายทั้งเป็น การกลับมาไฮฟาอีกครั้ง สำหรับเธอจึงไม่ใช่เรื่องการทวงคืนบ้านหรือทุกสิ่งที่เธอเคยเป็นเจ้าของ แต่คือการตามหาลูกด้วยสัญชาตญาณของความเป็นแม่ที่เฝ้ารอมาเนิ่นนานถึงสองทศวรรษ
เมื่อเธอเผชิญหน้ากับมิเรียม เธอกลับไม่ได้มองมิเรียมเป็นศัตรูในทันทีแบบที่ซาอิด สามีของเธอมองแบบนั้น หากแต่ในฐานะผู้หญิงและความเป็นแม่ ซาฟิยารับรู้ถึงความรักและความผูกพันที่มิเรียมมีให้แก่คาลดูน ฉากตอนการเผชิญหน้าของทั้งสองล้วนเผยให้เห็นถึงความซับซ้อน ยอกย้อนของความเป็นมนุษย์ ประชาชนต่างฝักต่างฝ่ายก็ล้วนเป็นเหยื่อของสงครามอันบ้าคลั่งของคนไม่กี่คน
แม่ สำหรับฉันเป็นถ้อยคำที่บาดลึก ยิ่งฉากตอนที่ลูกชายมองเธอเป็นเพียง “คนแปลกหน้า” และเรียกมิเรียมว่า แม่ อย่างเต็มปาก หากการปฏิเสธจากลูกชายในสายเลือดทำให้ฉันเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า กาลเวลาร่ำไห้ สภาพแวดล้อมใหม่ได้พรากลูกของเธอไปอย่างถาวรแล้วจริง ๆ
หรือความเป็นแม่ของเธออาจไม่ได้ถูกทำลายด้วยกระสุนปืน



ตัวละครของเขาล้วนมีชีวิต มีความอ่อนแอ และมีความขัดแย้งอยู่ภายใน ซาอิดในเรื่องจึงไม่ใช่วีรบุรุษที่ไร้ที่ติ
หากแต่เขาคือภาพตัวแทนการตื่นรู้ทางการเมืองของปัญญาชนชาวปาเลสไตน์ที่ต้องแบกรับบาดแผลทางจิตใจจากอดีตที่ผุพัง
ตลอด 20 ปีของการลี้ภัยสงคราม ซาอิดใช้ชีวิตด้วยความทรงจำเกี่ยวกับบ้านในไฮฟา เขายึดติดกับวัตถุ สิ่งของ และภาพในอดีตเพื่อปลอบประโลม แม้ความจริงที่แสนเจ็บปวดที่สุดคือความรู้สึกผิดที่ทิ้งลูกชายไว้ที่บ้าน เขาอำพรางมันไว้ในส่วนลึกของจิตใจ
เมื่อกลับมาถึงบ้านและพบกับมิเรียม (หญิงชาวยิว) ซาอิดพยายามแสดงออกด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวและทวงคืนสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ทั้งบ้านและลูกชาย แต่เมื่อเขาเผชิญหน้ากับลูกชาย ตรรกะเหล่านั้นก็พังทลายลง เมื่อลูกชายปฏิเสธสายเลือดปาเลสไตน์ และตำหนิพ่อแม่แท้ ๆ ที่ทิ้งเขาไป ซาอิดตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า “มาตุภูมิ” ไม่ใช่แค่อดีต ไม่ใช่แค่อิฐหินปูนทราย หรือสายเลือด แต่มาตุภูมิคืออนาคตและการต่อสู้เพื่อความถูกต้องชอบธรรมที่ยังต้องสร้างเพื่อให้มันเกิดขึ้นได้จริง เขาพร่ำบอก “มนุษย์คืออุดมการณ์ ไม่ใช่เลือดเนื้อ” และยิ่งไม่ใช่การคร่ำครวญทวงอดีตแบบที่เขาทำอยู่อีกต่อไป ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมการเมืองและวรรณกรรมแห่งการพลัดถิ่นที่สะท้อนบาดแผลแห่งสงครามได้ร้าวลึก มันไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เป็นภาพแทนชะตากรรมร่วมกันของผู้คนเรือนล้าน วินาทีนั้นเองได้เปลี่ยนวิธีคิดที่โลกอาหรับมองตัวเองและมองความสูญเสียที่เปลี่ยนไปโดยไม่บังเอิญ และพิสูจน์แล้วว่าวรรณกรรมไม่ใช่การหนีจากโลกความเป็นจริงเสมอไป

หนังสือ : กลับสู่ไฮฟา
ผู้เขียน : คัสซาน กานาฟานี , ปิญณ์ชาน์ เหล็กเพชร แปล
สำนักพิมพ์ : Gingercat
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี

