
รศ.ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ
ย้อนกลับไปเมื่อกลางดึกของวันที่ 20 มี.ค. 2569 เกิดเหตุอุกอาจที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส สังกัดพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงจากคนในพื้นที่ และมีบทบาทอย่างแข็งขันในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ ถูกลอบยิงด้วยอาวุธสงครามขณะกำลังเดินทางกลับบ้านพัก นายกมลศักดิ์รอดชีวิตมาได้เนื่องจากหมอบหลบทันในวินาทีที่มือปืนยิงเข้ามาในรถ แต่คนขับรถและผู้ติดตามของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส
เหตุลอบสังหารนี้ เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันคล้อยหลังจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระสำคัญ คือการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งนายกมลศักดิ์เข้าร่วมประชุม

ต่อมาตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย ทั้งผู้ชี้เป้า มือปืน คนประสานงาน คนรับชำแหละชิ้นส่วนรถยนต์เพื่อทำลายหลักฐาน ประเด็นใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจ คือความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของหน่วยงานรัฐในเหตุความรุนแรงนี้ เนื่องจากหนึ่งในมือปืนเป็นอดีตข้าราชการทหาร เป็นนาวิกโยธิน อาวุธที่ใช้ก่อเหตุก็เป็นอาวุธของราชการ นอกจากนั้นยังมีข้อมูลว่ารถกระบะที่ทีมสังหารใช้ลงมือก่อเหตุ คือ รถของ กอ.รมน.จว.นราธิวาส ส่วนหน้า
มิเพียงเท่านั้น ต่อมายังมีหลักฐานโยงใยไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐสังกัดกองทัพเรือซึ่งยังรับราชการอยู่อีก 2 รายที่เข้ามาพัวพันกับคดีนี้ คือรายหนึ่งเป็นผู้เบิกรถของทางราชการ แล้วนำไปให้มือปืนยืมไปใช้ โดยไม่ผ่านขั้นตอนอย่างถูกต้อง เขาอ้างว่ามือปืนเป็นรุ่นพี่จึงให้ยืม และไม่ทราบว่ารุ่นพี่คนดังกล่าวจะนำรถไปใช้ลอบสังหารนักการเมือง ส่วนทหารเรืออีกรายหนึ่งที่ถูกตำรวจแจ้งข้อหาสนับสนุนให้ผู้อื่นพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเจ้าหน้าที่การข่าวหน่วยนาวิกโยธิน จากการสืบสวนพบว่าเป็นคนที่มือปืนโทรศัพท์ติดต่อทั้งก่อนและหลังก่อเหตุจำนวนหลายครั้ง
ล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2569 อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางรายเนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
จากปากคำของมือปืนที่เป็นอดีตนาวิกโยธิน เขาให้การว่าสาเหตุที่ก่อเหตุเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับกองทัพ และไม่มีผู้มีอำนาจรัฐอยู่เบื้องหลังในฐานะผู้บงการ เขากล่าวว่าที่รับงานมาเพราะไม่พอใจนายกมลศักดิ์ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เป็นการส่วนตัว และไม่ได้รับค่าจ้างใด ๆ จากการก่อเหตุ นอกจากนั้นเขายังให้สัมภาษณ์สื่อในขณะที่ถูกควบคุมตัวแล้วด้วยประโยคที่น่าสนใจว่า “ประเทศไทยเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ แบ่งแยกดินแดนไม่ได้”
ในคดีนี้คำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมดมีความสับสนและขัดกันเอง และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแรงจูงใจที่นำไปสู่ความพยายามปลิดชีวิต สส. นราธิวาส ของพรรคประชาชาติมาจากสาเหตุใด มีแต่การตั้งสมมุติฐานทั้งในเรื่องความมั่นคงในชายแดนใต้ ความขัดแย้งทางการเมือง และการขัดผลประโยชน์ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ รวมถึงขบวนการค้ายาเสพติด
แต่จากคำให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ของมือปืนว่าด้วยการแบ่งแยกดินแดน สำทับด้วยการแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน. ภาค 4) ก็ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงเหตุจูงใจทางการเมืองและปัญหาความมั่นคงในพื้นที่เป็นหลัก โดยแม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชนว่า “ถ้าผมทำ ผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก” พร้อมกับแสดงทัศนะว่าความขัดแย้งในชายแดนใต้มีต้นเหตุมาจากโรงเรียนสอนศาสนาที่ “ปลูกฝังแนวคิดอื่น ๆ” คำให้สัมภาษณ์นี้เรียกเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่ายอย่างหนัก ซึ่งต่อมาแม่ทัพภาคที่ 4 ออกมากล่าวขอโทษและยอมรับว่าเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด

สำหรับผู้เขียนในฐานะที่ศึกษาเรื่องความรุนแรงทางการเมือง มองว่าความพยายามลอบสังหารนายกมลศักดิ์สะท้อนสัญญาณความรุนแรงที่น่าวิตกกังวล อย่างน้อยด้วย 2 สาเหตุ
1.เป้าของความรุนแรง ในกรณีนี้คือ สส. ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในตำแหน่ง ซึ่งจากแนวโน้มในระยะหลัง เท่าที่ผู้เขียนเก็บข้อมูลพบว่า นักการเมืองระดับผู้แทนราษฎรจะไม่ได้ตกเป็นเป้าของการลอบสังหาร หากจะย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ที่ สส. ซึ่งกำลังดำรงตำแหน่งอยู่ ตกเป็นเป้าสังหารต้องย้อนไปไกลถึงประมาณ 15 ปีที่แล้ว คือ เหตุการณ์ลอบยิงนายประชา ประสพดี สส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 และเหตุการณ์ลอบยิงรถนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส. อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2555 ทั้งสองเหตุการณ์ ผู้ตกเป็นเป้าหมายนั้นรอดชีวิต โดยกรณีของนายชาดานั้น กลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนไล่ยิงถล่มรถยนต์ของเขา แต่วันที่เกิดเหตุนายชาดาได้สลับไปนั่งรถอีกคัน ทำให้ลูกชายของนายชาดาซึ่งเป็นคนขับรถคันดังกล่าวเสียชีวิต
ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าไม่มีนักการเมืองตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง แต่ในระยะหลังความรุนแรงมักจะเกิดขึ้นกับนักการเมืองท้องถิ่น คนที่เป็น “อดีต สส.” หรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ใช่ สส. ที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ สาเหตุสำคัญเพราะว่าการเมืองไทยมีความเปลี่ยนแปลงไปมากในด้านวัฒนธรรมการจัดการความขัดแย้ง บวกกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม การตัดสินความขัดแย้งทางการเมืองถึงขั้นสังหารเอาชีวิตนักการเมืองนั้นลดน้อยลงตามลำดับ ยิ่งถึงขั้นเล็งเป้าไปที่ผู้แทนในสภาที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ยิ่งทำยากขึ้น เพราะอยู่ที่แจ้ง เป็นที่จับตาของสื่อ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง สถานะทางสังคมและตำแหน่งแห่งหนในโครงสร้างอำนาจ ทำให้การจะยิง ส.ส. ไม่ใช่เรื่องที่มือปืนสมัครเล่นที่ไม่มีเส้นสายหรือมีคนใหญ่คนโตหนุนหลังจะทำได้โดยง่าย ไม่เหมือนยุค 2520 หรือ 2530 ที่เรายังเห็น สส. เสียชีวิตกันหลายรายขณะดำรงตำแหน่งจากการถูกลอบยิง ในระยะหลัง ความรุนแรงต่อนักการเมืองที่ลดน้อยถอยลงจึงเป็นพัฒนาการในเชิงบวก ที่อย่างน้อยบ่งชี้ว่าขัดแย้งกันมากขนาดไหนก็หลีกเลี่ยงการเอากันถึงตาย
ฉะนั้น การใช้ความุรนแรงต่อ ส.ส. กมลศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทแข็งขันในการทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนฝ่ายนิติบัญญัติ จึงเป็นดัชนีที่น่ากังวล ต่อให้ตัดบริบทความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ออกไป ความรุนแรงทางการเมืองดังกล่าวเป็นปัญหาใหญ่ในตัวมันเองที่รัฐไม่ควรเพิกเฉย และควรต้องดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด เพื่อหยุดยั้งวิถีแห่งความรุนแรงในทางการเมือง
2. บริบทของความรุนแรง กรณีลอบยิงนายกมลศักดิ์น่ากังวลเพราะเกิดขึ้นภายใต้บรรยากาศที่เหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้กลับมาทวีความร้อนแรงขึ้น ตั้งแต่ต้นปี 2569 ต่อเนื่องมาถึงขณะนี้ เกิดเหตุความรุนแรงขึ้นหลายต่อหลายครั้ง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย รวมถึงเด็กและพลเรือนทั่วไป นำไปสู่สถานการณ์ที่ตึงเครียดในพื้นที่ เมื่อเกิดเหตุรุนแรงที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียชีวิต นำไปสู่การปรับแนวทางของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐไปสู่การใช้ความแข็งกร้าวมากขึ้น ดังที่เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (เลขาฯ กอ.รมน.) กล่าวไว้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า
“เราคงต้องตามล่า ถึงเวลาแล้ว[ไม่ว่า]คนที่ทำใครจะช่วยเหลือไว้ ใครก็แล้วแต่ ประเทศไหนจะช่วยเหลือก็แล้วแต่ เราจะตามล่าด้วย ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว” การปรับแนวทางไปสู่การใช้กำลังตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ท่ามกลางไฟใต้และคลื่นของความรุนแรงที่ถูกโหมขึ้นจากทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายต่อต้านรัฐยิ่งจะสร้างให้เงื่อนไขและโอกาสของความรุนแรงเกิดได้ง่ายขึ้น และทวีสูงขึ้น พร้อมไปกับหนทางของความพยายามแก้ไขความขัดแย้งให้จบลงอย่างสันติผ่านแนวทางการเจรจาสันติภาพค่อย ๆ เลือนหายไป
หากเราพิจารณาการลอบยิง สส. กมลศักดิ์ โดยไม่ตัดขาดจากบริบทของปัญหาความขัดแย้งในชายแดนใต้ในภาพรวมทั้งหมด เราอาจจะตระหนักถึงสัญญาณของความรุนแรงที่น่าห่วงกังวลมากขึ้นทุกขณะ
จากชายแดนใต้ ขอตัดภาพมาที่เหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนนทบุรี ในวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา
เกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดเมื่อ นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส. นนทบุรี หลายสมัย ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ พ.ต.อ. ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี หลายนัดจนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา บริเวณอาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) ภายในศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี
หลังก่อเหตุ นายฉลองยังได้โทรศัพท์หาสื่อมวลชนเพื่อเล่าเหตุการณ์ ก่อนนั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
นายฉลองอ้างว่าการลงมือครั้งนี้เกิดจากความขัดแย้งเรื่องหนี้สิน ในขณะที่ฝ่ายครอบครัวและคนในแวดวงการเมืองท้องถิ่นของ พ.ต.อ. ธงชัย ออกมาปฏิเสธปมหนี้สินว่าไม่เป็นความจริง และเชื่อว่ามีปมขัดแย้งอื่น
กรณีความรุนแรงครั้งนี้ มีตัวละครสำคัญเป็นนักการเมืองระดับชาติที่มีชื่อเสียงไม่ต่างจากกรณีแรก ต่างกันที่นายกมลศักดิ์เป็น สส. ที่ชนะเลือกตั้ง และตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ในขณะที่นายฉลองเป็นอดีต สส. และมีสถานะเป็นผู้ต้องหาก่อเหตุรุนแรง ซึ่งตามรายงานข่าวเป็นพรรคพวกคนรู้จักกันในแวดวงการเมือง แต่เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกัน
มองให้พ้นออกไปจากเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างนักการเมืองสองคน คดีนายฉลองนี้สะท้อนปรากฏการณ์และปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับการเมืองไทย ซึ่งหลายปัญหาก็ดำรงสืบเนื่องมานานแล้ว ได้แก่
1. ระบบอุปถัมภ์ เครือข่ายผลประโยชน์ และการเมืองแบบเน้น “ความสัมพันธ์ส่วนตัว”
การเมืองแบบอุปถัมภ์นั้นเป็นลักษณะสำคัญของการเมืองไทยที่เกิดขึ้นมาช้านานแล้ว มิใช่ปรากฏการณ์ใหม่ มีความพยายามจะลดทอนการเมืองแบบดั้งเดิมนี้ลงไปเมื่อมีการปฏิรูปรัฐธรรมนูญในปี 2540 ซึ่งสำเร็จในระดับหนึ่งในการเปลี่ยนการเมืองไทยมาแข่งกันที่นโยบายมากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถขจัดการเมืองแบบอุปถัมภ์ที่เน้นแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และอิงอาศัยสายสัมพันธ์ส่วนตัวลงไปได้ การเมืองแบบอุปถัมภ์นั้นหล่อเลี้ยงด้วยความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับ มีทั้งการอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมืองกับผู้ลงคะแนน หรืออาจะเป็นการอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมืองด้วยกัน ที่แลกเปลี่ยนการสนับสนุนทรัพยากรระหว่างกัน พึ่งพิงอาศัยกัน และต่างตอบแทนกัน การเมืองแบบอุปถัมภ์เกิดขึ้นนอกสถาบันที่เป็นทางการ
การเมืองในลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องรุนแรงเสมอไป เพราะมีกลไกที่ไม่เป็นทางการหลายอย่างที่จะถูกนำมาใช้เพื่อจัดการความขัดแย้งในยามที่อำนาจและผลประโยชน์ไม่ลงตัว แม้แต่นักการเมืองที่เป็นเจ้าพ่อหรือผู้มีอิทธิพล ก็ไม่ใช่ทุกคนจะนิยมหาทางออกด้วยความรุนแรง เพราะมันมีต้นทุนสูง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านชื่อเสียง เงินทอง (กรณีที่ไปจ้างวานมือปืนมาฆ่าคู่อริ แต่ถ้าลงมือเองก็ประหยัดต้นทุนตรงนี้ไปได้ แต่โดยปรกตินักการเมืองมักไม่ก่อเหตุเอง) หรือการถูกดำเนินคดีถึงขั้นติดคุกติดตะราง หากเป็นไปได้นักการเมืองมักจะหาทางเจรจา ต่อรอง ดึงคนกลางมาไกล่เกลี่ย หรือแบ่งผลประโยชน์เสียใหม่
เราจึงพบว่า นอกจากนักการเมืองระดับ สส. จะไม่ตกเป็นเป้าหมายของการสังหารดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว คนระดับ สส. หรืออดีต สส. ก็มักจะไม่ค่อยไปลงมือสังหารใครด้วย เหตุความรุนแรงที่นนทบุรีจึงเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก
2. นักการเมืองแบบดั้งเดิม
ตัวตนและเส้นทางของนายฉลอง เรี่ยวแรง สะท้อนสภาวะการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทย
นักการเมืองที่เติบโตมาในยุค 2530-2540 เน้นการสร้างบารมีในพื้นที่ สะสมพรรคพวกเพื่อสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ และย้ายสังกัดพรรคการเมืองตามฤดูการเลือกตั้ง ทว่าในยุคปัจจุบัน การเมืองไทยอยู่ในระยะของการเปลี่ยนผ่าน เป็นการเมืองแบบไฮบริดที่มีทั้งการแข่งขันหาเสียงแบบดั้งเดิมกับแบบใหม่ไปพร้อมกัน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมาสังกัดพรรค นโยบาย และวิสัยทัศน์ระดับชาติมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้เลือกตั้งมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เมื่อเกิดการรัฐประหารสองครั้งที่มาพร้อมกับการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และ 2560 ซึ่งมุ่งทำลายพรรคการเมืองให้อ่อนแลง ผลลัพธ์ก็คือ การเมืองแบบผู้มีอิทธิพล บ้านใหญ่ และการเมืองแบบอุปถัมภ์ ถูกฟื้นคืนชีพให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
เจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพล และบ้านใหญ่จึงไม่ได้หายสาบสูญไปดังที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่กลับถูกหล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่ต่อไปในยามที่พรรคการเมืองถูกทำให้อ่อนแอในเชิงสถาบันทางการเมือง
นักการเมืองเก่าที่มีอิทธิพลและเครือข่ายพรรคพวกในแต่ละจังหวัดจึงยังคงมีความสำคัญในโครงสร้างอำนาจการเมืองไทย เพราะทุกพรรคล้วนต้องพึ่งพิงนักการเมืองประเภทนี้ในการแข่งขันในเขตเลือกตั้ง แย่งกันดึงนักการเมืองประเภทนี้มาลงสมัคร สส. แต่ไม่ใช่นักการเมืองในแนวอิทธิพลอุปถัมภ์จะประสบความสำเร็จเสียทุกคน เพราะการเมืองไทยก็มีพลวัตสูง และความคิดและพฤติกรรมของผู้เลือกตั้งก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่
การเมืองแบบกลางเก่ากลางใหม่ในปัจจุบันเป็นเนื้อดินที่หล่อเลี้ยงให้การใช้อิทธิพล และความรุนแรงของนักการเมืองบางประเภทยังอยู่คู่กับการเมืองไทย แม้ว่าจะไม่ได้แพร่ระบาดเฉกเช่นเมื่อทศวรรษ 2520-2540
3. อภิสิทธิ์ทางสังคมและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐ
การพกพาอาวุธปืนเข้าออกสถานที่ราชการได้อย่างง่ายดาย และภาพเหตุการณ์หลังจับกุม (เช่น การที่ตำรวจให้ผู้ต้องหานั่งสูบบุหรี่ หรือภาพการไม่จับกุมตัวอย่างเข้มงวดในช่วงแรก) สะท้อนสองมาตรฐานในระบบยุติธรรมไทย และสะท้อนความเหลื่อมล้ำในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐต่อผู้ต้องหาที่มีฐานะทางสังคม หรืออำนาจทางการเมือง ในสังคมที่ปล่อยให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองสามารถมีอิทธิพลเหนือเจ้าหน้าที่รัฐ ย่อมเป็นสังคมที่การบังคับใช้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ และย่อมเป็นบ่อเกิดของความรุนแรงด้วย เพราะหากผู้ก่อเหตุที่มีอิทธิพลมั่นใจว่ากฎหมายบังคับใช้กับพวกเขาไม่ได้ พวกเขาย่อมมีแรงจูงใจให้ตัดสินใจใช้ความรุนแรงได้ง่ายขึ้น เพราะต้นทุนในการก่อเหตุต่ำ ฆ่าคนตายก็อาจติดคุกเพียงไม่กี่ปีแล้วก็ได้รับการปล่อยตัว
คดี สส. กมลศักดิ์ และอดีต สส. ฉลอง จึงเป็นเหตุรุนแรงที่น่ากังวล และส่องสะท้อนทั้งความเปลี่ยนแปลงและความไม่เปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยไปพร้อมกัน

สอนหนังสือที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รักการสอนและเขียนหนังสือ ติดตามความเป็นไปของโลกและสังคมไทย เวลาว่างอ่านนิยาย ดูหนังสืบสวนสอบสวน และเชียร์ลิเวอร์พูล เชื่อมั่นในพลังของการเปลี่ยนแปลงโลกด้วยสติปัญญาและพลังของคนหนุ่มสาว