
ช่วงเวลาที่เขียนเรื่องนี้เป็นจังหวะที่วงการฟุตบอลโลกผลิตดรามาหนักหน่วงมากที่สุดช่วงหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่มาจากข้อกล่าวหาการได้สิทธิพิเศษหรือความลำเอียง แต่ประเด็นหลักเรื่องของการเหยียดผิวซึ่งมีมากกว่าหนึ่งกรณี
กรณีที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามก็คือกรณีวุฒิสมาชิกปารากวัย เซเลสเต้ อะมาริลลา ที่โพสต์โซเชียลถึงคีเลียน เอ็มบับเป้ กัปตันทีมชาติฝรั่งเศส แสดงความไม่พอใจพฤติกรรมของเอ็มบับเป้กับการที่เขาไม่จับมือกับผู้รักษาประตูทีมปารากวัยที่ยื่นให้ตอนจบเกม แต่โพสต์ของเธอไม่ธรรมดาเพราะการตำหนิล่วงเลยไปถึงเรื่องอื่น ๆ และมีถ้อยคำบางประการที่แสดงถึงการเหยียดเชื้อชาติ เช่นบอกว่าเอ็มบับเป้เป็นคาเมรูนที่พยายามจะเป็นฝรั่งเศส อ่านหนังสือไม่ออกและเรียกเขาเป็นชิมแปนซี นัยคือจะบอกว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีวัฒนธรรมและไม่ได้เป็น “ฝรั่งเศส” อะมาริลลาลบโพสต์พวกนี้ในเวลาต่อมาแต่ทว่าไม่ก่อนที่จะมีคนถ่ายเก็บเอาไว้ ความเห็นของเธอถูกนำไปถ่ายทอดต่อเรียกเสียงสะท้อนกลับที่แรงเอาการจากคนในวงการฟุตบอล การเมือง และองค์กรสิทธิ ยังไม่นับรวมผู้ใช้โซเชียลมีเดียอีกจำนวนมาก เรียกว่าได้ engagement แบบถล่มทลายเลยทีเดียว
ในส่วนของเอ็มบับเป้ เขาโต้ว่าสิ่งที่วุฒิสมาชิกอะมาริลลาเขียนนั้นทำให้เธอเป็นคนที่น่ารังเกียจ เธอไม่ได้เป็นตัวแทนของปารากวัยและว่าเธอทำให้ความพยายามของทีมนักเตะปารากวัยกลายเป็นหมัน การตอบโต้ของเอ็มบับเป้ทำให้วุฒิสมาชิกอะมาริลลาเดือดจัด เธอออกมายอมรับว่าที่โพสต์ไปนั้นรู้ว่าตัวเองเหยียดผิวจริงจึงได้ลบโพสต์ แต่บอกว่าคำตอบโต้ของเอ็มบับเป้คือการเหยียดเพศพร้อมทั้งขู่จะฟ้องร้องเอ็มบับเป้ ผลก็คือเสียงตำหนิวิจารณ์อะมาริลลายิ่งหนัก แม้แต่สหประชาชาติก็ออกแถลงการณ์ด้วย มีข่าวถึงขนาดว่าฝรั่งเศสจะสอบสวนเรื่องนี้
ท้ายที่สุดวุฒิสภาปารากวัยออกแถลงการณ์ว่าความเห็นของอะมาริลลาไม่ได้เป็นความเห็นของวุฒิสภาปรารากวัย อะมาริลลายังออกมาให้สัมภาษณ์บริภาษเอ็มบับเป้ด้วยถ้อยหยาบคายอีก แต่สุดท้ายเธอก็ถอยด้วยการประกาศว่าแอ็กเคานต์โซเชียลมีเดียของเธอโดนแฮ็ก เท่ากับว่าจะไม่รับผิดชอบเนื้อหาโพสต์ต่าง ๆ ที่ปรากฏออกไปแล้ว อะมาริลลาจึงกลายเป็นเรื่องชวนหัวไปในฐานะเป็นบุคคลสาธารณะที่มีทัศนะคติสวนทางคุณค่าสากลแถมยังเป็นคนที่ยอมรับผิดไม่เป็นและแพ้ไม่ได้

เรื่องเศร้าสำหรับปารากวัยก็คือ ดรามานี้ได้ทิ้งภาพอันไม่ยินดีเท่าไหร่ในสายตาผู้ติดตามฟุตบอลโลก ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากให้ความเห็นไปในทำนองว่านักการเมืองคนนี้ไม่ได้ให้ความเห็นที่เป็นของปัจเจกเท่านั้น แต่เธอเป็นตัวแทนของสังคมปารากวัยระดับหนึ่งทีเดียว
จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องน่าแปลกใจว่ายังมีนักการเมืองระดับชาติที่ไม่เข้าใจความสำคัญของปัญหาการเหยียดผิวและความเป็นคุณค่าสากลของประเด็นนี้ อันที่จริงมีเรื่องที่แฟนบอลประเทศหนึ่งล้อเลียนอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวอเมริกันที่เป็นคนผิวดำว่าเป็นลิงเช่นกันแต่เรื่องนี้ไม่ใหญ่เท่ากรณีที่เป็นพฤติกรรมของนักการเมือง หลังจากกรณีวุฒิสมาชิกปารากวัยผ่านไปไม่กี่วัน เราก็มีกรณีใหม่จากอดีตนายกรัฐมนตรีสเปนที่แสดงอาการเหยียดผิวกับทีมชาติฝรั่งเศสอีกเช่นกัน นั่นคือ Mariano Rajoy กล่าวในข้อเขียนของเขาว่า สเปนจะต้องสู้กับทีมฝรั่งเศสที่มีฝีมือสูงแต่ทว่าเป็นทีมที่ไม่มีคนฝรั่งเศสเลย คำกล่าวเช่นนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของสเปนต้องรีบออกมาปกป้องคุณค่าการเคารพในสิทธิมนุษยชนทันควันเช่นกัน เพราะถ้าไม่เช่นนั้นนี่จะกลายเป็นความบาดหมางระดับชาติได้ บรรดากลไกของรัฐบาลฝรั่งเศสก็ออกมาตอบโต้ แหล่งข้อมูลหลายแห่งของฝรั่งเศสพากันออกมาให้ข้อมูลแก่สาธารณะว่าทีมชาติฝรั่งเศสมีแต่คนฝรั่งเศส ในบรรดาสมาชิกทีมชาตินั้น 23 คนคือคนที่เกิดบนแผ่นดินฝรั่งเศส อีกสามคนแม้จะเกิดที่อื่น แต่ทั้งหมดล้วนเป็นคนฝรั่งเศสทั้งสิ้น ทีมไม่มีสมาชิกที่ไม่ใช่คนฝรั่งเศส
โดยทั่วไปสิทธิในการได้สัญชาติพลเมืองส่วนใหญ่มาจากสองเรื่องหลักคือสิทธิตามสถานที่เกิดกับสิทธิตามสายเลือด ในประการแรกนั้นยังมีหลายประเทศทำกันอยู่คือบุคคลที่เกิดในประเทศนั้นได้สิทธิครองสัญชาติประเทศทันที เช่นอังกฤษเคยให้สิทธิอันนี้แก่คนทั่วไปมาก่อนแต่มายกเลิกในปี 1983 สิทธิอันนี้เองที่ทำให้หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมหรือคอนเซอร์เวทีฟคนปัจจุบันของอังกฤษคือเคมิ บัดเดน็อก (Kemi Badenoch) ได้สัญชาติอังกฤษ เพราะแม่ของเธอซึ่งเป็นชาวไนจีเรียได้คลอดลูกที่อังกฤษในช่วงก่อนที่จะมีการยกเลิกหลักเกณฑ์อันนี้ ส่วนสิทธิในการได้สัญชาติอีกแบบคือบุคคลที่เกิดกับคนที่มีสัญชาตินั้น ๆ เช่นพ่อกับแม่เป็นคนชาตินั้นทำให้ลูกได้สัญชาตินั้นไปด้วย ซึ่งสิทธิแบบนี้เป็นเรื่องทั่วไปอย่างที่ในกรณีไทยกำลังมีประเด็น “พ่อทิพย์” สวมสัญชาติให้เด็กจีนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจกรณีของฝรั่งเศสคือ ข้อมูลเกี่ยวกับทีมชาติฝรั่งเศสเช่นที่ว่านี้แสดงให้เห็นว่านักเตะเหล่านี้อย่างน้อยไม่ได้เป็นผู้อพยพตั้งถิ่นฐานรุ่นแรกหากแต่เป็นเจนเนอเรชันใหม่เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอันที่จริงแค่ฟังการให้สัมภาษณ์ของหลายคนในทีมที่พูดฝรั่งเศสอย่างคล่องแคล่วก็น่าพอจะประมาณได้แล้วว่าคนเหล่านี้คือคนรุ่นลูก นั่นหมายความว่าไม่ว่าในแง่สิทธิที่ได้จากการเกิดก็เป็นฝรั่งเศส ในเชิงของการหลอมรวมก็ชัดเจนว่าไม่ได้เป็นปัญหามากนัก
แต่ผู้เขียนเชื่อเหมือนอีกหลายคนว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องแค่พื้นผิว คือสมาชิกทีมถือสัญชาติฝรั่งเศสน่าจะเป็นเรื่องที่รู้กันดีอยู่แล้ว ประเด็นที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่เรื่องเชื้อชาติและสีผิวมากกว่า เพราะการพูดเรื่องคนผิวดำไม่เป็นฝรั่งเศสไม่ใช่เรื่องใหม่ และประเด็นเรื่องผู้เล่นทีมชาติฝรั่งเศสไม่มีคนผิวขาวนี้เคยมีคนพูดมาก่อนแล้วโดยฝ่ายขวาของฝรั่งเศสที่จี้ว่านักเตะทีมชาติตัวเองไม่มีความเป็นคนพื้นถิ่นซึ่งหมายถึงความเป็นคนผิวขาวนั่นเอง ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงมองทะลุว่าอดีตนายกรัฐมนตรีสเปนหมายความถึงเรื่องของสายเลือด ชาติพันธุ์ ผิวสีมากกว่าอะไรอื่น ความเห็นของ Rajoy จึงไม่ใช่การทะลุกลางปล้องและถ้ากล้าพูดขนาดนี้ก็เท่ากับว่าเชื่อว่าตัวเองเป็นตัวแทนของคนอีกจำนวนมาก การแสดงออกนี้มันจึงบอกเราว่า แนวคิดไม่ยอมรับสีผิวยังดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่นในยุโรป คำตอบโต้ที่หลายคนพูดคือการเป็นฝรั่งเศสไม่ใช่เรื่องของสีผิว พวกเขาใช้คำว่า France has no color.

ถ้ามองไปรอบ ๆ จะพบว่าไม่ใช่แค่ทีมฝรั่งเศส อันที่จริงนักฟุตบอลสีผิวครองพื้นที่หลายสนามของประเทศในยุโรปที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว ก่อนหน้านี้ทีมชาติชุดที่แล้วของฝรั่งเศสก็มีเพียงผู้รักษาประตูที่เป็นคนผิวขาว เราจึงมองเห็นทิศทางได้อย่างชัดเจนถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้นว่านักเตะสีผิวและผิวดำเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ในวงการฟุตบอล เรื่องนี้อาจจะมีหลายเงื่อนไขและไม่ใช่ประเด็นสำหรับบทความชิ้นนี้ แต่ผู้เขียนอยากชี้ว่า ที่จริงแล้วจำนวนประชากรชาติพันธุ์อื่นของประเทศในยุโรปไม่ได้มีมากมายดังภาพที่มักปรากฏ เช่นจำนวนประชากรที่เป็นคนผิวดำ ในฝรั่งเศสมีมากที่สุด 8% ส่วนของประเทศอื่น ๆ ก็ลดหลั่นกันไปแต่ส่วนใหญ่ไม่เกิน 3-4 % ของประชากรทั้งหมด โดยรวมแล้วยุโรปตะวันตกเป็นที่ที่มีคนเชื้อสายอาฟริกันไม่ถึง 3% ส่วนยุโรปตะวันออกนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงมีน้อยกว่ามาก (Institute for Cultural Diplomacy)
กลุ่มคนขาวขวาสุดโต่งในยุโรปและสหรัฐฯ มักนำเสนอเสมอว่าปัญหาใหญ่ของคนผิวสี หรือผิวดำในสังคมนั้นมาจากการที่คนเหล่านี้ไม่สามารถหลอมรวมเข้ากับสังคมใหม่ได้ สื่อของกลุ่มขวาจัดมักตอกย้ำว่าคนสีผิวขาดความสามารถในการยอมรับอัตลักษณ์และวัฒนธรรมใหม่ในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา บอกว่าผู้คนยังคงยึดติดกับอัตลักษณ์เดิมและวิธีปฏิบัติแบบเดิม ๆ ซึ่งหลายอย่างพวกเขาสรุปง่าย ๆ ว่าพวกเขามองว่าเป็นวิธีการปฏิบัติที่ไม่ “ศิวิไลซ์” ไม่มีวัฒนธรรม ในแง่นี้เราจะเห็นตัวอย่างได้จากประเด็นที่วุฒิสมาชิกปารากวัยใช้โจมตีกัปตันทีมชาติฝรั่งเศส จากที่เธอบอกว่าการที่เขาไม่จับมือกับผู้รักษาประตูทีมปารากวัยเป็นสัญญานของการที่เขาไม่มีวัฒนธรรม จึงไม่เป็นฝรั่งเศสแบบที่เธอรู้จัก ว่าเขาเข้าไม่ถึงหัวใจของความเป็นฝรั่งเศส ซึ่งอันที่จริงแล้วการไม่จับมือกับผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามแม้ว่าอาจจะไม่ได้แสดงน้ำใจนักกีฬาก็จริงแต่ไม่ใช่เรื่องถึงขั้นตีความไปไกลถึงว่าเขาไม่มีวัฒนธรรมและไม่เป็นฝรั่งเศส การเหมารวมเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีฐานคิดว่าคนผิวดำไม่มีวัฒนธรรม เธอยังพูดไปไกลด้วยถึงความเป็นอยู่ของเขาว่าไม่ “ศิวิไลซ์” โดยการเขียนว่ากัปตันทีมชาติฝรั่งเศสไม่ได้กินนมแต่กินน้ำมะพร้าวแทน ที่ชัดที่สุดคือบอกว่าเขาเป็นชิมแปนซี ไม่มีทางตีความอย่างอื่นได้นอกจากว่า เธอตำหนิว่าเขาไม่ใช่มนุษย์แต่แค่คล้ายมนุษย์เท่านั้น และนี่คือการมองคนไม่เท่ากันโดยใช้การแสดงออกทางวัฒนธรรมเป็นตัววัด ดังนั้นทุกคำพูดล้วนแต่ส่อเจตนาของการเหยียดผิว ส่วนอดีตนายกรัฐมนตรีสเปนนั้นปฏิเสธการเป็นคนฝรั่งเศสแม้นักเตะฝรั่งเศสจะเป็นคนฝรั่งเศสและ ไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากไม่ยอมรับในเรื่องเชื้อชาติและสีผิวเช่นกัน
การไม่ยอมรับในเรื่องสีผิวชาติพันธุ์นี้มีคนวิเคราะห์ไว้หลากหลาย แต่ผู้เขียนนึกย้อนกลับไปสู่ยุคอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตผู้นำนาซีเยอรมัน ประเด็นที่ฮิตเลอร์ขยายความจนกลายไปเป็นที่มาของการเหยียดเชื้อชาติอย่างแรงกล้านำไปสู่การกำจัดคนกลุ่มอื่นอย่างโหดร้ายก็คือความเชื่อมั่นในความเหนือกว่าของชาติพันธุ์เยอรมันของตนเอง นี่เป็นจุดตั้งต้นของการขยายความไปสู่เรื่องอื่น ๆ โดยแก่นของมันก็คือความไม่ยอมรับในความเท่าเทียมกันของผู้คนของโลกที่มีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามชาติพันธุ์ เหตุผลนี้ถูกนำไปสร้างความชอบธรรมให้กับการกดทับและปราบปรามคนชาติพันธุ์อื่น
การเหยียดผิวไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจโดยตัวของมันเองเท่านั้น แต่มันยังอาจเป็นฐานให้กับความคิดอย่างอื่นด้วย มีนักวิชาการหลายรายกล่าวถึงความเชื่อมโยงของการเหยียดผิวกับความคิดชาตินิยม เช่นมีงานเขียนที่ตีพิมพ์ในเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์บอกว่า การเหยียดผิวกับชาตินิยมนั้นมีลักษณะบางอย่างที่ตรงกัน มันคือการแบ่งแยกผู้คนออกเป็นกลุ่มเป็นเหล่า ยกให้บางกลุ่มเหนือกว่ากลุ่มอื่น สร้างพรมแดนระหว่างกลุ่มคน แยกเขาแยกเราและตามมาด้วยการสร้างเงื่อนไขเพื่อกดคนอื่นอย่างชอบธรรม โดยนัยนี้จึงเป็นการลดความสำคัญของปัจเจกและกลายเป็นการให้คำจำกัดความการดำรงอยู่ของผู้คนอย่างหยาบ ความคิดทั้งสองอย่างนี้พัฒนาในช่วงเวลาใกล้เคียงกันโดยเฉพาะในช่วงการล่าอาณานิคม ที่น่าสนใจคือเขาบอกว่าความคิดเหยียดเชื้อชาตินี้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการสร้างอัตลักษณ์อันกลายมาเป็นที่มาของความเป็นชาติในยุคปัจจุบัน (Peter Rutland; Racism and Nationalism, cambridge.com) นั่นหมายถึงชาติที่ดำรงอยู่บนฐานความเชื่อเรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันที่ได้มาจากการเป็นคนเผ่าพันธุ์หรือสายเลือดเดียวกันเป็นหลัก

ในช่วงเวลาปัจจุบัน ข้อเท็จจริงบอกเราว่า ในหลายสังคมในยุโรปคนผิวสีมีบทบาทอย่างสำคัญในหลายวงการ ไม่ต้องพูดถึงวงการฟุตบอล ทีมต่าง ๆ ล้วนมีผู้เล่นสีผิวหรือผิวดำ ในวงการอื่นพวกเขาก็มีบทบาท ตัวอย่างที่เห็นชัดมากคืออังกฤษ คนผิวสีครองตำแหน่งทางการเมืองระดับบริหารประเทศ เช่น ริชี ซูนัคที่เคยเป็นหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟและเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษมาแล้ว ซูนัคเป็นคนเชื้อสายอินเดีย-ปากีสถานที่ครอบครัวอพยพไปอยู่อาฟริกามาก่อนที่จะไปปักหลักในอังกฤษ หัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟคนปัจจุบันเคมิ บัดเดน็อก (Kemi Badenoch) ซึ่งก็เคยรับตำแหน่งในทีมงานบริหารมาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งพ่อและแม่ของเธอเป็นชาวไนจีเรีย นายกเทศมนตรีลอนดอนซาดิก ข่านก็มาจากครอบครัวผู้อพยพจากปากีสถาน นักการเมืองผิวดำคนแรกในอังกฤษที่สร้างประวัติศาสตร์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารได้ก็คือโวแกน เกทธิงที่เป็นเหมือนมุขมนตรีของเวลส์ ในอีกหลาย ๆ ประเทศนักการเมืองผิวดำและสีผิวก้าวเข้าสู่รัฐสภาและตำแหน่งบริหาร แม้หลายคนจะบอกว่านักการเมืองผิวสีและผิวดำเหล่านี้ชนะเลือกตั้งเพราะคนสีผิวเดียวกัน แต่การเป็นหัวหน้าพรรคโดยเฉพาะพรรคคอนเซอร์เวทีฟไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่าย ๆ มันเป็นข้อบ่งชี้ว่าพวกเขาได้รับการยอมรับไม่ใช่แค่จากคนผิวดำหรือผิวสีแต่คนผิวขาวจำนวนมากด้วยเช่นกัน วงการอื่น ๆ ก็เต็มไปด้วยผู้คนต่างเชื้อชาติ โดยเฉพาะวงการศิลปะและกีฬา ทั้งหมดนี้น่าจะแปลได้ว่าสังคมโดยรวมยอมรับทิศทางของการหลอมรวมผู้คนที่หลากหลายอันนี้ไปแล้ว
แต่ขณะเดียวกันเราจะพบว่า ประเด็นเรื่องเชื้อชาติและสีผิวเป็นเรื่องที่กลุ่มขวาสุดโต่งหยิบยกมาขยายผลตลอดเวลา และกลุ่มขวาสุดโต่งเหล่านี้ขยายตัวได้รับความนิยมมากขึ้น พวกเขาดูจะมีประเด็นร่วมกับกลุ่มอื่น ๆ ทำให้เส้นแบ่งระหว่างกลุ่มขวาจัดกับกลุ่มกลาง ๆ ค่อนข้างเบลอมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอังกฤษ หลายเรื่องแทบจะแยกกันไม่ออกระหว่างแนวทางของพรรคขวาจัดกับพรรคคอนเซอร์เวทีฟเอง ในยุโรป พรรคการเมืองขวาจัดได้พื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ นักการเมืองขวาจัดของฝรั่งเศสเองก็เคยพูดประเด็นเรื่องทีมชาติฝรั่งเศสไม่มีผู้เล่นที่เป็นคนพื้นถิ่นหมายถึงคนขาว และแม้แต่คนอย่างอดีตนายกรัฐมนตรีสเปนยังเอ่ยถึงเรื่องนี้ได้ การที่พวกเขายังยืนกรานเรื่องความเป็นชาติที่อยู่บนฐานของสีผิวและเผ่าพันธุ์ มันจึงเป็นปัญหากับทิศทางของสังคม
ขณะที่ชาวยุโรปอีกส่วนพูดถึงทิศทางความเป็นชาติที่ทุกคนร่วมสร้างสังคมที่หลากหลายที่มีคุณค่าร่วมกันเช่นในเรื่องสิทธิมนุษยชนและอื่น ๆ และสังคมที่ความเป็นคนของประเทศนั้น ๆ ไม่ได้อยู่ที่สีของผิว ความคิดสองแนวทางเช่นนี้จึงขัดกัน และมันหมายความว่า ยุโรปยังมีงานต้องทำอีกมากในการหลอมรวม และรับมือความท้าทายนี้
สิ่งที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนี้ท้ายที่สุดมันจะเกิดกับที่อื่น ๆ ด้วยเพราะความเป็นชาติในปัจจุบันแทบจะไม่มีชาติใดที่มีคนเชื้อสายเดียวแบบบริสุทธิ์ ส่วนใหญ่มีลักษณะผสมผสานและหลากหลายทั้งสิ้นรวมถึงไทยและประเทศรอบบ้าน เช่นเดียวกันกับยุโรปที่ประเทศต่าง ๆ ต้องสร้างฉันทานุมัติให้ได้ว่าชาติในปัจจุบันของพวกเขาไม่ได้นำโดยชาตินิยมที่ตอกย้ำความเป็นคนผิวขาว นอกจากนั้นประเด็นที่เป็นปัญหาใหญ่อีกอย่างคือเรื่องประวัติศาสตร์ซึ่งเรื่องราวแบบเดิม ๆ ที่เน้นการไล่ล่าอาณานิคม การเอาชนะและครอบครองดินแดนอื่น ๆ เป็นเรื่องเตือนความทรงจำของคนรุ่นใหม่ของตนเองที่เป็นคนสีผิวและผิวดำถึงอดีตของการถูกไล่ล่ากดขี่ และบรรพบุรุษที่ถูกค้าเป็นทาส ข้าวของที่ถูกริบและระบบการปกครองดั้งเดิมของพวกเขาที่ถูกล้ม ความทรงจำที่ขัดกันของพลเมืองรุ่นใหม่คือความท้าทายลำดับต้น ๆ ว่า สังคมเหล่านี้จะรอมชอมกันอย่างไรชนิดที่ไม่ทำให้คนผิวขาวที่ภาคภูมิใจกับความยิ่งใหญ่ในอดีตรู้สึกว่าถูกลบลืมสิ่งเหล่านั้น ขณะที่ลูกหลานผิวสีหรือผิวดำที่สืบทอดความทรงจำจากดินแดนที่ถูกไล่ล่าที่กลายมาเป็นประชากรปัจจุบันก็ไม่บาดหมางใจจนต้องกล้ำกลืนกับความเป็นประชากรของชาตินั้น ๆ อัตลักษณ์ตัวตนของพวกเขาจะอยู่ที่ไหน ในทางความเป็นจริง ประเทศเหล่านี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาทางเดินหน้าไปให้ได้กับสิ่งที่มีอยู่
ในแง่นี้การพูดว่า ฝรั่งเศสเป็นสังคมไม่มีสีผิว จึงเป็นคำกล่าวที่ใหญ่มาก
สิ่งที่ยุโรปตะวันตกกำลังเดินไปข้างหน้าจึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมากสำหรับบรรดาประเทศต่าง ๆ รวมถึงไทยและเพื่อนบ้านทั้งหลายซึ่งต่างก็มีคนหลายเชื้อชาติ อย่าลืมว่าเมียนมาไม่ได้มีแต่คนพม่าหรือ Burman แต่มีกลุ่มชาติพันธุ์กว่าร้อยกลุ่ม ไทยเองก็มีระหว่าง 60-70 กลุ่ม กัมพูชาร่วม 20 ฟิลิปปินส์มีกว่า 170 และอินโดนีเซียมีเกินพัน เมื่อเราดูยุโรปตะวันตกแล้วย้อนกลับมาดูตัวเองจึงพบว่า ความท้าทายแบบเดียวกันนี้ก็เป็นความท้าทายของสังคมไทยและรอบบ้านด้วย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ตามประสาคนที่สนใจปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ซึ่งที่นั่นมีคนเชื้อชาติอื่นนอกเหนือจากไทยอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดคือมลายู ความท้าทายของรัฐไทยในการสร้างอัตลักษณ์ร่วมก็มีหลายอย่างคล้ายคลึงสังคมอื่น ๆ ไม่ว่าเรื่องชาติพันธุ์ที่แตกต่าง และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่ขัดกันกับประวัติศาสตร์ในพื้นที่อย่างสิ้นเชิง เรารับมืออย่างไร จึงจะทำให้ความเป็นรัฐชาตินี้ยังมีนัยสำคัญกับชีวิตของคนทุกคน

ผู้สื่อข่าวอิสระที่สนใจปัญหาสิทธิมนุษยชน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องราวของความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพ

"เด็กน้อยผู้รักการตั้งคำถาม ขับเคลื่อนชีวิตด้วยศิลปะและเพลงปลุกใจ อยากรักทุกคนให้ได้ แสวงหาการเข้าใจตนเองและผู้อื่น ความฝันคือได้ใช้ชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรี"

แต่ละวันกับการค้นหาตัวเอง เก่งบ้าง ไม่เก่งบ้าง ลองไปเรื่อยกับประสบการณ์ที่คุ้นหน้า บ้างก็ไม่คุ้นตา ตื่นเต้นกับการได้เจอพรุ่งนี้อยู่ทุกคืน