
เมื่อ “สูงวัยสุดขีด” (Super Aged Society) กำลังจะเป็นฝันร้ายในสังคมไทย เพราะยังไม่มีนโยบายรับมือที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่จะนำไปสู่การดำเนินงานได้จริงในท้องถิ่น ทว่าคุณภาพชีวิตที่เปราะบางคงไม่ได้จำกัดแค่ผู้สูงอายุหาก แต่เป็นเรื่องของเราทุกคนในสังคมต้องเผชิญร่วมกัน
เป็นที่น่าสังเกตุว่า หนึ่งใน 5 เสาหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 พูดถึง ‘ทุนมนุษย์’ ในการพัฒนาทักษะด้านแรงงานของผู้คน ส่งเสริมการดึงแรงงานสูงวัย แรงงานนอกระบบและแรงงานที่ถูกทำให้เกษียณก่อนวัยกลับเข้ามาสู่ระบบแรงงาน เสียงสะท้อนว่า ‘ต้องทำให้สูงวัยได้ออกจากบ้าน’ กำลังถูกตั้งคำถามถึงคุณภาพชีวิตของคนในสังคมที่ไม่ปรากฏในน้ำเสียงของแผนพัฒนาระดับชาติ แต่กลับเป็นเป้าหมายของรัฐบาล ว่าประชากรต้องถูกพัฒนาขีดความสามารถแม้ในวัยเกษียณ
เมื่อสังคมสูงวัยกำลังเป็นโจทย์ที่ท้องถิ่นแต่ละที่เผชิญร่วมกัน บางพื้นที่ผู้สูงวัยกำลังมีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่ที่จะโอบรับคนทุกช่วงวัย … แต่สำหรับบางพื้นที่ ไม่มีเสียงเด็กร้องมานานแล้ว ท้ายที่สุด อาจกลายเป็นระเบิดเวลาที่ส่งผลต่อสังคมไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้

รศ.ดร. ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวถึงความท้าทายในการรับมือสังคมสูงวัย ว่าวันนี้สังคมไทยไม่ได้เริ่มต้นพูดคุยถึงการรับมือสังคมสูงวัย แต่เป็นปัญหาที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนานว่าจะส่งผลกระทบถึงสังคมในอนาคต ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลไกที่รองรับปัญหาสังคมสูงวัยโดยตรงคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีส่วนสำคัญในการรับมือวางแผนว่า สังคมจะอยู่ร่วมกันอย่างไรในภาวะที่มีผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น
“หากเราปล่อยปัญหาเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ และรอโอกาสโดยไม่สร้างมาตรการเชิงรุกต่อการปรับตัวต่อสังคมสูงวัย ท้ายที่สุด มันจะกลายเป็นระเบิดเวลาที่ส่งผลอย่างมากต่อสังคมไทย”
รศ.ดร. ปุ่น กล่าวเสริมว่า หากยังไม่มีการเดินหน้ารับมือสังคมสูงวัยอย่างเป็นรูปธรรม ความเปราะบางของสภาวะสังคมสูงวัยจะรุมล้อมท้องถิ่นในหลายพื้นที่ ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากรที่เข้ามารับผิดชอบ และหน่วยงานที่เข้ามาร่วมสนับสนุนการทำงานของท้องถิ่น

ตั้งแต่ปี 2564 เป็นเวลากว่าห้าปีที่ประชากรไทยมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าการเกิด ศ.ดร. เกื้อ วงศ์บุญสิน อดีตผู้อำนวยการสถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยข้อมูลตัวเลขประชากรในแต่ละช่วงอายุ และกล่าวถึงความกังวลนอกเหนือไปจากจำนวนผู้สูงวัยและอัตราการเกิด แต่คือคนวัยทำงานในช่วงอายุ 43-59 ปี จำนวน 18 ล้านคนที่กำลังเผชิญปัญหาการถูกให้ออกจากงานจากการที่หลายองค์กรเลือกใช้ปัญญาประดิษฐ์ และแรงงานนอกระบบจำนวน 20 ล้านคน เป็นสองกลุ่มแรงงานหลักที่ถูกทำให้ออกจากงานก่อนวัยเกษียณ และภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำเป็นต้องเข้ามาสนับสนุนทางด้านทักษะอาชีพ และสร้างพื้นที่การทำงาน ที่อาชีพคือมูลค่าที่เปลี่ยนคุณค่าของผู้คน ให้สามารถเป็นกำลังแรงงานสำคัญที่จะทำงานให้กับระบบต่อไป
หนึ่งในแรงผลักดันการออกแบบนโยบายด้านสังคมสูงวัย คือข้อมูลที่ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาไปเป็นนโยบายให้ท้องถิ่นสามารถนำไปปรับใช้ได้ ศ.นพ. สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวย้ำถึงข้อสุรปทางด้านวิจัยตลอดระยะที่มีการติดตามสถานการณ์สังคมสูงวัย ว่าการทำงานด้านสังคมสูงวัยจะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นกลไกหลัก เพื่อสร้างบุคลากรที่มีบทบาทดูแลผู้สูงวัยในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด อย่าง อสม. และ อสส. ที่ดูแลด้านการพยาบาลและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัยในแต่ละพื้นที่ เมื่อชุมชนสามารถสะท้อนความต้องการของคนในพื้นที่ออกมาได้ ก็จะสามารถร่วมออกแบบโครงสร้างทางสังคมที่รองรับการใช้ชีวิต และการดูแลที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

เป้าหมายหนึ่งของการออกแบบนโนบายสังคมสูงวัย คือสังคมที่ไม่ได้รองรับเฉพาะผู้สูงวัย แต่เป็นสังคมที่สามารถโอบรับคนได้ทุกช่วงวัย แต่แนวทางไปสู่สังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ ยังคงต้องการแรงขับเคลื่อนให้เกิดการทำงานในระดับท้องถิ่นอย่างจริงจัง
ดร. ภัทรพร เล้าวงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนพัฒนาสังคม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้ข้อเสนอการทำงานรับมือสังคมสูงวัยที่ผ่านมาว่าประเทศไทยออกแบบนโยบายในระดับชาติ แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังท้องถิ่น ให้แต่ละพื้นที่สามารถมองเห็นบริบทสังคมสูงวัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง และผลักดันโครงการที่เกี่ยวข้องกับสังคมสูงวัยได้สำเร็จ
“ความมั่นคงทางด้านรายได้ อยู่สบาย สุขภาพดี” ยังเป็นวิธีคิดเชิงนโยบายที่ ดร. ภัทรพร มองว่าแนวทางของการจะไปสู่สังคมสูงวัย หรือสังคมอายุยืนที่มีคุณภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องด้วยแต่ละพื้นที่กำลังเผชิญสังคมสูงวัยในที่แตกต่างกันออกไป หนึ่งในแนวทางที่รัฐสามารถดำเนินการได้ คือจัดกลุ่มประเภทของสังคมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ก่อนวางรูปแบบการดำเนินงานให้ท้องถิ่นสามารถนำไปประยุกต์ต่อได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนพัฒนาสังคมยังกล่าวเสริมว่า จำเป็นต้องมีการจัดกลุ่ม และดูแลให้บริการอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญให้ท้องถิ่นที่พร้อมรับสังคมสูงวัย ผ่านการพัฒนา ‘ระบบนิเวศของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 ที่กำลังอยู่ในช่วงยกร่างฯ พิจารณาในรายละเอียด ซึ่งมีความสำคัญในด้านการเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน จากมุมมองตั้งต้นเรื่องสังคมสูงวัย

“เรื่องของสังคมสูงวัยจะมีจำนวนประชากรในบางกลุ่มคนลดลง โดยเฉพาะวัยเด็กกับวัยแรงงาน ในเสาหลักแรกของแผนเราจึงส่งเสริมการมีจำนวนประชากรรองรับการพัฒนาประเทศ”
แม้เสาหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะมีการกล่าวถึงการเพิ่มจำนวนประชากรเป็นอันดับแรก นอกเหนือจากนั้นยังให้ความสำคัญกับการปรับแนวคิดและรูปแบบการจัดการการศึกษา ปรับกลไกการพัฒนาทักษะแรงงาน และวางรากฐานสวัสดิการที่มั่นคง ซึ่งเป็นข้อเสนอที่สะท้อนผ่านในเวทีการพูดคุย ว่ามีส่วนสำคัญในการดึงศักยภาพของผู้สูงวัยผ่านการทำงานของท้องถิ่น เช่น โรงเรียนผู้สูงวัย การเก็บข้อมูลและสนับสนุนด้านระบบสุขภาพของผู้สูงวัยในท้องถิ่น ซึ่งในหลายพื้นที่เป็นประจักษ์พยานว่าการทำงานด้านสังคมสูงวัยสามารถดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอความพร้อมของงบประมาณ หรือนโยบายจากทางภาครัฐ
เมื่อมองย้อนกลับมาที่เป้าหมายของท้องถิ่นจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการเดินหน้าเรื่องสังคมสูงวัย ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายพื้นที่ยังติดข้อจำกัดเรื่องการสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมไปถึงการเข้าถึงองค์ความรู้ที่จะสามารถนำมาสนับสนุนการทำงานได้จริง
ในประเด็นนี้ รศ.ดร. สายฝน สุเอียนทรเมธี คณบดีวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเสริมว่าจากงานวิจัยกว่า 2,000 งานที่ศึกษาเกี่ยวกับสังคมสูงวัย แต่กลับมีข้อมูลจากงานศึกษาจำนวนน้อยมากที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่
รศ.ดร. สายฝน อธิบายว่า โครงการวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มีทั้งโครงการที่ศึกษาเกี่ยวกับนวัตกรรมการดูแลสุขภาพ กฎหมายหรือนโยบาย และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับ หรือปฏิรูประบบบริหารสังคมสูงวัย แต่คุณภาพของงานวิจัยกลับไม่สอดรับกับปริมาณ ซึ่งเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น งานวิจัยไม่มีคุณภาพ หรืองานวิจัยสื่อสารไม่ครบถ้วน แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุด คือการที่ท้องถิ่นไม่สามารถเข้าถึงงานวิจัยเหล่านั้นได้ รวมถึงท้องถิ่นไม่สามารถนำงานวิจัยไปใช้ในชุมชน แม้งานวิจัยนั้นจะมีประโยชน์มากก็ตาม
ดังนั้น ข้อเสนอที่จะทำให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในท้องถิ่น ผู้วิจัยจำเป็นต้องค้นหาปัญหาจากในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงความเชี่ยวชาญของนักวิจัย เพื่อให้โครงการวิจัยนั้น ๆ สามารถตอบโจทย์ของปัญหาและมีแนวทางแก้ไขให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในข้อยืนยันที่ว่า ‘สังคมไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากงานวิจัยที่ดี ให้เป็นงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง’ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานวิจัยตั้งแต่การยื่นโจทย์วิจัย ให้นักวิจัยร่วมศึกษากับชุมชน ใช้วิธีการเก็บข้อมูลที่เหมาะสมกับพื้นที่ ชุมชนสามารถหยิบยกข้อมูลไปปรับเปลี่ยนเป็นการทำงานในพื้นที่ให้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งอาจสนับสนุนให้ชุมชนสามารถออกแบบนโนบายด้านสังคมสูงวัยที่เหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องรอคอยการกำหนดทิศทางจากทางรัฐบาล
รศ.ดร. สายฝน เน้นย้ำว่าหลายชุมชนกำลังก้าวเข้าสู่สังคมอายุยืน ซึ่งเป็นแนวทางให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิตบนความยั่งยืนด้านรายได้ มีสุขภาพและการเป็นอยู่ที่ดีแต่งานวิจัยจำนวนมากในปัจจุบัน กำลังมองไปถึงการทำงานภายใต้สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด ซึ่งมีรายละเอียดของความท้าทาย อย่างการกำหนดกฎหมายและหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลัก หนึ่งในสิ่งที่รัฐบาลควรพิจารณาเร่งดำเนินการ คือการปรับแก้พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ที่ไม่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน และมีส่วนสำคัญที่หล่นหายไปคือ ระบบเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการทำงานของกลุ่มผู้สูงอายุ
“เรามี พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ตอนนี้สังคมไทยกำลังก้าวเข้ามาสู่สังคมสูงอายุยืนหรือสังคมสูงวัยขั้นสุดยอด แต่กฎหมายนั้นก็ใช้มาแล้วกว่า 20 ปีแล้ว มันล้าสมัยหรือไม่ หรือเราจำเป็นต้องปรับ พ.ร.บ. อื่น ๆ ด้วยไหม เราต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจด้วยไหม จะทำอย่างไรให้ Longevity Economy เกิดขึ้นจริง รัฐจะสนับสนุนได้อย่างไร หรือควรเปิดช่องทางให้ท้องถิ่นทำได้เอง” รศ.ดร. สายฝน กล่าว
เป็นที่แน่ชัดว่า ในอีกไม่เกินสิบปีข้างหน้านี้ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด กอบกุล กวั่งซ้วน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สุงอายุ กล่าวว่าเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในหลายประเด็นที่จะต้องมีแนวทางการทำงานรับมือสังคมสูงวัย สำหรับบทบาทของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นั้น ไม่ได้เพียงวางแนวทางรับมือกับจำนวนผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องการส่งเสริมและวางรากฐานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
ทิศทางนโยบายการขับเคลื่อนงานของกรมกิจการผู้สูงอายุ ดำเนินการวางแผนทำงานตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพในการทำงาน ผลักดันเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนผู้สูงวัยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ เนื่องด้วยงานวิจัยจากหลายหน่วยงานชี้ชัดว่า ผู้สูงวัย 1 ใน 3 มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ตอกย้ำวาทกรรมในสังคมไทยว่า ‘สูงวัยแก่ก่อนรวย’ และไม่สอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการเป็นสังคมอายุยืนทางด้านรายได้และคุณภาพชีวิต

บทบาทท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในพื้นที่ คือการจัดตั้งหลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุ ที่หน่วยงานท้องถิ่นสามารถยื่นขอความประสงค์พัฒนาหลักสูตรกับกรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งกระทรวง พม. เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร ภายใต้ความสนใจร่วมกันของชุมชน
ส่วนสำคัญต่อมาคือระบบการดูแลและคุ้มครองผู้สูงอายุที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการรองรับจำนวนผู้สูงวัยในภาวะพึ่งพิงที่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ดูแล เข้าถึงสวัสดิการรักษาพยาบาล สิทธิที่อยู่อาศัยปลอดภัย และการออกแบบเมืองที่จะรองรับการใช้ชีวิตของกลุ่มคนที่หลากหลาย ไม่ใช่เฉพาะการออกแบบเมืองเพื่อคนสูงวัย
บทบาทของกระทรวง พม. คือการวางแนวทางประกาศใช้กฎหมาย เพื่อให้แต่ละหน่วยงานสามารถดำเนินงานสนับสนุนการรับมือสังคมสูงวัยอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การทำงานคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ โดยเน้นย้ำว่าจำเป็นต้องมีการปรับแก้ในรายละเอียดของ พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานในปัจจุบัน
แผนพัฒนาข้างต้นเกี่ยวเนื่องกับมติ ครม. วันที่ 21 มกราคม 2568 ที่มอบหมายให้ พม. เป็นหน่วยงานรวบรวมฐานข้อมูลด้านสิทธิสวัสดิการผู้สูงอายุรายบุคคล โดยหวังให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับ ป้องกันการตกหล่นสิทธิสวัสดิการของผู้สูงอายุ ที่ควรได้รับสิทธิสวัสดิการของรัฐอย่างทั่วถึง แต่ในปัจจุบัน ข้อมูลที่กระทรวงมีอยู่ สามารถทราบเพียงว่าประชากรแต่ละรายมีสิทธิได้รับสวัสดิการใด แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า มีการได้รับสิทธิที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่
สังคมสูงวัยยังเป็นประเด็นที่ต้องการแรงผลักดันจากหลายหน่วยงาน แม้จะชี้ชัดว่าท้องถิ่นต้องเป็นหน่วยงานหลักในการทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อยกระดับสังคมจากสังคมสูงวัยให้เป็นสังคมอายุยืน
แม้หลายท้องถิ่นจะสามารถดำเนินการภายใต้ทรัพยากรที่มีในพื้นที่ได้สำเร็จ แต่ก็ยังคงต้องการแรงสนับสนุนจากรัฐบาลในการวางทิศทางด้านบุคลากรและองค์ความรู้ ไปจนถึงส่วนที่อาจมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญรองลงมาอย่างงบประมาณ ที่จะผลักดันการดำเนินงานสังคมสูงวัยในท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพ
‘สามารถทำงานด้านสังคมสูงวัยโดยไม่ต้องรอรัฐบาล’ สำหรับบางพื้นที่ จึงยังเต็มไปด้วยความท้าทายและปัญหา ที่ไม่เอื้อให้ท้องถิ่นตัดสินใจเดินหน้าทำงานได้โดยง่าย เพราะความซับซ้อนของปัญหาสังคมสูงวัย ต้องถูกเข้าใจอย่างรอบด้านและมีแรงสนับสนุนในหน่วยงานท้องถิ่นผลักดันให้เกิดเป็นสังคมอายุยืนอย่างมีคุณภาพ
รับชมเสวนา : พลิกเกมท้องถิ่นร่วมสร้าง Age-friendly Cities

กองบรรณาธิการที่มีคนหลากหลายรุ่น หลากหลายความสนใจ แต่มีเป้าหมายเดียวกันที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น