
อะดรีนาลีนในร่างกายเริ่มสูบฉีด ก้นร้อนจนนั่งไม่ได้ ใจสั่นจนแทบหลุดออกจากทรวงอก
เมื่อดินแดนไทยถูกรุกล้ำ หลายคนอยากหยิบด้ามขวานไปสัมผัสกับไอ้พวกบั่นทอนความเป็นชาตินั่น
แม้จะไม่เห็นด้วยกับอะไรก็ตามที่ตรงข้ามกับสันติวิธี แต่เศษเสี้ยวประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างใหม่โดยจอมพล ป. พิบูลสงครามและเหล่าชนชั้นนำ ได้สลักความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ลงเนื้อหนังของเราจนแทบลบไม่ออก ผลิตซ้ำความโกรธเกรี้ยวและวาทกรรมเสียดินแดน จนคำถามอีกประการที่สำคัญว่า ‘ดินแดนที่เสียเป็นของเราจริงหรือ?’ รางเลือนจนแทบไม่สลักสำคัญ
ชิงแดนแม่น้ำโขง : ประวัติศาสตร์เสียดินแดน ฉบับวิวาท(กรรม) ของ ฐนพงศ์ ลือขจรชัย พาเราไปสำรวจคำถามดังกล่าวผ่านการเผชิญหน้าระหว่างลูกแกะสยามกับหมาป่าตะวันตกและการเสียดินแดนครั้งที่ 10 บริเวณฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง, ครั้งที่ 11 บริเวณฝั่งขวาแม่น้ำโขง และครั้งที่ 12 ที่พระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ที่จะขอยกมาอธิบายแบบรวบรัดไว้ถัดจากนี้

“พวกล่าเมืองขึ้นฝรั่งและศักดินาสยามได้ปะทะกัน
และต่อรองกันบนแผ่นดินลาวเพื่อผลประโยชน์ของพวก
แต่ผู้ที่รับเคราะห์กว่าใครทั้งหมดคือประชาชนลาวที่สูญเสียเอกราชลาว”
“ตามสัญญาวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1893 สัญญาดังกล่าวได้แบ่งประเทศลาวเป็นสองส่วน
ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงขึ้นอยู่กับการปกครองของฝั่ง
ส่วนฝั่งขวาแม่น้ำโขงเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ขึ้นกับการปกครองของสยาม”
ข้อความข้างต้นปรากฏในแบบเรียนของคนลาว สะท้อนการรับรู้และความรู้สึกเสียดินแดนของชาติลาว ขณะที่ชาติไทยก่อนหน้านั้นเชื่อว่าไม่มีฝั่งซ้ายหรือขวาแม่น้ำโขง ไม่มีฝั่งลาว ฝั่งสยาม แต่เป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ปกครองแบบหลวม ๆ ของรัฐบาลที่กรุงเทพฯ
หากแต่ต้องเสียดินแดนไปเพราะการโจมตีของฝรั่งเศสที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในค.ศ. 1893 หรือวิกฤตปากน้ำ ร.ศ. 112 ทำให้สยามสูญเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงซึ่งกินอาณาบริเวณของประเทศลาวในปัจจุบันประมาณ 90% ให้กับฝรั่งเศส วิกฤตปากน้ำ ร.ศ. 112 ยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงความสัมพันธ์ของหมาป่าตะวันตกทั้งสองอย่างฝรั่งเศสกับอังกฤษ จนเป็นเหตุผลสำคัญที่สยามสูญเสียดินแดนในอีกสองครั้งถัดมา
“ความรู้สึกเสียดินแดนของ ‘ชาติ’ นับเป็นปัญหาต่อการเจรจาเขตแดนเสียยิ่งกว่าปัญหาเชิงกฎหมายหรือข้อเทคนิคใด ๆ ในพื้นที่ … แต่ก็สามารถเจรจาและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีมาตลอด … คำถามสำคัญคือ เหตุใดในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ทั้งไทยและลาวส่วนใหญ่ต่างก็คิดว่าตนเป็นผู้เสียดินแดน … ทำไมจึงมีแต่ผู้เสีย และใครคือผู้ได้ดินแดนเหล่านี้ไป” – ย่อหน้าหนึ่งในหนังสือ

ฐนพงศ์ค้นพบว่า ดินแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะการปกครองแบบมณฑล (mandala) ที่มีความผันผวนทางพื้นที่สูง ขยายหรือหดตัวไปตามอำนาจหรือบารมีของกษัตริย์ เมืองเล็ก ๆ จะสวามิภักดิ์ต่อเจ้าเมืองที่มีบารมีสูงกว่า ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงมากเท่าไรอำนาจก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น หากไกลจากเมืองหลวงมากเท่าไรอำนาจในการปกครองก็น้อยลงเท่านั้น คล้ายแสงเทียน
ซึ่งรูปแบบการปกครองแบบนี้ทำให้ไม่มีเขตแดนที่ชัดเจนตายตัว การนำเขตแดนของรัฐชาติสมัยใหม่เข้าไปทาบ จึงมิอาจบ่งบอกลักษณะในพื้นที่ เขตการปกครอง หรืออำนาจเหนือดินแดนได้ชัดเจนนัก เขาเชื่อว่าความรับรู้เรื่องเขตแดนของฝรั่งเศสและสยามในวิกฤตปากน้ำ ร.ศ. 112 เป็นข้อเท็จจริงสำคัญว่าเขตแดนที่ถูกต้องคือแบบใด และอาจนำไปสู่ความรู้สึกเสียดินแดน (หรือไม่เสีย?) ของชนชั้นนำสยาม
ดินแดนแม่น้ำโขงช่วงก่อนวิกฤตปากน้ำ ขณะนั้นยังไม่มีประเทศที่ชื่อลาว ดินแดนตรงนั้นประกอบด้วยเมืองเล็ก ๆ จำนวนมาก ที่ถูกครอบครองโดยสยามและเวียดนามทั้งทางตรงและทางอ้อม ดินแดนเหล่านั้นเปลี่ยนมือกันอยู่หลายครั้งระหว่างสยามกับเวียดนาม ซึ่งข้อเท็จจริงเรื่องเขตแดนระหว่างสยามและเวียดนามนั้นเป็นข้อมูลสำคัญในการเจรจาเขตแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศส
ภายหลังที่เวียดนามทำสงครามกับฝรั่งเศสจนเวียดนามไม่อาจขยายอิทธิพลต่อไปได้ สยามใช้ช่วงเวลาดังกล่าวส่งทหารและข้าหลวงไปยังเมืองเล็กต่าง ๆ เพื่อทำแผนที่และยืนยันสิทธิของสยามเหนือเมืองเหล่านั้น ขณะที่ฝรั่งเศสก็อ้างสิทธิแทนเวียดนามและต้องการยืนยันอำนาจของตนเหนือเมืองเหล่านั้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ทั้งสยามและฝรั่งเศสก็ทราบว่าพื้นที่ในข้อพิพาทนั้นเป็น ‘เมือง 2 ฝ่ายฟ้า’ หรือเมืองที่ส่งบรรณาการให้แก่สยามและเวียดนาม แต่ด้วยระเบียบโลกใหม่ขณะนั้นไม่ยอมรับพื้นที่ลักษณะนี้ เขตแดนจะต้องถูกเปลี่ยนอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐใดรัฐหนึ่ง ซึ่งหลายพื้นที่ตกมาเป็นของสยามในช่วงเวลาที่เวียดนามรบกับฝรั่งเศส จึงถูกใช้เป็นข้อโต้แย้งในการเจรจาเรื่องเขตแดนระหว่างสยามและฝรั่งเศสในเวลาต่อมา
ในหนังสืออธิบายข้อโต้แย้งและการเจรจาไว้อย่างละเอียด แต่ในที่สุดฝรั่งเศสตัดสินใจเลิกเจรจา ในความเห็นของฐนพงศ์ อำนาจที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว การเจรจาระหว่างสยามและฝรั่งเศสจึงไม่เคยอยู่ในสถานะที่เท่าเทียมตั้งแต่แรก จนนำมาสู่วิกฤตปากน้ำ ร.ศ. 112 ในวันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1893 ที่ฝรั่งเศสยื่นคำขาดต่อสยามให้ยกกรรมสิทธิ์ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศส
ดังที่กล่าวไป หากดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงไม่ใช่ของสยามตั้งแต่แรก เราจะเรียกว่าเป็นการเสียดินแดนได้หรือไม่อย่างไร อย่างไรก็ดี ฐนพงศ์อธิบายว่าวิกฤตปากน้ำ ร.ศ. 112 สร้างบาดแผลให้กับชนชั้นนำสยามเป็นอย่างมาก มีรายงานปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรอย่างหนักและมีอาการเศร้าหมอง
ส่วนการเสียดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง ฐนพงศ์ค้นพบท่าทีของสยามที่ว่า ‘สยามไม่ได้หนักใจในเรื่องนี้นัก’ เพราะพบรายงานว่าลาวเข้ามาปกครองดินแดนดังกล่าวอยู่แล้วในทางพฤตินัย อีกทั้งยังมองว่าใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนในการเจรจาเขตแดนอื่น ๆ ได้อีกด้วย การเจรจาเขตแดนฝั่งขวานี้จึงจบไปอย่างรวดเร็ว
แต่ข้อพิพาทสำคัญในการเจรจาหลังจากนี้ คือ การถอนทหารและคืนเมืองจันทบุรีให้กับสยาม หลังจากที่ถูกยึดพื้นที่ไปโดยฝรั่งเศสในวิกฤตปากน้ำ ร.ศ. 112 โดยฝรั่งเศสจะคืนเมืองจันทบุรีให้ก็ต่อเมื่อได้เมืองตราดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกัมพูชาเป็นการตอบแทน

“ตราดเป็นเมืองของสยาม เป็นที่พำนักอาศัยของประชาชนชาวสยาม
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าจะต้องเสียดินแดนของข้าพเจ้าเอง
ข้าพเจ้ายอมที่จะยกดินแดนกัมพูชาเพิ่มให้ มากกว่าที่จะยอมละทิ้งประชาชนของข้าพเจ้า”
การเจรจาเขตแดนส่วนนี้ค่อนข้างร้อนแรงแต่ก็ชัดเจนในเวลาเดียวกัน สยามกับฝรั่งเศสตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนขึ้นเพื่อสำรวจและปักปันเขตแดน ทว่าเมื่อได้เข้าสำรวจเมืองตราดและรับมอบเมืองตราดจากสยาม ปรากฏว่าประชากรในเมืองตราดล้วนเป็นคนไทยไม่ใช่ชาวเขมร สร้างความงุนงงให้กับคณะสำรวจฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก การผนวกเมืองทั้งสองจึงเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน
ภูมิศาสตร์ของเมืองตราดมีคุณค่าด้านยุทธศาสตร์ต่อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงก็ไม่มีคุณค่าใด ๆ ต่อฝรั่งเศส จึงมีความความพยายามแลกเมืองคืนแก่สยาม โดยเสนอว่าควรแลกเมืองตราดและเมืองด่านซ้ายของแม่น้ำโขง (จังหวัดเลย) กับเมืองเสียมราฐ ประจวบเหมาะกับพระเจ้าศรีสวัสดิ์แห่งกัมพูชาได้ทวงถามประธานาธิบดีฝรั่งเศสถึงสัญญาการนำเมืองพระตะบองและเมืองเสียมราฐคืนสู่กัมพูชา ข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นจึงถูกนำมาใช้ โดยจะขอแลกเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ กับการคืนเมืองด่านซ้ายและเมืองตราดให้กับสยาม

ฐนพงศ์พบว่า ตามบันทึกความทรงจำเรื่องเมืองพระตะบองของกรมพระยาดำรงราชานุภาพในช่วงทศวรรษ 1900 เจ้าเมืองพระตะบองสงสัยว่า ทำไมฝรั่งเศสจึงไม่ยึดเอาเมืองพระตะบอง ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพเห็นว่าฝรั่งเศสกลัวจะเสียผลประโยชน์มากกว่าได้ กล่าวคือหากประชาชนในพระตะบองไม่นิยมฝรั่งเศสก็คงเกิดจราจล จึงเกิดเป็นทางเลือกสองทาง ได้แก่ ปรับปรุงเมืองพระตะบองให้ดีขึ้น หรือปล่อยมันทิ้งไว้เสียอย่างนี้ เพื่อไม่ให้เกิดประโยชน์ต่อฝรั่งเศสหากพวกเขาจะยึดดินแดน
ฐนพงศ์ไม่พบว่าเลือกทางใด แต่หากพิจารณาจากรายงานที่เกิดขึ้นในทศวรรษนั้น จะเห็นได้ชัดเจนว่าสยามเลือกหนทางที่สอง และมีข้อสังเกตอีกว่าสยามปล่อยให้ชาวกัมพูชาปกครองดินแดนด้วยตนเอง
หนังสือสัญญา ค.ศ. 1907 ระบุว่า สยามยกดินแดนบริเวณเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้กับฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองตราด เมืองด่านซ้าย รวมถึงเกาะมากมายใต้แหลมสิงห์จนถึงเกาะกูดให้สยาม ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่รัฐสภาฝรั่งเศสพิจารณาว่าทำให้ศักราชแห่งปัญหาความยุ่งยากกับสยามปิดฉากลงไปตลอดกาล
จากบริบทที่ถูกแจกแจงจากฐนพงศ์ ชวนให้คิดไปว่าการวิวาทกันเรื่องชิงดินแดนไม่ใช่เพียงเรื่องของใครข้ามมา หรือเราข้ามไปเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องบริบทความเป็นเจ้าของที่แท้จริงภายใต้ความขัดแย้งนั้น ที่มักไม่ถูกกล่าวถึงในการวิวาทกรรม ฐนพงศ์พบความรู้สึกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่แสดงอยู่ในพระราชหัตถเลขาว่า ‘น้อยคนนักจะรู้ว่าดินแดนเหล่านี้เป็นของสยามมากน้อยเพียงใด’
“เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่ข้อกังวลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
กลายเป็นความจริงภายใต้อุดมการณ์ชาตินิยมสุดโต่งในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม
เรื่องราวการเสียดินแดนเพื่อรักษาเอกราช การตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกายถูกนำมาเป็นเรื่องเล่า”

“สองฝั่งโขงเป็นของเรา”
“มณฑลบูรพานี่ก็เป็นของเรา”
กระแสชาตินิยมรุนแรงแพร่สะพัดไปทั่วสยามที่ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นไทย ความรู้สึกสูญเสียดินแดนถูกทำให้เป็นรูปร่างขึ้นผ่านตามกระบวนทัศน์สื่อรูปแบบต่าง ๆ ทั้งข่าว แบบเรียน ละคร นิยาย และอีกมาก
ฝังรากลึกในหัวจิตหัวใจของคนในชาติ ปิดบังความจริงอีกชุดที่แทบค้นหาไม่เจอในยุคสมัยหนึ่ง
“ความรู้สึกเสียดินแดนในหมู่ชนชั้นนำสยามถูกทำให้กลายเป็นความรู้สึกร่วมของประชาชน ผ่านกระบวนการสร้างชาติที่มีประสิทธิภาพ เป็นกระบวนการทำให้ชนชั้นล่าง (ประชาชน) รู้สึกร่วมไปกับชนชั้นนำ หรือหลอมรวมวิถีชีวิตของสองชนชั้นที่ไม่เคยจะบรรจบกันให้กลายเป็นวิถีทางการเมืองเดียวกันภายใต้ความทรงจำใหม่ของรัฐชาติ” ฐนพงศ์เขียนไว้ในบทหนึ่ง
คงไม่มีใครคิดว่ากระบวนการสร้างชาติจะมีประสิทธิภาพได้ถึงเพียงนี้ ปัจจุบันที่ความเป็นชาติรุกล้ำไปมากกว่าเขตแดนของประเทศ กัดกร่อนไปถึงเนื้อตัวของมนุษย์ที่ต่างกันเพียงเชื้อชาติที่ประดับอยู่บนเอกสาร กัดกินไปสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่เพียงเพราะพวกเขาไม่ได้อยู่บนดินแดนบ้านเกิด
ผู้เขียนชักไม่แน่ใจว่าแล้วชาติที่เราสร้างนั้นมาถูกทางรึเปล่า
หนังสือ : ชิงแดนแม่น้ำโขง: ประวัติศาสตร์เสียดินแดนฉบับวิวาท(กรรม)
ผู้เขียน : ฐนพงศ์ ลือขจรชัย
สำนักพิมพ์ : สำนักพิมพ์มติชน
PlayRead : คอลัมน์รีวิวหนังสือประจำ Decode.plus เมื่อกองบรรณาธิการขอ add หนังสือ (ที่อยากอ่าน) ไว้ในเพลย์ลิสต์ พบกับหนังสือหลากหลายสไตล์ หลากหลายวิธีการเล่าเรื่องที่เชื่อมร้อยกับชีวิตและสังคม แวะมาหาอ่านกันได้ทุกเย็นวันพฤหัสบดี